heading01


dungtrin avatar ฉบับที่ ๒๒๕ วิบากแห่งกรรม


225 talk



พวกเราอยู่กับผลของกรรมตลอดเวลา
แต่ก็มักถามว่า ไหนล่ะ ผลของกรรม?


ร่างกายจากหัวจรดเท้าเป็นผลของกรรม
สภาพจิตใจก็เป็นผลของกรรม
ชะตาชีวิตที่เผชิญอยู่ก็เป็นผลของกรรม
ความไม่รู้ ความสงสัย
การพลัดหลงไปสู่ลัทธิความไม่เชื่อเรื่องกรรม
ก็ล้วนแล้วแต่เป็นผลของกรรมทั้งสิ้น


ถ้าจะทำความเข้าใจแบบพุทธ
ก่อนอื่นใดต้องทราบให้ได้ว่า
คนที่บอก ‘ไม่เชื่อ!’ นั้น
จริงๆเขาแค่ ‘ไม่อยากเชื่อ’
เพราะไม่รู้จะเอาอะไรมาเชื่อ
ต่อให้คนไอคิวสูงที่สุดในโลก
ก็ถูกจำกัดความรู้ความเห็นไว้
ให้มองออกข้างนอกด้วยหูตาในชาตินี้เท่านั้น
ไม่มีใจอันเป็นทิพย์หยั่งรู้เข้ามาข้างใน
จะได้เห็นความจริงว่าอะไรเป็นเหตุ
ให้เกิดรูปเกิดร่างอย่างนี้ขึ้นมา


ความไม่อยากเชื่อ จึงไม่ใช่ความผิดบาปร้ายแรง
เป็นเรื่องธรรมดาของธรรมชาติจิต
ที่ถูกขีดคั่นไว้ไม่ให้รู้
แต่การ ‘พยายามสร้างความไม่เชื่อ’ ขึ้นมาเป็นจริงเป็นจัง
สร้างกระแสความไม่เชื่อแผ่ไปในวงกว้าง
ด้วยความอยากให้คนอื่นไม่เชื่อตามนั่นแหละ
ในทางธรรมชาติเริ่มปิดกั้นโอกาสที่จะรู้จริง
กับทั้งมีสิทธิ์หลงก่อบาปโดยไม่กลัวผลของบาป
ท่านจึงว่า การทำตัวเป็นเจ้าลัทธิไม่เชื่อผลกรรม
โน้มน้าวให้คนอื่นไม่เชื่อเรื่องผลของกรรม
ดูถูกดูหมิ่นศาสนาที่สอนเรื่องผลของกรรม
นับเป็นบาปใหญ่เหนือบาปอื่นใด
เพราะเมื่อเป็น ‘มิจฉาทิฏฐิ’ เต็มขั้นแล้ว
ก็ทำผิดเต็มขั้นได้ทุกประตูที่เหลือ


สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจอันดับต่อมา
กรรมคือเจตนา เจตนาคือกรรม
เล็งว่าจะทำอะไรให้เกิดผลแบบไหน นั่นแหละกรรม
เช่น ถ้ารู้ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามีชีวิต
โดยที่สิ่งนั้นมีชีวิตจริงๆไม่ใช่เงาหลอกตา
แล้วมีความตั้งใจจะฆ่า เล็งจะให้มันตาย
จากนั้นพยายามลงมือเพื่อฆ่า หาเครื่องมือประหาร
และในที่สุดทำสำเร็จ สิ่งมีชีวิตนั้นตายลงจริงๆ
อันนี้จึงเกิดกรรมข้อ ‘ปาณาติบาต’ ขึ้นครบวงจร
มี ‘เงาตามตัว’ คอยจ้องให้ผลร้ายนับแต่นั้น
เช่น เมื่อถึงเวลาที่กรรมนั้นได้คิวเผล็ดผล
อาจจะทันตาในชาตินี้ หรือต้องรอไปในชาติหน้า
ก็จะหนักหัว เจ็บไข้ได้ป่วย ตายเร็ว ตายไม่ดี
หรือกระทั่งปรากฏขึ้นในจิตสุดท้ายก่อนตายดับ
เพื่อเป็นนิมิตหมายว่าตายแล้วจะไปไหน
จะไปโดนลงทัณฑ์หนักหนาปานใด
ตามโทษานุโทษที่เคยมุ่งมั่นประหัตประหารผู้อื่นไว้


ผลแห่งกรรม จึงเป็นคนละเรื่องกับกรรม
และไม่ใช่ทำปุ๊บได้ผลปั๊บอย่างที่หลายคนเข้าใจ
เช่น ความเสียใจ ไม่ใช่ผลของกรรม
ความเสียใจเป็นเพียงปฏิกิริยา
ที่เกิดขึ้นจากมโนธรรมถูกทุบตี
แม้แต่ฝันร้าย นิมิตสยดสยองติดตา
ก็อาจเป็นเพียงผลของการหมกมุ่นเสียใจ
ยังไม่ใช่ผลของกรรมอย่างที่คิด


เมื่อเข้าใจคร่าวๆได้ว่า
กรรมคือเจตนา
ผลแห่งกรรม (วิบาก) คือสิ่งที่จะบันดาล
ให้เกิดชะตาในชาติหน้าหรือชาตินี้
รวมทั้งเป็นขุมพลังอำนาจ
ที่จะส่งไปเข้าท้องหญิงหรือไข่ใบไหน
เนรมิตจิตแรก (วิบากจิต) ให้มีสำนึกแบบมนุษย์
หรือมีทิพยสภาพแบบเทวดา
หรือมีความเศร้าหมองแบบสัตว์นรก เดรัจฉาน เปรต
เข้าใจเช่นนี้แล้ว
ก็จะค่อยย้อนกลับมามองตัวอันเป็นปัจจุบันว่า
สิ่งที่ติดตัวเรามาแต่เกิด ก็คือวิบากแห่งกรรม
วิบากกำลังแสดงตัวอยู่แล้วเดี๋ยวนี้ นาทีนี้
ไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหน
กายใจแห่งความเป็นมนุษย์นี้แหละ วิบาก


ที่เราต้องทำ เพื่อให้ ‘รู้จริง’ เรื่องวิบากแห่งกรรม
จึงไม่ใช่เข้าห้องแลบพิสูจน์ที่ไหน
แต่เป็นการขัดเกลาจิตใจให้พร้อมรู้ความจริง
ซึ่งในทางพุทธก็คือการเจริญสติ ให้เกิดสัมมาสมาธิ
เริ่มง่ายๆจากรู้ลมหายใจ 
โดยสังเกตเห็นความไม่ใช่ลมเดิมไปเรื่อยๆ
รู้ความเป็นอิริยาบถปัจจุบัน หลังตรงหรือหลังงอ
เกร็งอยู่หรือผ่อนคลาย เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอด
รู้ความสุขทุกข์ อึดอัดสบาย ฟุ้งซ่านสงบ
สรุปคือ รู้เรื่องความไม่เที่ยงของกายใจทั้งหลาย
จนกระทั่งกายใจ ปรากฏเป็นสิ่งถูกรู้ว่าไม่เที่ยง
ไม่ใช่สิ่งถูกยึดว่าเที่ยงแน่ เป็นของเราแน่


ณ จุดที่จิตเป็นสมาธิจากการรู้ว่ากายใจไม่เที่ยง
จะเกิดความหยั่งรู้กายใจตามจริง ไม่ใช่ตามอุปาทาน
กายใจที่เป็นผลของกรรมเก่า
จะถูกรู้ตามจริงอยู่ตรงนี้แหละ
เช่น นิมิตรูปร่างหน้าตาดี มีชาติตระกูล
ตรงกับนิมิตกองบุญอันสว่างใส
กองบุญเกิดจากกรรมที่เคยมีจิตสะอาด 
ปราศจากมลทินทางศีล เป็นต้น
ไม่มีสิ่งใดเลยที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ
ไม่มีใครเลยที่กลั่นแกล้งอยู่เบื้องหลัง!


ดังตฤณ
มกราคม ๖๑


 

http://www.twitter.com/Dungtrin

http://www.facebook.com/Dungtrin

heading02

heading03




Twitter Updates

follow us on Twitter