heading01


dungtrin avatar ฉบับที่ ๒๓๕ อารมณ์ริษยา


235 talk



อารมณ์อิจฉา
จะประมาณว่าอยากได้อย่างเขาบ้าง
อาจจะอิจฉาแบบน่ารักๆ
อยากแขนสวยอย่างเธอ อยากมีลูกอย่างเขา
แต่อารมณ์ริษยา
จะประมาณว่า ‘ทนไม่ได้’ หรือ ‘ไม่อยากทนแล้ว’
ที่จะต้องเห็นคนอื่นดีกว่า เหนือกว่า
ใจเกิดภาคปีศาจ รุ่มร้อนอยากกำจัด
ให้พ้นไปจากการขวางหูขวางตาเสียที


อารมณ์ริษยา
จึงเป็นแรงกดดันให้อยากกลั่นแกล้ง
หรือกระทั่งทำลายล้างกัน
ซึ่งถ้าทำแบบสมเหตุสมผลไม่ได้
บางทีกลั้นไม่อยู่
ก็เลือกวิธีไม่สมเหตุสมผลแล้วกัน


อารมณ์ริษยา
เป็นสิ่งที่มีพัฒนาการ
ถ้าจุดชนวนขึ้นในใครติดล่ะก็
คุณรอเห็นการเติบโต 
แตกกิ่งก้านสาขา
อันพิลึกกึกกือของมันได้เลย
ไม่สามวันก็เจ็ดวัน เป็นต้นว่า


เห็นเขาทำงานเก่งกว่า
วันแรกก็แอบนึกหมั่นไส้
นึกอยากจ้องจับผิด
แต่เดือนต่อมากลายเป็นริษยา
อยากนินทาว่าร้าย
ถึงไม่มีเรื่องร้ายให้ว่า
ก็แต่งเรื่องเองได้หน้าตาเฉย
บางทีทำเป็นดีด้วยเพื่อขอความช่วยเหลือ
พอเขาช่วยก็ชิงผลงานมาเอาหน้า
แถมแอบเผาให้เขาเน่าเสียแบบเนียนๆ
ด้วยธงในใจที่ตั้งไว้แต่แรกว่า
คนนี้ไม่ดีแน่ๆ เลวแน่ๆ
(ในวงเล็บว่า ที่ทำให้ฉันรู้สึกด้อยกว่า!)


เห็นเขาหล่อกว่า
หรือเห็นเธอสวยเกิน
วันแรกกระซิบกันว่าหน้าตาดีเนอะ
สัปดาห์ต่อมาเล็งเรื่องคาวๆน่าค่อนแคะ
ขึ้นเดือนที่สองเริ่มจับกลุ่มติด
เจอพรรคพวกร่วมอารมณ์ริษยาเดียวกัน
เลยร่วมกันหาทางเล่นงานเอาดื้อๆ
ด้วยเรื่องจริงบ้าง เรื่องมโนบ้าง
เพราะคนหน้าตาดีมักมีเรื่องให้เป็นขี้ปาก
เหตุผลจริงๆทั้งหมดคือ
โทษฐานรูปร่างดีมีออร่าเกินหน้าฉัน!


เวลาเป็นฝ่ายถูกกระทำ เราจะงง
แต่บางทีคุณก็ต้องงงตัวเองเหมือนกันว่า
อย่างนี้เขาเรียกอิจฉา ริษยา หรืออะไรแน่
ทำไมฉันต้องมานั่งเมาท์ใครบางคน
ที่ไม่รู้จักกัน ไม่เคยทำอะไรให้
อยู่เป็นวรรคเป็นเวร นานนับชั่วโมง
ยกตัวอย่างเช่น
เมื่อมีคนดัง นิสัยแย่ หรือไม่ถูกใจคุณ
ได้ดิบได้ดีมีสุข ได้ผัวรวยเมียรวย
ยิ่งกว่าถูกรางวัลที่ ๑ แสนรอบติดกัน
คุณอาจรู้สึกเหมือนถูกบีบหัวใจ
หรือกระทั่งเป็นทุกข์เล็กๆ
และเมื่อพยายามอธิบายตัวเอง
ก็อาจบอกว่า ฉันไม่ได้อิจฉา 
แต่มันค้านความรู้สึกอย่างแรง
ที่เห็นคนพรรค์นั้นขึ้นสวรรค์ทั้งเป็น
มันเหมือนฉันเป็นคนแพ้
ค่าที่เคยตัดสินไปแล้วว่า
ท่านี้ยังไงก็ไปไม่ถึงไหนหรอก
หรืออีกทีก็ต้องรำพึงรำพันว่า
แล้วอย่างนี้จะให้เชื่อกฎข้อไหนในชีวิต
จะเอาวิธีคิดแบบไหนไปสอนลูกหลานว่า
ทำตัวดีๆแล้วจะได้ดี ทำตัวไม่ดีไม่มีทางได้ดี


สุดท้ายแล้ว
ก็ได้ข้อสรุปเหมือนกันว่า
อารมณ์ประมาณ ‘ไม่อยากทนเห็นใครได้ดิบได้ดี’
เป็นที่มาของสารพัดความคิดลบๆ
ตอนเราเห็นอะไรเพี้ยนๆจากคนอื่น
ก็งุนงง สงสัยว่าใจคอทำด้วยอะไร เป็นไปได้ขนาดนี้
แต่พอเกิดขึ้นในตัวเอง ก็รู้สึกจุกแน่น
อธิบายไม่ถูก แล้วก็ไม่อยากอธิบาย


ทางพุทธเราจึงสอนให้ ‘ฝึก’ มีใจยินดีกับผู้อื่น
ถ้าฝืนยินดีไม่ได้ก็อย่าฝืน
แค่บอกตัวเองง่ายๆว่า
เขาไม่ดีในสายตาเรา
แต่คงมีดีในแบบที่เราไม่รู้
หรือไม่อยากรับรู้
พิจารณาไปเพื่อให้ใจปรับเข้าลู่กลางๆ
ไม่เผลอพลาดไปคิดเพี้ยนๆ
หรือก่อกรรมเพี้ยนๆ
แบบคนขี้อิจฉาริษยาโดยไม่ทันรู้ตัว!


ดังตฤณ
พฤษภาคม ๖๑


 

http://www.twitter.com/Dungtrin

http://www.facebook.com/Dungtrin

heading02

heading03




Twitter Updates

follow us on Twitter