Dungtring's Editor Talk http://www.dlitemag.com/ Mon, 17 Jun 2019 03:37:02 GMT FeedCreator 1.8.0-dev (info@mypapit.net) ฉบับที่ ๒๖๐ ทิศทางความคิด http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2087:2019-06-07-03-58-44&catid=34:lite-talk&Itemid=59
260 talk



ทิศทางความคิด
พาเราขึ้นเหนือ หาแสงสว่าง
หรือพาเราลงต่ำ หาความมืดมน


ทิศทางความคิด
ช่วยให้เห็นทางชีวิตกระจ่างชัด
รอบด้านโปร่งใสไม่ติดขัด
หรือบังไม่ให้เห็นอะไร
มากไปกว่าเมฆหมอกภายในก็ได้


ทิศทางความคิด
เป็นคนละเรื่อง
กับความฉลาดในการคิดเลข
หรือแม้แต่ความฉลาดในการพูดจา


ทิศทางความคิด
เริ่มต้นจากการปักใจเชื่อ
และสิ่งที่คนเราปักใจเชื่อ
ก็คือสิ่งที่คนคนหนึ่งบอกตัวเองว่า
นี่แหละถูก นี่แหละชอบ นี่แหละใช่
เมื่อปักใจเชื่อสิ่งใด
สิ่งนั้นจะเป็นทิศทางความคิดให้กับเรา


ทิศทางความคิด
แบบเชื่อว่าตัวเองถูกเสมอ
ทั้งที่ไม่รู้อะไรเลย ไม่ฟังใครเลย
ยึดไว้แต่ก้อนหนักๆ
ก้อนดำๆทะมึนของอัตตาท่าเดียว
เสี่ยงกับชีวิตหนักๆ มืดๆ ร้อนๆ
บางทีจะรู้ได้ว่าผิด รู้ได้ว่าไม่ใช่
ส่วนใหญ่ก็ตอนใกล้ลงเหว
หรืออีกทีก็ย่ำอยู่กับที่ไม่ไปไหน
เนิ่นนานเกินค่อนชีวิตกันแล้ว


ทิศทางความคิด
แบบเชื่อว่าพระศาสดาถูก
เชื่ออย่างรู้เหตุรู้ผลเข้ามา
ในความไม่มีอัตตาตัวตน
เชื่ออย่างเห็นว่าอะไรๆ
มันก็แค่มาประกอบร่างให้หลงยึดชั่วคราว
พอองค์ประกอบเหล่านั้นกระจัดกระจายหายไป
ก็ไม่เหลือสิ่งที่นึกว่าเป็นอัตตาตัวตนปรากฏต่อ
เชื่ออย่างนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของอะไรดีๆ
เริ่มเห็นนิมิตหมายได้จากความเบา
โล่งเหมือนยกภูเขาพ้นจากอกได้
ที่ผิด ก็เต็มใจรับว่าจะแก้ให้ถูก
โดยไม่มีภาพลักษณ์ของคนถูกตลอดค้ำคอ


ทิศทางความคิด
ถ้าตรงแน่วบนทางโล่งแบบยั่งยืน
ไม่เป๋ลงเข้ารกเข้าพงข้างทางเสียก่อน
ในที่สุดก็ไปถึงจุดหมายปลายทาง
ที่ใครต่อใครพากันนึกว่าไม่มีอยู่จริง
จุดหมายนั้น คือการไม่ต้องคิดให้เป็นทุกข์
ไม่ต้องคิดเสี่ยงผิดเสี่ยงถูก
เหลือแต่รู้ถูก รู้ชอบเฉพาะตน
รู้ว่าสิ่งใดไม่เที่ยง
ก็ไม่ควรเฝ้าหวังมองอยู่ว่ามันเที่ยง
รู้ว่าสิ่งใดไม่อาจทนรักษาความเป็นตัวเดิม
ก็ไม่ควรเฝ้าหวังมองอยู่ว่ามันเป็นตัวเดิม
รู้ว่าสิ่งใดไม่อาจคุมรูปเดิม
ก็ไม่ควรเฝ้าหวังมองอยู่ว่า
มันเป็นตัวตนอะไรตัวหนึ่งจริง
ก็แค่ของหลอกให้หลงยึดชั่วคราวอีกชิ้น!


ดังตฤณ
มิถุนายน ๖๒





review


พระพุทธองค์ได้ตรัสแก่พระภิกษุทั้งหลาย

ถึงผลของการเจริญเมตตาอย่างสม่ำเสมอ อันมีประโยชน์นานาประการ
ติดตามรายละเอียดได้ในคอลัมน์"ธรรมะจากพระสูตร"
ตอน "เมตตสูตร ว่าด้วยอานิสงส์เมตตา"


จริงหรือไม่ที่ว่าหากรักษาศีลให้สะอาดหมดจดในชาตินี้
จะช่วยให้สามารถพบคู่ครองที่ดีได้
ไม่ว่าจะมีกรรมเก่ามาอย่างไรก็ตาม
หาคำตอบได้ในคอลัมน์"ดังตฤณวิสัชนา"
ตอน "ถ้ารักษาศีลข้อสามให้ดี จะช่วยให้พบคู่บุญได้ในชาตินี้หรือไม่"


"ศิวาดล" นวนิยายจากนักเขียนฝีมือเยี่ยม"คุณชลนิล"
เรื่องราวความลึกลับในคฤหาสน์อาถรรพ์
ที่เนื้อหากำลังขมวดปมเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
ติดตามได้ในคอลัมน์ "วรรณกรรมนำใจ" ค่ะ (^__^)

]]>
Fri, 07 Jun 2019 03:57:01 GMT http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2087:2019-06-07-03-58-44&catid=34:lite-talk&Itemid=59
ฉบับที่ ๒๕๙ เถียงกับพาล คือความสูญเปล่ายิ่ง http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2080:2019-05-23-04-23-41&catid=34:lite-talk&Itemid=59
259 talk



พระพุทธเจ้าตรัสนิยามว่า
พาลแท้ คือคนที่เป็นพาล
แต่สำคัญว่าตนคือบัณฑิต


คนที่เป็นพาล
เป็นพวกเบียดเบียนก่อน
รังแกคนไม่มีทางสู้
เข้าใจเรื่องราว แต่แกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ
รู้ว่าเรื่องจริงอย่างหนึ่ง
แต่แกล้งพูดเอาเข้าตัวเป็นอีกอย่าง
เห็นใครดีกว่าแล้วหมั่นไส้
อยากกลั่นแกล้ง ใส่ร้ายให้เสียหาย ฯลฯ


ก็เมื่อเห็นอยู่ว่าทำเรื่องไม่ดี
เหตุใดบางคนจึงสำคัญว่าตนเป็นฝ่ายดี
ฝ่ายพระเอก ฝ่ายกู้โลกกันได้?


คำตอบคือ
อัตตาโตๆ ดิบๆ
จากข้อดีเล็กๆน้อยๆของตัวเองเป็นธงนำ
ประกอบเหตุผล ข้ออ้าง ข้อไม่ดีของคนอื่น
มาทำให้เกิดความชอบธรรมในการกดขี่เขา
และเมื่อใช้เหตุผลในการสนับสนุน
อารมณ์อยากเข้าข้างตนเองมากเข้า
ก็กลายเป็นโมหะห่อหุ้มจิตหนาแน่น
ทำให้สำคัญตนผิด
มองอะไรเพี้ยนไปจริงๆ ไม่ได้แกล้ง


ถ้าคุณโดนหาเรื่อง
ถ้าต้องอธิบายให้คนแกล้งเข้าใจผิดฟัง
คุณจะพบความสูญเปล่าในชีวิตอย่างใหญ่หลวง
ทั้งเสียแรง เสียเวลา และเสียจิต


หลังจากผ่านร้อนผ่านหนาว
คุณจะมองเห็นความจริงว่า
มนุษย์มี ๓ พวก
พวกหนึ่ง ไม่รับฟัง
เอาแต่อยากเถียงหัวชนฝา หน้าดำหน้าแดง
พวกที่สอง รับฟัง
แต่ไม่คิดตาม จะยึดเอาความเชื่อตนเป็นธงชัย
พวกที่สาม รับฟัง
และพร้อมจะเปลี่ยนใจตามข้อมูลหรือหลักฐาน


ก่อนจากโลกนี้ไป
ควรทำใจได้ตรงตามจริงอันเป็นธรรมดาว่า
คนพวกที่สามมีน้อย
ถ้าคุณยอมเสียแรง เสียเวลา
เฉพาะกับคนพวกนี้
ถึงจะเกิดความสบายใจ
และได้ชื่อว่าใช้เวลาในชีวิตคุ้ม!



ดังตฤณ
พฤษภาคม ๖๒





review


พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนาแก่พระภิกษุทั้งหลาย

ถึงเรื่องของการหมั่นเจริญภาวนาเพื่อหลุดพ้นจากอาสวะ
ดังความในคอลัมน์ "ธรรมะจากพระสูตร"
ตอน "ภาวนาสูตร ว่าด้วยภิกษุหมั่นเจริญภาวนา"


ทำอย่างไรจึงจะได้มีโอกาสตายแล้วไปดี
และเป็นความจริงหรือไม่ที่คนใกล้ตายสามารถได้มรรคผลง่าย
หาคำตอบได้ในคอลัมน์ "ดังตฤณวิสัชนา"
ตอน "หากเจริญสติอย่างถูกต้องในช่วงใกล้ตาย จะบรรลุธรรมได้ง่ายใช่หรือไม่"


ควรมีหลักในการพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ในพุทธประวัติอย่างไร
และแก่นของคำสอนในการประพฤติปฏิบัติธรรมของพระพุทธศาสนาคืออะไร

ติดตามได้เรื่องราวที่คุณงดงามบอกเล่าไว้
ในคอลัมน์ "จุดหมายปลายธรรม" ตอน "เน้นเปลือกหรือแก่น"
]]>
Thu, 23 May 2019 04:21:10 GMT http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2080:2019-05-23-04-23-41&catid=34:lite-talk&Itemid=59
ฉบับที่ ๒๕๘ นิมิตความจริง http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2073:2019-05-09-04-42-22&catid=34:lite-talk&Itemid=59
258 talk



ชีวิตปกติแบบเราๆท่านๆ
มีตื่น มีหลับ
แต่ชีวิตในทางพุทธ
แม้ลืมตา ก็ยังไม่แน่ว่าตื่น


ช่วงตื่นแบบคนธรรมดา
คือช่วงที่ตามองเห็นรูป
หูได้ยินเสียง ใจคิดทำบุญทำบาปขึ้นมาได้


ส่วนช่วงหลับหลง ลงสู่ความฝัน ได้แก่
ช่วงที่เห็นนิมิตเลอะเทอะขณะหลับหนึ่ง
ช่วงที่เหม่อ เพ้อ ละเมอหาอดีตอนาคตหนึ่ง
กับช่วงที่ใกล้ตาย เห็นทั้งชีวิตที่ผ่านมา
เป็นแค่กลุ่มภาพนิมิตที่เอาติดตัวไปไม่ได้หนึ่ง


นับดูแล้ว ชาติหนึ่งๆ
คนส่วนใหญ่เอาชีวิตไปทิ้งกับการฝัน
มากกว่าการ ‘ตื่น’ ขึ้นทำอะไรมาก


นอกจากนั้น ยังมีการหลับหลงอีกแบบ
ทางพุทธมองว่า ทุกชาติเราถูกปิดหูปิดตา
หลงเข้าใจผิดเหมือนๆกันหมดว่า
กายใจเป็นตัวเป็นตนของเราจริงๆ
ชาติก่อนก็เข้าใจผิดอย่างนี้
แล้วกายใจก่อนก็ล้มตายหายไป
เกิดใหม่ลืมกายใจที่หายไปแล้ว
แล้วชาตินี้ก็หลงยึด หลงเข้าใจผิดแบบเดิม
ซึ่งในไม่ช้า กายใจนี้ก็ต้องล้มตายหายไปอีก


เพราะเหตุนั้น ทางพุทธจึงมองว่า
บุคคลผู้พิจารณา
เห็นความเกิดขึ้นและเสื่อมไป 
มีชีวิตอยู่แค่วันเดียว
ประเสริฐกว่าบุคคลผู้ไม่พิจารณา
เห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป
แต่กลับมีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี


คำว่า ‘ประเสริฐกว่า’ ในที่นี้
ไม่ได้มองว่า ใครดีใครเลวกว่ากัน
แต่มองในแง่การมีสิทธิ์พ้นอุปาทานเฉพาะตน
กล่าวคือ เมื่อเกิดสติรู้ขึ้นมาว่า
ลมหายใจเข้าออกเดี๋ยวนี้
กำลังแสดงความไม่ใช่ตัวเดิม ไม่มีตัวตน
แม้สุขทุกข์ จิตสงบ จิตฟุ้งซ่าน
ต่างก็กำลังแสดงความไม่ใช่ตัวเดิม ไม่มีตัวตนอยู่ชัดๆ
ถ้าเห็นเรื่อยๆ กระทั่งถึงขั้นเกิดสมาธิ
รู้ความไม่ใช่ตัวเดิม ไม่มีตัวตนเหล่านั้น
เป็น ‘นิมิตความจริง’ ที่ปรากฏเป็นปกติทั้งวัน
เพียงเท่านั้น ก็เป็นประตูทางออกจากการหลง
ใกล้ได้เวลาออกจากการหลับ
จึงนับว่า แม้เห็นความไม่เที่ยงเพียงวันเดียว 
ก็ประเสริฐกว่ามีชีวิตแบบไม่รู้ความจริงสำคัญ
ไปเป็นร้อยๆปี หรือหลายภพหลายชาติ!


(หมายเหตุ - คิดๆนึกๆถึงความไม่เที่ยงรอบตัว
ไม่นับเป็นเหตุให้อุปาทานในตัวตนหายไป
เพราะเป็นพุทธิปัญญาระดับอ่อนๆ
ที่อาศัยจินตนาการช่วย
แต่หากเกิดสมาธิ 
เห็นรายละเอียดในกายใจ
เป็นนิมิตแสดงความไม่ใช่ตัวเดิมแจ่มชัด ต่อเนื่อง
นับเป็นเหตุให้อุปาทานในตัวตนหายไปได้จริง
เพราะเป็นพุทธิปัญญาแบบเปิดตาใน ตื่นขึ้นมาเห็น)


ดังตฤณ
พฤษภาคม ๖๒





review


พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมแก่พระภิกษุ
โดยทรงเปรียบเทียบชีวิตของมนุษย์กับสิ่งต่างๆ

และสิ่งที่พึงประพฤติปฏิบัติในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่
ดังความในคอลัมน์ "ธรรมะจากพระสูตร"
ตอน "อรกานุสาสนีสูตร ว่าด้วยคำสอนของอรกศาสดา"


ท่านผู้ที่ละกิเลสได้แล้วในแต่ละชั้น ตั้งแต่พระโสดาบันเป็นต้นไป
จะสามารถทราบได้ด้วยตัวของท่านเอง แม้จะไม่มีผู้ใดบอกใช่หรือไม่
ติดตามได้จากวิสัชนาธรรม โดย หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต
เรื่อง "ผู้ที่ละกิเลสได้แล้วจะทราบได้ด้วยตนเองใช่ไหม"
ในคอลัมน์ "สารส่องใจ" ค่ะ


ควรวิธีการใดในการโน้มน้าวใจบุพการีที่ชราและมีปัญหาสุขภาพ
ให้สร้างกุศลต่างๆ ให้มากที่สุดเพื่อเป็นประโยชน์แก่ตัวท่านเอง
หาคำตอบได้ในคอลัมน์ "ดังตฤณวิสัชนา"
ตอน "จะทำให้พ่อแม่ที่มีความยึดมั่นถือมั่นสูง หันมาสนใจธรรมะได้อย่างไร"
]]>
Thu, 09 May 2019 04:39:15 GMT http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2073:2019-05-09-04-42-22&catid=34:lite-talk&Itemid=59
ฉบับที่ ๒๕๗ “เส้นทางกรรม” http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2066:2019-04-26-06-56-12&catid=34:lite-talk&Itemid=59
257 talk



พระพุทธเจ้าตรัสว่า
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เรามีกรรมเป็นของตน
เป็นทายาทแห่งกรรม
มีกรรมเป็นกำเนิด
มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
มีกรรมเป็นที่พึ่ง
ทำกรรมใดที่ดีก็ตาม ที่ชั่วก็ตาม
เราจะเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น
สัตว์ทั้งหลายที่ยังมี
กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตอยู่
หากได้พิจารณาอยู่เรื่อยๆว่า
เราย่อมได้รับผลของกรรม
อันทุจริตเหล่านั้น
ก็ย่อมละทุจริตได้โดยสิ้นเชิง 
หรืออย่างน้อยก็ทำให้เบาบางลงได้"


คำว่า ‘ดูกรภิกษุทั้งหลาย’
หมายความว่า
พระพุทธองค์ทรงตรัสข้อความนี้ไว้
ท่ามกลางหมู่ภิกษุ
ซึ่งสมัยพุทธกาลมีสมาธิโดยมาก
มีความรู้เห็นอันเป็นญาณทัศนะกันมาก
ภิกษุบางรูปรู้เลาๆ
ภิกษุบางรูปเห็นกรรมนิมิตแจ่มชัด
ภิกษุบางรูปถึงขนาดสามารถระลึก
ถึงกรรมแต่หนหลัง แบบถอยได้เป็นช็อตๆ
เหมือนที่เราๆท่านๆนึกออกบอกถูกว่า
ตั้งแต่เช้าจดเย็นของวันนี้
ได้ทำเรื่องสำคัญๆอันใดไว้บ้าง ตามลำดับ
และภิกษุบางรูปก็สามารถรู้เห็น
ทั้งจุติและอุบัติของสรรพสัตว์ว่า
ไม่ได้เป็นอะไรอย่างหนึ่งด้วยความบังเอิญ
ทั้งหลายทั้งปวงล้วนเป็นไปตามอำนาจ
กองบุญกองบาปซัดไปทั้งนั้น


เหล่าภิกษุผู้มีญาณทัศนะ
แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีกรรมอันเป็นทุจริตอยู่บ้าง
สดับตรับฟังพระธรรมเทศนานี้ของพระพุทธเจ้าแล้ว
ย่อมบังเกิดความสังวรระวัง
กลัวบาปกลัวกรรมในตน
ชนิดที่ไม่ใช่แค่กลัวแบบเด็กๆถูกขู่
แต่รู้เลยว่า จะเป็นอะไรตามนั้นจริงๆ


เราๆท่านๆก็สามารถอนุมานได้
จากที่เห็นในชาติเดียวว่า
คนคนหนึ่งต่างไปเรื่อยๆ
วัยหนึ่งคิดอย่างหนึ่ง
อีกวัยคิดไปอย่างหนึ่ง
ปีหนึ่งอยู่ข้างหนึ่ง
อีกปีอาจย้ายมาอยู่ฝั่งตรงข้าม
ทศวรรษหนึ่งเป็นคนใจบาปสุดโต่ง
อีกทศวรรษกลายเป็นคนใจบุญสุดขั้ว
เอาตัวตนแน่นอนอะไรไม่ได้เลย
อย่าว่าแต่รูปร่างหน้าตาที่เปลี่ยนไป


ทว่าแม้กลับลำ กลายเป็นอีกตัวแล้ว
ความคิดและการกระทำ
เมื่อครั้งยังเป็นตัวเก่าตัวก่อน
ก็ยังตามมาหลอกหลอนได้อยู่
ตัวตนนี้ยังต้องรับผลที่เคยคิด เคยทำไว้
สมัยเมื่อเป็นตัวเก่าตัวเดิมอยู่ดี
นี่แหละ! ความน่าสลดใจ
ในระหว่างแห่งการเดินทางอันไม่เป็นที่รู้


แม้ยังไม่มีญาณทัศนะ
แม้ยังไม่แจ่มแจ้ง
แทงนิมิตแห่งการจุติและอุบัติตามกรรม
เมื่อเราพิจารณาจาก
การทบทวนชีวิตตนเองในชาติเดียวอยู่
ก็น่าจะรู้สึกอยากระวังเนื้อระวังตัวมากขึ้น
หรือเพียงแค่ตริตรองว่า
ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ คงไม่ใช่แค่เล่นตลก
ช่วยให้ใครบางคนเกิดมาหน้าตาสมมาตรไร้ที่ติ
ขณะที่แกล้งให้ใครบางคนเกิดมาหน้าตาบูดเบี้ยว
หรือยกให้ใครบางกลุ่มร่ำรวยเป็นบ้าเป็นหลัง
ไม่ต้องทำอะไรก็มีเกินกว่าต้องกินต้องใช้ไปทั้งชีวิต
ขณะที่กดให้ใครบางกลุ่มยากจนข้นแค้นแสนสาหัส
พยายามอย่างไรก็ลืมตาอ้าปากไม่สำเร็จ


ความแจ่มแจ้งแบบพุทธ
คือรู้จริงว่า กายนี้ ใจนี้ ชะตานี้
ไม่ใช่แค่ฝีมือความบังเอิญ
ไม่ใช่แค่เรื่องเชื้อพ่อเชื้อแม่
แต่เป็นเรื่อง ‘เส้นทางกรรม’ ที่แต่ละคนเคยเลือกเดิน
และกำลังเลือกดุ่มเดินอยู่อย่างไม่รู้ว่า
วันไหนจะถึงจุดรับผลรวมคะแนนเก่า
ในร่างใหม่ๆ หน้าตาใหม่ๆ ความรู้ความจำใหม่ๆ!


ดังตฤณ
เมษายน ๖๒





review


การปฏิบัติธรรมต้องทำด้วยความพากเพียรโดยไม่ย่อท้อ
และปฏิบัติอย่างถูกตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าจึงจะเห็นผล
ดังความตามพระธรรมเทศนา โดย หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
เรื่อง "เนกขัม (ตอนที่ ๒)" ในคอลัมน์ "สารส่องใจ" ค่ะ


ทำอย่างไรจึงจะไม่มีศัตรูและไม่พบปัญหาในการทำงาน
และควรดำเนินธุรกิจด้วยเจตนาและวิธีการเช่นใด
จึงจะไม่เป็นการสร้างบาปกรรมให้กับตนเอง
หาคำตอบได้ในคอลัมน์ "ดังตฤณวิสัชนา"
ตอน "บุญใดที่ทำให้การงานราบรื่น ไม่มีอุปสรรค"


แม้จะไม่สมหวังในความรักเพราะอีกฝ่ายมีพันธะแล้ว
แต่การเลือกข้างศีลธรรมย่อมนำความสุขมาให้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ดังเรื่องราวในคอลัมน์"โหรา (ไม่) คาใจ"
ตอน "ถึงจะรักสักแค่ไหน ต้องตัดใจเลือกศีลธรรม"

]]>
Fri, 26 Apr 2019 06:54:01 GMT http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2066:2019-04-26-06-56-12&catid=34:lite-talk&Itemid=59
ฉบับที่ ๒๕๖ ทานสองชั้น http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2059:2019-04-09-04-18-36&catid=34:lite-talk&Itemid=59
256 talk



ให้ทิปเด็กเฝ้ารถบางคน
ถ้าแค่ห้าบาท
อาจโดนมองด้วยสายตารังเกียจ
ไม่ปิดประตู ไม่ส่องไฟให้
หรือบางคนเจอหนัก
ถึงขั้นด่ากันตรงๆว่า
ให้แค่นี้อย่าให้ดีกว่า เหมือนดูถูกกัน


ให้บางคนยืมเงินก้อน
นึกสงสารเห็นเขาลำบาก
แต่นอกจากไม่ใช้คืน
ยังเอาไปด่าลับหลัง
หรือกระทั่งใส่ร้ายเพื่อให้เจ้าหนี้ดูแย่
จะได้แก้เก้อ ไม่ต้องรู้สึกผิด
ที่ไม่คิดชำระสะสางหนี้สินคนเลวๆ


ให้ความช่วยเหลือการงานกับบางคน
นอกจากไม่อ้างอิงว่าใครช่วย
ยังอวยตัวเองเป็นต้นคิด
แถมลอบแทงข้างหลัง
เพื่อไม่ให้ใครนึกว่าต้นคิดที่แท้จริงคือคนนั้น


แล้วจะอย่างไรดี
จะมีวิธีไหนรู้ว่าใครเป็นจอมเนรคุณ
ในเมื่อตอนเข้ามาขอความช่วยเหลือ
ต่างก็ตีหน้าเศร้า
เล่าความลำบากได้เหมือนกันหมด?
หรือจะไม่ต้องช่วยใครเลยดีไหม
จะได้ไม่ต้องช้ำใจในภายหลัง?


แท้จริงแล้ว
การให้ทานอันบริสุทธิ์
นอกจากตั้งเป้าแบบพุทธ
เพื่อการทำลายความตระหนี่
ยังมีเรื่องของการใช้หนี้กรรมให้หมดๆ
กล่าวคือ ถ้าให้ทานกับใครแล้วเดือดร้อน
จากการอกตัญญูของคนคนนั้น
ก็ให้ทานรอบสอง
กระหน่ำซ้ำเข้าไปอีกครั้ง
เป็นการถอนคืนความเจ็บใจ
ยิ่งน่าเจ็บใจ
แล้วถอนความเจ็บใจได้เกลี้ยงเกลาเท่าไร
ยิ่งแปลว่าภัยเวรที่ผูกมากับคนคนนั้น
หรือคนกลุ่มนั้น
ได้รับการชำระล้างหมดจดแล้วเท่านั้น


ให้ทานคนอกตัญญู
แล้วไม่ผูกใจเจ็บ
เท่ากับให้ทานสองชั้น
ชั้นแรกเป็นทรัพยทาน หรือวิทยาทาน
ชั้นสองเป็นอภัยทาน อันยากที่ใครจะให้กัน


เพียงท่องไว้
ล้างหนี้ ล้างหนี้ ล้างหนี้
แล้วคุณจะหนีศัตรูพ้น
ใจจะเป็นอิสระจากพันธนาการ
ตัวเบาเหมือนจะลอยได้
เพราะห่างไกลจากภัยเวร
อันเกิดจากบาปกรรม
ที่ครั้งหนึ่งเราก็คงเคย
เป็นคนอกตัญญูกับเขาเหมือนกัน!


ดังตฤณ
เมษายน ๖๒





review


การสละออกจากกามคุณ ๕ นั้น แม้เป็นฆราวาสก็สามารถทำได้
มิได้จำกัดแต่เพียงผู้ที่อยู่ในสมณเพศเท่านั้น

ดังความตามพระธรรมเทศนา โดย หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
เรื่อง "เนกขัม (ตอนที่ ๑)" ในคอลัมน์"สารส่องใจ" ค่ะ


หากตนเองมีความสนใจในธรรมะเป็นอย่างยิ่ง
แต่คู่ครองยังไม่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากนัก
แล้วทำอย่างไรอีกฝ่ายจึงจะเห็นคุณค่าของธรรมะได้
หาคำตอบได้ในคอลัมน์"ดังตฤณวิสัชนา"
ตอน "คู่เวรจะพัฒนาเป็นคู่บุญได้อย่างไร"


"ศิวาดล" เรื่องราวความลึกลับในคฤหาสน์อาถรรพ์
นวนิยายจากนักเขียนมากฝีมือ "คุณชลนิล"
เนื้อหากำลังขมวดปมเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
ติดตามได้ในคอลัมน์ "วรรณกรรมนำใจ" ค่ะ (^__^)

]]>
Tue, 09 Apr 2019 04:15:45 GMT http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2059:2019-04-09-04-18-36&catid=34:lite-talk&Itemid=59
ฉบับที่ ๒๕๕ โรคช่างสงสารตัวเอง http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2052:2019-03-14-05-19-50&catid=34:lite-talk&Itemid=59
255 talk



เปรตมีบาป
คือพวกที่มีบาป
ต้องชดใช้ในสภาพเปรตกันเห็นๆ
แต่อีกประเภทหนึ่ง เป็นเปรตมีบุญ
คือพวกที่มีบุญอยู่ไม่น้อย แต่พลาดท่า
ตายดับในสภาพที่จิตเศร้าหมอง
เหมือนอย่างพวกเวมานิกเปรต
ที่มีสภาพร่างและวิมานงดงามเหมือนเทวดา
แต่ก็ต้องเผชิญกับสภาพน่าสังเวช
ต้องเป็นทุกข์ ต้องเดือดร้อนเป็นคราวๆ


เปรตมีบุญเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ทำไมมีบุญแล้วไม่ไปเป็นเทวดา?
คำตอบเป็นเรื่องใกล้ตัว
และเห็นง่ายกว่าที่คิด
เช่นที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ถ้าก่อนตายจิตเศร้าหมอง
ทุคติเป็นอันหวังได้
(คือกำเนิดอย่างใดอย่างหนึ่ง
ระหว่างนรก เดรัจฉาน เปรต)
ก็แล้วใครบ้างเล่า ที่จิตเศร้าหมองได้?


หลายคนทำบุญไว้มาก
แต่เป็นการทำบุญทางกายภายนอก
เช่น ใส่บาตร ฟังธรรม ให้ทานคนยาก
แต่ลืมปิดกั้นบาปทางวาจาและทางใจกัน
ปล่อยปาก ปล่อยใจ
ปล่อยความคิดให้เข้าอุโมงค์หลุมดำ
ย้ำคิดย้ำวนอยู่กับเรื่องไม่ดีไม่งาม
ประเภทตัวเองวาสนาน้อย
คนอื่นไม่ดีกับตนอย่างนั้นอย่างนี้
โลกนี้ไม่มีใครดี มีแต่คนเลวล้วนๆ ฯลฯ
เมื่อคิดลบตลอดศก
จิตใจก็ย่ำแย่ ยู่ยี่ ยับเยิน
ก่อนตายก็ต้องตกอยู่ในสภาพเศร้าหมอง
พร้อมจะไปสู่ทุคติภูมิกันเป็นธรรมดา


ในระหว่างมีชีวิต
จิตเศร้าหมองแบบไหน ถึงน่าเป็นห่วงว่า
จะต้องเศร้าหมองแน่ๆก่อนตาย?


ถ้าแค่แอบคิดไม่ดีอยู่เงียบๆ
มีช่วงเวลาเข้าสู่หลุมดำแป๊บๆ
ไม่นานก็ออกมาจากหลุมได้
หรือกระทั่งเข้าหลุมขาวบ้างเป็นคราวๆ
แบบนี้เรียกว่าเศร้าหมองอ่อนๆ
ถ้าตายกะทันหันก็มีสิทธิ์ไปดีได้อยู่
สุดแท้แต่แรงดันของบุญ
ที่อยู่ในรูปของความเบิกบาน 
ผ่องแผ้ว โสมนัส
ยิ่งชัดเจนกว่าความเศร้าหมองมากขึ้นเท่าใด
ก็ยิ่งมีสิทธิ์ไปดี ไม่ต้องไปร้ายมากขึ้นเท่านั้น


แต่ถ้าสะสมอาการคร่ำครวญ
ถึงขนาดเหมือนมีเสียงกรีดร้องอยู่ในหัวตลอด
สงสารตัวเอง น้อยใจโลก
ปากกับใจตรงกัน
คือ อยากด่าโลกทั้งวันทั้งคืน
ไม่ฝึกจิตฝึกใจบ้างเลย
ประเภทนี้ยิ่งอายุมากจะยิ่งเลอะเลือน 
เพ้อเจ้ออยู่คนเดียวได้เป็นวรรคเป็นเวร
เพราะจิตพอกพูนสภาพอกุศลไว้มาก
เกินกว่ากุศลธรรมใดๆจะเข้ามาแย่งพื้นที่ไหว
ประเภทนี้แหละที่จะเข้าข่าย
จิตเศร้าหมองก่อนตาย


เมื่อใดมีเสียงกรีดร้องคร่ำครวญ
รำพึงรำพันอยู่ในหัว
ให้เตือนตัวเองง่ายๆ
ถามตัวเองง่ายๆ
นี่เสียงคนหรือเสียงอะไร?
กายยังเป็นมนุษย์ แต่ใจเป็นอะไรไปแล้ว?
ถ้ากายต้องแตกดับลงเดี๋ยวนี้
จะเหลือแต่สภาพใจที่เหมาะกับภพภูมิแบบไหน
ระหว่างเทพ มนุษย์ หรือเปรต?


สำรวจบ่อยๆ ถามตัวเองบ่อยๆ
จะช่วยให้หายจาก
โรคช่างสงสารตัวเองได้ดีนักแล
เพราะจะเริ่มรู้ระแคะระคายแล้วว่า
ความน่าสงสารที่แท้จริง
จะเกิดขึ้นหลังตาย
ไม่ใช่ขณะยังมีชีวิต
ที่คิดทำอะไรให้ดีขึ้นได้!


ดังตฤณ
มีนาคม ๖๒





review


พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเกี่ยวกับธรรม ๗ ประการ
อันทำให้พระภิกษุเป็นผู้ควรของคำนับ ควรของต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา

ควรทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งไปกว่า
รายละเอียดติดตามได้ในคอลัมน์"ธรรมะจากพระสูตร"
ตอน "ธัมมัญญสูตร ว่าด้วยผู้รู้จักธรรม"(-/\-)



การอธิษฐานในเรื่องต่างๆ จะเป็นจริงได้ต้องอาศัยปัจจัยใด
และควรหลีกเลี่ยงการอธิษฐานในลักษณะใดบ้าง
หาคำตอบได้ในคอลัมน์ "ดังตฤณวิสัชนา"
ตอน "ทำอย่างไรให้การอธิษฐานต่างๆ นั้นสัมฤทธิ์ผล"


การทำธุรกิจส่วนตัวให้เจริญก้าวหน้าด้วยความสุจริตนั้น
นอกจากจะสร้างความมั่นคงแก่ตนเองและครอบครัวแล้ว

ยังเป็นโอกาสในการตอบแทนสังคมได้ด้วยค่ะ
ดังเรื่องราวในคอลัมน์"โหรา (ไม่) คาใจ"
ตอน
"เริ่มต้น (ธุรกิจ) ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง"


]]>
Thu, 14 Mar 2019 04:46:26 GMT http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2052:2019-03-14-05-19-50&catid=34:lite-talk&Itemid=59
ฉบับที่ ๒๕๔ มุมมองที่ถูกต้องก่อนลงนั่งสมาธิ http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2046:254&catid=34:lite-talk&Itemid=59
254 talk



หากมีจุดหมายเพียงแค่ว่า
จะนั่งสมาธิเอาความสงบ
แล้วไม่ได้สงบ
หรือจะนั่งสมาธิเอาบุญ
แล้วได้แต่ความฟุ้งซ่าน
อย่างนั้นทั้งชาติจะได้แต่
ความพยายามฝึกสมาธิ
แบบไม่มีทิศทาง
ถ้าจะได้บุญบ้าง
ก็เป็นบุญประมาณว่า
สืบนิสัยให้อยากนั่งสมาธิมั่วๆกันต่อไป
บางชาติอาจนั่งสมาธิเอาบุญ
บางชาติอาจนั่งสมาธิเอาความหลงตัว
บางชาติอาจนั่งสมาธิเอาฤทธิ์เอาเดช
แต่ส่วนใหญ่หลายชาติจะไม่ได้อะไร
มากไปกว่าความอยากนั่งสมาธิงูๆปลาๆ


ขอให้มีสักชาติหนึ่ง
ซึ่งน่าจะเป็นชาตินี้ ชีวิตนี้
ที่พบพุทธศาสนา
แล้วอยากนั่งสมาธิเอาความพ้นอุปาทาน
พ้นทุกข์ พ้นวังวนวัฏฏะกัน
ซึ่งเพื่อจะเป็นได้เช่นนั้น
ก็ต้องตั้งต้นทำสมาธิ
กันด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง
สมกับที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
เพื่อให้เกิดสมาธิ
แบบที่พระองค์ประสงค์จะให้เกิดนั้น
ต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นตัวนำ


หากพูดเป็นศัพท์แสงไว้จำหน่อย
สัมมาทิฏฐิเป็นประธาน เป็นประมุข
ขององค์มรรคทั้งปวง
(จากมหาจัตตารีสกสูตร
ซึ่งหมายความว่า
หากปราศจากสัมมาทิฏฐิแล้ว
สัมมาสมาธิจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย)


มุมมองที่ถูกต้องก่อนลงนั่งสมาธิคืออย่างไร?
คือ การที่เราคิดไว้ก่อนว่า
เราจะหลับตาลงเพื่อเห็นความไม่เที่ยง
ทั้งความไม่เที่ยงของลมหายใจ
ทั้งความไม่เที่ยงของสุขทุกข์
ทั้งความไม่เที่ยงของความฟุ้งซ่าน
เพื่อที่ว่า เมื่อเห็นความไม่เที่ยงเหล่านั้นแล้ว
จิตจะได้ฉลาดขึ้นว่า
สิ่งเหล่านั้นเปลี่ยนไปเรื่อยๆให้เห็น
สิ่งใดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ สิ่งนั้นไม่ใช่ตัวเดิม
สิ่งใดไม่ใช่ตัวเดิม สิ่งนั้นไม่ใช่ตัวตน


เมื่อตั้งมุมมองไว้
ตรงกับความเป็นสัมมาทิฏฐิแบบพุทธแล้ว
ทุกครั้งที่นั่งสมาธิ
จะเป็นทุกครั้งที่ได้บุญใหญ่ขั้นสูงสุด
เพราะเราจะเห็นทันทีที่กำหนดใจมองว่า
เริ่มต้นขึ้นมา บางทีหายใจสั้น อึดอัด เป็นทุกข์
แต่เมื่อลากลมเข้ายาว ระบายลมออกยาว
ก็เกิดความสบาย เป็นสุข


เมื่อเป็นทุกข์ ก็ฟุ้งซ่านซัดส่าย
เมื่อเป็นสุข ก็สงบอ่อนๆ
แต่ละลมหายใจบอกความจริงกับเราเช่นนี้เสมอ
แล้วทำไมเราจะต้องยึดเอาเฉพาะที่มันดีๆ
ที่เป็นความสุข ที่เป็นความสงบไว้ว่าเป็นเราด้วย?


เมื่อเห็นอยู่อย่างนี้ว่า
สมาธิทำให้เห็นความไม่มีตัวเรา
เท่ากับนี่เป็นชาติที่ได้บุญ
เกินกว่าทุกชาติที่ผ่านมาแล้ว!


ดังตฤณ
กุมภาพันธ์ ๖๒





review


พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมแก่พระภิกษุเกี่ยวกับสัทธรรม ๗ ประการ
โดยเปรียบเทียบกับเครื่องป้องกันนครของพระราชา
ติดตามรายละเอียดได้ในคอลัมน์ "ธรรมะจากพระสูตร"
ตอน"นคโรปมสูตร ว่าด้วยสัทธรรมเหมือนเครื่องป้องกันนคร"(-/\-)


เมื่อต้องทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานและลูกน้อง
ซึ่งแต่ละคนต่างไม่มีใจให้กับงานที่ทำ
ทำอย่างไรจึงจะเป็นทุกข์น้อยที่สุด
หาคำตอบได้ในคอลัมน์"ดังตฤณวิสัชนา"
ตอน "หากต้องร่วมงานกับคนที่ไม่มีใจรักในงานที่ทำ ควรวางใจอย่างไร"


จัดงานอุปสมบทอย่างไรเจ้าภาพจึงจะได้กุศลสูงสุด
และการบวชนั้นจะได้บุญมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสิ่งใดเป็นสำคัญ

ติดตามได้จากเรื่องราวที่คุณงดงามบอกเล่าไว้
ในคอลัมน์"จุดหมายปลายธรรม" ตอน "จัดงานอุปสมบทให้ได้บุญ"

]]>
Thu, 28 Feb 2019 02:52:36 GMT http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2046:254&catid=34:lite-talk&Itemid=59
ฉบับที่ ๒๕๓ เครื่องหมายของการเสียสละ http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2040:2019-02-14-08-36-05&catid=34:lite-talk&Itemid=59
253 talk



พวกเราอยู่ในโลก
ยุคที่ผู้คนเรียกร้องให้คนอื่นเสียสละ
แต่ตัวเองตั้งหน้าตั้งตากอบโกย


ยุคที่ไม่มีใครยอมให้ใครแซงหน้า
ตัวเองต้องได้อภิสิทธิ์ก่อน


ยุคที่คนเสียสละ
ดูเหมือนคนกระดูกเปราะ
ใจอ่อน ยอมเสียเปรียบ โง่เง่าเต่าตุ่น
ส่วนคนกอบโกยได้กอบโกยดี
ดูเหมือนคนกระดูกเหล็ก
ใจแข็ง ได้เปรียบ ฉลาดล้ำ


โลกเป็นอย่างนี้
สิ่งแวดล้อมเป็นอย่างนี้
ก็เหมือนน้ำเชี่ยว
ที่ซัดพาทุกคนไปในทางเดียวกัน
จะลงต่ำหรือขึ้นสูงก็ช่างมัน


คนที่มีสติดี เป็นตัวของตัวเองจริง
คือคนที่รู้ว่าจะว่ายทวนกระแสไปทำไม


เมื่อเชื่อว่ามีจุดหมายอยู่ที่ใจ
สบายใจเดี๋ยวนี้ สบายใจก่อนตาย
คุณจะไม่ถามตัวเองเหมือนคนอื่นๆว่า
จะดีไปทำไม จะให้ไปทำไม จะห้ามใจไปทำไม
มีแต่จะสำรวจเข้ามาว่า
ระหว่างตามใจตัวเอง
อนุญาตให้ตัวเองทำเรื่องผิดๆ
เพื่อความสุขวูบๆวาบๆ
กับห้ามใจตัวเอง
เพื่ออยู่กับความรู้สึกที่ถูกต้อง
อันไหนดีกว่ากันในระยะยาว


การเชิดหน้าเสียสละ
อย่างมีสติรู้เป้าหมาย
แตกต่างกันมาก
กับการหงอตัวงอ 
ยอมจำนนยกให้
แบบไม่รู้ว่าจะยอมไปทำไม


เสียสละได้ครั้งหนึ่ง
จากเรื่องง่ายๆ ตื้นๆ 
ที่ผู้คนแก่งแย่งกัน
ใครอยากแซง แซงไป
ลดความเร็วให้เลย
ใครอยากชิงอภิสิทธิ์
ยกแป้นหมายเลขหนึ่งให้เลย
สังเกตไปด้วยว่า
บนแป้นหมายเลขหนึ่งนั้นแคบ
ร่วงง่าย ต้องพยายามทรงตัวดีๆ
ต่างจากพื้นดินราบที่กว้าง
ทรงตัวสบาย ไม่ตัวกลัวหล่น


เครื่องหมายของการเสียสละ
คือ เสียอะไรไปแล้วรู้สึกดีกว่าเดิม
ส่วนเครื่องหมายของการยอมหงอ
คือ เสียอะไรไปแล้วโกรธตีอกชกหัว
หรือเก็บกดหดหู่อยู่กับอารมณ์จุก


โลกเป็นอย่างนี้
สิ่งแวดล้อมเป็นอย่างนี้
ก็เหมือนห้องสอบใหญ่
ที่ผ่านยาก รอดยาก
จากการสอบตกซ้ำชั้น
ใครผ่านได้ คนนั้นเก่งพอ
และต้องมีธรรมะประทับจริงอยู่ในใจ
ไม่ใช่มีแค่ธรรมะประดับเล่นอยู่ในหัว!


ดังตฤณ
กุมภาพันธ์ ๖๒




review


พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมแก่พระภิกษุ
ถึงผลต่างๆ ที่จะได้รับจากการเป็นผู้มักโกรธ
ดังความในคอลัมน์ "ธรรมะจากพระสูตร"
ตอน "โกธนาสูตร ว่าด้วยผู้มักโกรธย่อมได้ ๗ ประการ"(-/\-)


เหตุที่ทำให้มีอายุยืนยาวคืออะไร
และทำอย่างไรจึงจะมีโอกาสได้พบพระพุทธเจ้า
หาคำตอบได้ในคอลัมน์ "ดังตฤณวิสัชนา"
ตอน "ควรอธิษฐานขอเกิดเป็นเทวดาชั้นใด
จึงจะมีอายุยืนยาวพอได้พบพระศรีอริยเมตไตรย"


เมื่อกฎหมายเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินมีการเปลี่ยนแปลงไป
จะส่งผลอย่างไรต่อบัญชีที่เปิดขึ้นเพื่อร่วมงานบุญต่างๆ

ติดตามได้จากความรู้ดีๆ ที่คุณงดงามนำมาฝาก
ในคอลัมน์"จุดหมายปลายธรรม" ตอน "บัญชีเรี่ยไรภายใต้กฎหมายภาษีใหม่"
]]>
Thu, 14 Feb 2019 08:35:17 GMT http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2040:2019-02-14-08-36-05&catid=34:lite-talk&Itemid=59
ฉบับที่ ๒๕๒ วิธีรักษาโรคใจร้อน http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2034:2019-01-31-07-31-08&catid=34:lite-talk&Itemid=59
252 talk



คนโดนแดดเผามาตลอดบ่าย
จะเห็นห้องแอร์เป็นสวรรค์
คนเป็นแผลพุพองแสบร้อน
จะเห็นยารักษาเหมือนพระมาโปรด


ฉันใดก็ฉันนั้น
คนเป็นโรคทางใจ
ใจร้อน ชอบเร่งรัด ทนรอไม่ไหว
อยากได้อะไรด่วนๆเป็นประจำ
จะรู้สึกเหมือนถูกไฟคลอกอยู่ตลอดเวลา
ถ้ามีอะไรมาเยียวยารักษาได้
กลายเป็นคนรอได้ ใจสบาย หายห่วง เย็นเป็น
ย่อมรู้สึกเหมือนข้ามโลก
ไปพบกับอีกชีวิตที่แสวงหามานาน


แต่ความใจร้อนไม่เหมือนอยู่ห้องอบไอร้อน
ไม่ใช่คิดอยากออกก็เปิดประตูออกมากันง่ายๆ
เพราะจริงๆมันเป็นโรครักษายาก
ยากกว่าโรคทางกายที่จับต้องได้
รักษาได้ด้วยมือหมอ
โรคทางใจเป็นโรคที่ต้องรู้เอง เห็นเอง
เต็มใจรักษาเอง กับทั้งต้องได้วิธีที่ใช่ด้วย


ทางหนึ่งที่ง่าย
แต่อาจไม่ได้ผลจริง
หากไม่เต็มใจทำให้ต่อเนื่อง
คือ สังเกตให้ได้ ‘ทุกครั้ง’ ว่า
พอเกิดอารมณ์อยากได้ด่วนๆ
ใจร้อนใจแรงขึ้นเมื่อใด
เมื่อนั้นลมหายใจจะห้วนสั้น
เนื้อตัวจะเกร็ง หน้าจะตึงขึ้นมา


ที่ตรงนั้น ให้พิจารณาว่า
โรคกำเริบอีกแล้ว 
แผลเรื้อนๆทางใจปะทุอีกแล้ว
และยารักษาที่ใกล้ตัวที่สุด
ง่ายที่สุด ฟรีที่สุด
คือ การหายใจยาวๆ ช้าๆ นิ่มๆ ให้ได้ ๓ ครั้ง


แต่ละครั้งที่หายใจยาว
ต้องแน่ใจว่าช้าลงกว่าตอนใจร้อนครึ่งหนึ่ง
จากนั้นสังเกตด้วยว่า
ตอนระบายลมออก เป็นลมที่เย็นลง
และช่วยให้ใจนิ่งขึ้นแค่ไหน
เอาตามจริง ไม่ใช่เอาตามอยากให้มันเป็น
ในกรณีทั่วไป เพียง ๓ ลมหายใจ
ก็จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนแล้ว
เหมือนออกจากห้องอบไอร้อน
มาสู่อากาศเย็นสบายภายนอกแล้ว


เมื่อออกมาสูดอากาศเย็นภายนอก
บอกตัวเองว่าอย่าเผลอกลับเข้าห้องร้อนง่ายๆ
ให้ทำความพอใจอยู่กับความเย็น นิ่ง สบายนั้น
ขอเพียงทำได้แค่ครั้งเดียว
คุณจะเกิดความเชื่อใหม่ว่า
ตัวเองหายจากโรคได้
แค่ต้องไม่ลืมใช้ยาให้ต่อเนื่องเท่านั้น!


ดังตฤณ
มกราคม ๖๒





review


พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนา
แก่นางสุชาดาผู้เป็นสะใภ้ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี
เกี่ยวกับลักษณะของภรรยา ๗ ประเภท
ดังความในคอลัมน์ "ธรรมะจากพระสูตร"
ตอน"ภริยาสูตร ว่าด้วยภริยา ๗ จำพวก"


หากมีปัญหากับเพื่อนร่วมงานอยู่เสมอ
ควรปฏิบัติอย่างไรให้เวรภัยที่มีต่อกันหมดไปเร็วที่สุด
หาคำตอบได้ในคอลัมน์ "ดังตฤณวิสัชนา"
ตอน"ถ้ามีวิบากกรรมไม่ดีในเรื่องเพื่อนร่วมงาน ควรทำอย่างไร"


การฟังธรรมนอกจากจะเป็นหนึ่งในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ แล้ว
ก็ยังมีอานิสงส์อื่นอีกหลายประการ 
ติดตามได้จากเรื่องราวที่คุณงดงามเรียบเรียงไว้
ในคอลัมน์ "จุดหมายปลายธรรม" ตอน "อานิสงส์การฟังธรรม"
]]>
Thu, 31 Jan 2019 07:28:20 GMT http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2034:2019-01-31-07-31-08&catid=34:lite-talk&Itemid=59
ฉบับที่ ๒๕๑ หลักของการต่อเวร http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2024:2019-01-16-08-54-53&catid=34:lite-talk&Itemid=59
251 talk



หลักของการต่อภัย ต่อเวร
เหมือนสมการที่เข้าใจได้ไม่ยากนัก


ใจร้าย + ใจร้าย = ต่อเวร
ใจร้าย + ใจดี = ลดเวร
ใจดี + ใจดี = ระงับเวร


ศูนย์กลางอันเป็นที่สุดของภัยเวร
อยู่ที่ใจ ใจเขาฝั่งหนึ่ง ใจเราอีกฝั่งหนึ่ง


กลไกของการต่อเวร
คือความเจ็บใจ ความอยากเอาคืน
ความอยากไล่ถลุงให้จนมุม
ความอยากให้ตายทรมาน
หรือความอยากเลี้ยงชีวิตไว้
เพื่อรังแกต่อให้หนำใจไปนานๆ



‘ใจร้าย’ หมายถึงใจที่ถูกอธรรมครอบงำ
พร้อมจะร้อน พร้อมจะร้ายใส่กัน
เบาสุดคือคิดด่า คิดสาปแช่ง
กลางๆคือเปิดปากด่า อ้าปากใส่ไคล้
แรงสุดคือลงมือทุบตี ลงมือฆ่าแกงกัน


ส่วน ‘ใจดี’ นั้น
ไม่ใช่ใจที่หวาดกลัว 
คิดยกธงขาวแสดงความอ่อนแอ
หรือแสดงออกด้วยการ
ก้มหน้าก้มตาหงอ ยอมให้ถลุง
เพราะหากเป็นเช่นนั้น
ก็จะไปกระตุ้นให้ใจร้ายๆของอีกฝ่าย
กระเหี้ยนกระหือรือนึกอยากไล่ถลุงให้หนำใจต่อ


‘ใจดี’ ที่แท้จริง หมายถึงใจ
ที่มีธรรมอันเย็น ปรุงแต่งใจให้เยือกเย็น
กล้าที่จะรบกับโทสะของตัวเอง
แสดงความเข้มแข็งด้วยสติอันเป็นธรรม
มีสติเห็นโทษของภัยเวร
มีสติปรารถนาความสละซึ่งภัยเวร
มีสติเผชิญหน้าใจร้ายๆด้วยความสง่างาม
ความงามสง่านั้น
จะเป็นสื่อให้ฝ่ายที่ยังมืด ยังร้อน 
สัมผัสความสว่างเย็น
ซึ่งยิ่งสว่างเย็นจริงนานขึ้นเท่าไร
ยิ่งบันดาลใจให้ความร้ายอ่อนกำลังลงเท่านั้น


ประสบการณ์ทางใจ
เห็นได้ด้วยใจก่อน
จากนั้นจะค่อยๆเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ใจดีๆ ทำให้เรื่องร้ายๆหายไปจากชีวิต
ทีละเรื่อง ทีละคน ทีละกลุ่ม!


ดังตฤณ
มกราคม ๖๒





review


พระพุทธองค์ทรงแสดงอุบายในการละความง่วง
และข้อปฏิบัติให้ถึงความสิ้นตัณหาแก่พระโมคคัลลานะ
ดังความในคอลัมน์"ธรรมะจากพระสูตร"
ตอน"โมคคัลลานสูตร ว่าด้วยพระโมคคัลลานะ"(-/\-)


ความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมสามารถทราบได้จากสิ่งใดบ้าง
และทำอย่างไรจิตจึงจะตั้งมั่นได้ตลอดทั้งวัน
หาคำตอบได้ในคอลัมน์"ดังตฤณวิสัชนา"
ตอน"จะทราบได้อย่างไรว่าการปฏิบัติของเรามาถูกทาง"


การรู้และยอมรับความจริงได้ว่าตนเองมีความเครียดจากปัญหาต่างๆ
ย่อมทำให้สามารถแก้ไขและดูแลจิตใจได้อย่างถูกต้อง
ดังเรื่องราวที่คุณงดงามบอกเล่าไว้
ในคอลัมน์"จุดหมายปลายธรรม"ตอน"ไม่รู้ตนเอง"
]]>
Wed, 16 Jan 2019 05:53:04 GMT http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2024:2019-01-16-08-54-53&catid=34:lite-talk&Itemid=59