Dungtring's Editor Talk http://www.dlitemag.com/ Thu, 18 Apr 2019 21:06:44 GMT FeedCreator 1.8.0-dev (info@mypapit.net) ฉบับที่ ๒๕๖ ทานสองชั้น http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2059:2019-04-09-04-18-36&catid=34:lite-talk&Itemid=59
256 talk



ให้ทิปเด็กเฝ้ารถบางคน
ถ้าแค่ห้าบาท
อาจโดนมองด้วยสายตารังเกียจ
ไม่ปิดประตู ไม่ส่องไฟให้
หรือบางคนเจอหนัก
ถึงขั้นด่ากันตรงๆว่า
ให้แค่นี้อย่าให้ดีกว่า เหมือนดูถูกกัน


ให้บางคนยืมเงินก้อน
นึกสงสารเห็นเขาลำบาก
แต่นอกจากไม่ใช้คืน
ยังเอาไปด่าลับหลัง
หรือกระทั่งใส่ร้ายเพื่อให้เจ้าหนี้ดูแย่
จะได้แก้เก้อ ไม่ต้องรู้สึกผิด
ที่ไม่คิดชำระสะสางหนี้สินคนเลวๆ


ให้ความช่วยเหลือการงานกับบางคน
นอกจากไม่อ้างอิงว่าใครช่วย
ยังอวยตัวเองเป็นต้นคิด
แถมลอบแทงข้างหลัง
เพื่อไม่ให้ใครนึกว่าต้นคิดที่แท้จริงคือคนนั้น


แล้วจะอย่างไรดี
จะมีวิธีไหนรู้ว่าใครเป็นจอมเนรคุณ
ในเมื่อตอนเข้ามาขอความช่วยเหลือ
ต่างก็ตีหน้าเศร้า
เล่าความลำบากได้เหมือนกันหมด?
หรือจะไม่ต้องช่วยใครเลยดีไหม
จะได้ไม่ต้องช้ำใจในภายหลัง?


แท้จริงแล้ว
การให้ทานอันบริสุทธิ์
นอกจากตั้งเป้าแบบพุทธ
เพื่อการทำลายความตระหนี่
ยังมีเรื่องของการใช้หนี้กรรมให้หมดๆ
กล่าวคือ ถ้าให้ทานกับใครแล้วเดือดร้อน
จากการอกตัญญูของคนคนนั้น
ก็ให้ทานรอบสอง
กระหน่ำซ้ำเข้าไปอีกครั้ง
เป็นการถอนคืนความเจ็บใจ
ยิ่งน่าเจ็บใจ
แล้วถอนความเจ็บใจได้เกลี้ยงเกลาเท่าไร
ยิ่งแปลว่าภัยเวรที่ผูกมากับคนคนนั้น
หรือคนกลุ่มนั้น
ได้รับการชำระล้างหมดจดแล้วเท่านั้น


ให้ทานคนอกตัญญู
แล้วไม่ผูกใจเจ็บ
เท่ากับให้ทานสองชั้น
ชั้นแรกเป็นทรัพยทาน หรือวิทยาทาน
ชั้นสองเป็นอภัยทาน อันยากที่ใครจะให้กัน


เพียงท่องไว้
ล้างหนี้ ล้างหนี้ ล้างหนี้
แล้วคุณจะหนีศัตรูพ้น
ใจจะเป็นอิสระจากพันธนาการ
ตัวเบาเหมือนจะลอยได้
เพราะห่างไกลจากภัยเวร
อันเกิดจากบาปกรรม
ที่ครั้งหนึ่งเราก็คงเคย
เป็นคนอกตัญญูกับเขาเหมือนกัน!


ดังตฤณ
เมษายน ๖๒





review


การสละออกจากกามคุณ ๕ นั้น แม้เป็นฆราวาสก็สามารถทำได้
มิได้จำกัดแต่เพียงผู้ที่อยู่ในสมณเพศเท่านั้น

ดังความตามพระธรรมเทศนา โดย หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
เรื่อง "เนกขัม (ตอนที่ ๑)" ในคอลัมน์"สารส่องใจ" ค่ะ


หากตนเองมีความสนใจในธรรมะเป็นอย่างยิ่ง
แต่คู่ครองยังไม่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากนัก
แล้วทำอย่างไรอีกฝ่ายจึงจะเห็นคุณค่าของธรรมะได้
หาคำตอบได้ในคอลัมน์"ดังตฤณวิสัชนา"
ตอน "คู่เวรจะพัฒนาเป็นคู่บุญได้อย่างไร"


"ศิวาดล" เรื่องราวความลึกลับในคฤหาสน์อาถรรพ์
นวนิยายจากนักเขียนมากฝีมือ "คุณชลนิล"
เนื้อหากำลังขมวดปมเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
ติดตามได้ในคอลัมน์ "วรรณกรรมนำใจ" ค่ะ (^__^)

]]>
Tue, 09 Apr 2019 04:15:45 GMT http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2059:2019-04-09-04-18-36&catid=34:lite-talk&Itemid=59
ฉบับที่ ๒๕๕ โรคช่างสงสารตัวเอง http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2052:2019-03-14-05-19-50&catid=34:lite-talk&Itemid=59
255 talk



เปรตมีบาป
คือพวกที่มีบาป
ต้องชดใช้ในสภาพเปรตกันเห็นๆ
แต่อีกประเภทหนึ่ง เป็นเปรตมีบุญ
คือพวกที่มีบุญอยู่ไม่น้อย แต่พลาดท่า
ตายดับในสภาพที่จิตเศร้าหมอง
เหมือนอย่างพวกเวมานิกเปรต
ที่มีสภาพร่างและวิมานงดงามเหมือนเทวดา
แต่ก็ต้องเผชิญกับสภาพน่าสังเวช
ต้องเป็นทุกข์ ต้องเดือดร้อนเป็นคราวๆ


เปรตมีบุญเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ทำไมมีบุญแล้วไม่ไปเป็นเทวดา?
คำตอบเป็นเรื่องใกล้ตัว
และเห็นง่ายกว่าที่คิด
เช่นที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ถ้าก่อนตายจิตเศร้าหมอง
ทุคติเป็นอันหวังได้
(คือกำเนิดอย่างใดอย่างหนึ่ง
ระหว่างนรก เดรัจฉาน เปรต)
ก็แล้วใครบ้างเล่า ที่จิตเศร้าหมองได้?


หลายคนทำบุญไว้มาก
แต่เป็นการทำบุญทางกายภายนอก
เช่น ใส่บาตร ฟังธรรม ให้ทานคนยาก
แต่ลืมปิดกั้นบาปทางวาจาและทางใจกัน
ปล่อยปาก ปล่อยใจ
ปล่อยความคิดให้เข้าอุโมงค์หลุมดำ
ย้ำคิดย้ำวนอยู่กับเรื่องไม่ดีไม่งาม
ประเภทตัวเองวาสนาน้อย
คนอื่นไม่ดีกับตนอย่างนั้นอย่างนี้
โลกนี้ไม่มีใครดี มีแต่คนเลวล้วนๆ ฯลฯ
เมื่อคิดลบตลอดศก
จิตใจก็ย่ำแย่ ยู่ยี่ ยับเยิน
ก่อนตายก็ต้องตกอยู่ในสภาพเศร้าหมอง
พร้อมจะไปสู่ทุคติภูมิกันเป็นธรรมดา


ในระหว่างมีชีวิต
จิตเศร้าหมองแบบไหน ถึงน่าเป็นห่วงว่า
จะต้องเศร้าหมองแน่ๆก่อนตาย?


ถ้าแค่แอบคิดไม่ดีอยู่เงียบๆ
มีช่วงเวลาเข้าสู่หลุมดำแป๊บๆ
ไม่นานก็ออกมาจากหลุมได้
หรือกระทั่งเข้าหลุมขาวบ้างเป็นคราวๆ
แบบนี้เรียกว่าเศร้าหมองอ่อนๆ
ถ้าตายกะทันหันก็มีสิทธิ์ไปดีได้อยู่
สุดแท้แต่แรงดันของบุญ
ที่อยู่ในรูปของความเบิกบาน 
ผ่องแผ้ว โสมนัส
ยิ่งชัดเจนกว่าความเศร้าหมองมากขึ้นเท่าใด
ก็ยิ่งมีสิทธิ์ไปดี ไม่ต้องไปร้ายมากขึ้นเท่านั้น


แต่ถ้าสะสมอาการคร่ำครวญ
ถึงขนาดเหมือนมีเสียงกรีดร้องอยู่ในหัวตลอด
สงสารตัวเอง น้อยใจโลก
ปากกับใจตรงกัน
คือ อยากด่าโลกทั้งวันทั้งคืน
ไม่ฝึกจิตฝึกใจบ้างเลย
ประเภทนี้ยิ่งอายุมากจะยิ่งเลอะเลือน 
เพ้อเจ้ออยู่คนเดียวได้เป็นวรรคเป็นเวร
เพราะจิตพอกพูนสภาพอกุศลไว้มาก
เกินกว่ากุศลธรรมใดๆจะเข้ามาแย่งพื้นที่ไหว
ประเภทนี้แหละที่จะเข้าข่าย
จิตเศร้าหมองก่อนตาย


เมื่อใดมีเสียงกรีดร้องคร่ำครวญ
รำพึงรำพันอยู่ในหัว
ให้เตือนตัวเองง่ายๆ
ถามตัวเองง่ายๆ
นี่เสียงคนหรือเสียงอะไร?
กายยังเป็นมนุษย์ แต่ใจเป็นอะไรไปแล้ว?
ถ้ากายต้องแตกดับลงเดี๋ยวนี้
จะเหลือแต่สภาพใจที่เหมาะกับภพภูมิแบบไหน
ระหว่างเทพ มนุษย์ หรือเปรต?


สำรวจบ่อยๆ ถามตัวเองบ่อยๆ
จะช่วยให้หายจาก
โรคช่างสงสารตัวเองได้ดีนักแล
เพราะจะเริ่มรู้ระแคะระคายแล้วว่า
ความน่าสงสารที่แท้จริง
จะเกิดขึ้นหลังตาย
ไม่ใช่ขณะยังมีชีวิต
ที่คิดทำอะไรให้ดีขึ้นได้!


ดังตฤณ
มีนาคม ๖๒





review


พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเกี่ยวกับธรรม ๗ ประการ
อันทำให้พระภิกษุเป็นผู้ควรของคำนับ ควรของต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา

ควรทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งไปกว่า
รายละเอียดติดตามได้ในคอลัมน์"ธรรมะจากพระสูตร"
ตอน "ธัมมัญญสูตร ว่าด้วยผู้รู้จักธรรม"(-/\-)



การอธิษฐานในเรื่องต่างๆ จะเป็นจริงได้ต้องอาศัยปัจจัยใด
และควรหลีกเลี่ยงการอธิษฐานในลักษณะใดบ้าง
หาคำตอบได้ในคอลัมน์ "ดังตฤณวิสัชนา"
ตอน "ทำอย่างไรให้การอธิษฐานต่างๆ นั้นสัมฤทธิ์ผล"


การทำธุรกิจส่วนตัวให้เจริญก้าวหน้าด้วยความสุจริตนั้น
นอกจากจะสร้างความมั่นคงแก่ตนเองและครอบครัวแล้ว

ยังเป็นโอกาสในการตอบแทนสังคมได้ด้วยค่ะ
ดังเรื่องราวในคอลัมน์"โหรา (ไม่) คาใจ"
ตอน
"เริ่มต้น (ธุรกิจ) ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง"


]]>
Thu, 14 Mar 2019 04:46:26 GMT http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2052:2019-03-14-05-19-50&catid=34:lite-talk&Itemid=59
ฉบับที่ ๒๕๔ มุมมองที่ถูกต้องก่อนลงนั่งสมาธิ http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2046:254&catid=34:lite-talk&Itemid=59
254 talk



หากมีจุดหมายเพียงแค่ว่า
จะนั่งสมาธิเอาความสงบ
แล้วไม่ได้สงบ
หรือจะนั่งสมาธิเอาบุญ
แล้วได้แต่ความฟุ้งซ่าน
อย่างนั้นทั้งชาติจะได้แต่
ความพยายามฝึกสมาธิ
แบบไม่มีทิศทาง
ถ้าจะได้บุญบ้าง
ก็เป็นบุญประมาณว่า
สืบนิสัยให้อยากนั่งสมาธิมั่วๆกันต่อไป
บางชาติอาจนั่งสมาธิเอาบุญ
บางชาติอาจนั่งสมาธิเอาความหลงตัว
บางชาติอาจนั่งสมาธิเอาฤทธิ์เอาเดช
แต่ส่วนใหญ่หลายชาติจะไม่ได้อะไร
มากไปกว่าความอยากนั่งสมาธิงูๆปลาๆ


ขอให้มีสักชาติหนึ่ง
ซึ่งน่าจะเป็นชาตินี้ ชีวิตนี้
ที่พบพุทธศาสนา
แล้วอยากนั่งสมาธิเอาความพ้นอุปาทาน
พ้นทุกข์ พ้นวังวนวัฏฏะกัน
ซึ่งเพื่อจะเป็นได้เช่นนั้น
ก็ต้องตั้งต้นทำสมาธิ
กันด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง
สมกับที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
เพื่อให้เกิดสมาธิ
แบบที่พระองค์ประสงค์จะให้เกิดนั้น
ต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นตัวนำ


หากพูดเป็นศัพท์แสงไว้จำหน่อย
สัมมาทิฏฐิเป็นประธาน เป็นประมุข
ขององค์มรรคทั้งปวง
(จากมหาจัตตารีสกสูตร
ซึ่งหมายความว่า
หากปราศจากสัมมาทิฏฐิแล้ว
สัมมาสมาธิจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย)


มุมมองที่ถูกต้องก่อนลงนั่งสมาธิคืออย่างไร?
คือ การที่เราคิดไว้ก่อนว่า
เราจะหลับตาลงเพื่อเห็นความไม่เที่ยง
ทั้งความไม่เที่ยงของลมหายใจ
ทั้งความไม่เที่ยงของสุขทุกข์
ทั้งความไม่เที่ยงของความฟุ้งซ่าน
เพื่อที่ว่า เมื่อเห็นความไม่เที่ยงเหล่านั้นแล้ว
จิตจะได้ฉลาดขึ้นว่า
สิ่งเหล่านั้นเปลี่ยนไปเรื่อยๆให้เห็น
สิ่งใดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ สิ่งนั้นไม่ใช่ตัวเดิม
สิ่งใดไม่ใช่ตัวเดิม สิ่งนั้นไม่ใช่ตัวตน


เมื่อตั้งมุมมองไว้
ตรงกับความเป็นสัมมาทิฏฐิแบบพุทธแล้ว
ทุกครั้งที่นั่งสมาธิ
จะเป็นทุกครั้งที่ได้บุญใหญ่ขั้นสูงสุด
เพราะเราจะเห็นทันทีที่กำหนดใจมองว่า
เริ่มต้นขึ้นมา บางทีหายใจสั้น อึดอัด เป็นทุกข์
แต่เมื่อลากลมเข้ายาว ระบายลมออกยาว
ก็เกิดความสบาย เป็นสุข


เมื่อเป็นทุกข์ ก็ฟุ้งซ่านซัดส่าย
เมื่อเป็นสุข ก็สงบอ่อนๆ
แต่ละลมหายใจบอกความจริงกับเราเช่นนี้เสมอ
แล้วทำไมเราจะต้องยึดเอาเฉพาะที่มันดีๆ
ที่เป็นความสุข ที่เป็นความสงบไว้ว่าเป็นเราด้วย?


เมื่อเห็นอยู่อย่างนี้ว่า
สมาธิทำให้เห็นความไม่มีตัวเรา
เท่ากับนี่เป็นชาติที่ได้บุญ
เกินกว่าทุกชาติที่ผ่านมาแล้ว!


ดังตฤณ
กุมภาพันธ์ ๖๒





review


พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมแก่พระภิกษุเกี่ยวกับสัทธรรม ๗ ประการ
โดยเปรียบเทียบกับเครื่องป้องกันนครของพระราชา
ติดตามรายละเอียดได้ในคอลัมน์ "ธรรมะจากพระสูตร"
ตอน"นคโรปมสูตร ว่าด้วยสัทธรรมเหมือนเครื่องป้องกันนคร"(-/\-)


เมื่อต้องทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานและลูกน้อง
ซึ่งแต่ละคนต่างไม่มีใจให้กับงานที่ทำ
ทำอย่างไรจึงจะเป็นทุกข์น้อยที่สุด
หาคำตอบได้ในคอลัมน์"ดังตฤณวิสัชนา"
ตอน "หากต้องร่วมงานกับคนที่ไม่มีใจรักในงานที่ทำ ควรวางใจอย่างไร"


จัดงานอุปสมบทอย่างไรเจ้าภาพจึงจะได้กุศลสูงสุด
และการบวชนั้นจะได้บุญมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสิ่งใดเป็นสำคัญ

ติดตามได้จากเรื่องราวที่คุณงดงามบอกเล่าไว้
ในคอลัมน์"จุดหมายปลายธรรม" ตอน "จัดงานอุปสมบทให้ได้บุญ"

]]>
Thu, 28 Feb 2019 02:52:36 GMT http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2046:254&catid=34:lite-talk&Itemid=59
ฉบับที่ ๒๕๓ เครื่องหมายของการเสียสละ http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2040:2019-02-14-08-36-05&catid=34:lite-talk&Itemid=59
253 talk



พวกเราอยู่ในโลก
ยุคที่ผู้คนเรียกร้องให้คนอื่นเสียสละ
แต่ตัวเองตั้งหน้าตั้งตากอบโกย


ยุคที่ไม่มีใครยอมให้ใครแซงหน้า
ตัวเองต้องได้อภิสิทธิ์ก่อน


ยุคที่คนเสียสละ
ดูเหมือนคนกระดูกเปราะ
ใจอ่อน ยอมเสียเปรียบ โง่เง่าเต่าตุ่น
ส่วนคนกอบโกยได้กอบโกยดี
ดูเหมือนคนกระดูกเหล็ก
ใจแข็ง ได้เปรียบ ฉลาดล้ำ


โลกเป็นอย่างนี้
สิ่งแวดล้อมเป็นอย่างนี้
ก็เหมือนน้ำเชี่ยว
ที่ซัดพาทุกคนไปในทางเดียวกัน
จะลงต่ำหรือขึ้นสูงก็ช่างมัน


คนที่มีสติดี เป็นตัวของตัวเองจริง
คือคนที่รู้ว่าจะว่ายทวนกระแสไปทำไม


เมื่อเชื่อว่ามีจุดหมายอยู่ที่ใจ
สบายใจเดี๋ยวนี้ สบายใจก่อนตาย
คุณจะไม่ถามตัวเองเหมือนคนอื่นๆว่า
จะดีไปทำไม จะให้ไปทำไม จะห้ามใจไปทำไม
มีแต่จะสำรวจเข้ามาว่า
ระหว่างตามใจตัวเอง
อนุญาตให้ตัวเองทำเรื่องผิดๆ
เพื่อความสุขวูบๆวาบๆ
กับห้ามใจตัวเอง
เพื่ออยู่กับความรู้สึกที่ถูกต้อง
อันไหนดีกว่ากันในระยะยาว


การเชิดหน้าเสียสละ
อย่างมีสติรู้เป้าหมาย
แตกต่างกันมาก
กับการหงอตัวงอ 
ยอมจำนนยกให้
แบบไม่รู้ว่าจะยอมไปทำไม


เสียสละได้ครั้งหนึ่ง
จากเรื่องง่ายๆ ตื้นๆ 
ที่ผู้คนแก่งแย่งกัน
ใครอยากแซง แซงไป
ลดความเร็วให้เลย
ใครอยากชิงอภิสิทธิ์
ยกแป้นหมายเลขหนึ่งให้เลย
สังเกตไปด้วยว่า
บนแป้นหมายเลขหนึ่งนั้นแคบ
ร่วงง่าย ต้องพยายามทรงตัวดีๆ
ต่างจากพื้นดินราบที่กว้าง
ทรงตัวสบาย ไม่ตัวกลัวหล่น


เครื่องหมายของการเสียสละ
คือ เสียอะไรไปแล้วรู้สึกดีกว่าเดิม
ส่วนเครื่องหมายของการยอมหงอ
คือ เสียอะไรไปแล้วโกรธตีอกชกหัว
หรือเก็บกดหดหู่อยู่กับอารมณ์จุก


โลกเป็นอย่างนี้
สิ่งแวดล้อมเป็นอย่างนี้
ก็เหมือนห้องสอบใหญ่
ที่ผ่านยาก รอดยาก
จากการสอบตกซ้ำชั้น
ใครผ่านได้ คนนั้นเก่งพอ
และต้องมีธรรมะประทับจริงอยู่ในใจ
ไม่ใช่มีแค่ธรรมะประดับเล่นอยู่ในหัว!


ดังตฤณ
กุมภาพันธ์ ๖๒




review


พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมแก่พระภิกษุ
ถึงผลต่างๆ ที่จะได้รับจากการเป็นผู้มักโกรธ
ดังความในคอลัมน์ "ธรรมะจากพระสูตร"
ตอน "โกธนาสูตร ว่าด้วยผู้มักโกรธย่อมได้ ๗ ประการ"(-/\-)


เหตุที่ทำให้มีอายุยืนยาวคืออะไร
และทำอย่างไรจึงจะมีโอกาสได้พบพระพุทธเจ้า
หาคำตอบได้ในคอลัมน์ "ดังตฤณวิสัชนา"
ตอน "ควรอธิษฐานขอเกิดเป็นเทวดาชั้นใด
จึงจะมีอายุยืนยาวพอได้พบพระศรีอริยเมตไตรย"


เมื่อกฎหมายเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินมีการเปลี่ยนแปลงไป
จะส่งผลอย่างไรต่อบัญชีที่เปิดขึ้นเพื่อร่วมงานบุญต่างๆ

ติดตามได้จากความรู้ดีๆ ที่คุณงดงามนำมาฝาก
ในคอลัมน์"จุดหมายปลายธรรม" ตอน "บัญชีเรี่ยไรภายใต้กฎหมายภาษีใหม่"
]]>
Thu, 14 Feb 2019 08:35:17 GMT http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2040:2019-02-14-08-36-05&catid=34:lite-talk&Itemid=59
ฉบับที่ ๒๕๒ วิธีรักษาโรคใจร้อน http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2034:2019-01-31-07-31-08&catid=34:lite-talk&Itemid=59
252 talk



คนโดนแดดเผามาตลอดบ่าย
จะเห็นห้องแอร์เป็นสวรรค์
คนเป็นแผลพุพองแสบร้อน
จะเห็นยารักษาเหมือนพระมาโปรด


ฉันใดก็ฉันนั้น
คนเป็นโรคทางใจ
ใจร้อน ชอบเร่งรัด ทนรอไม่ไหว
อยากได้อะไรด่วนๆเป็นประจำ
จะรู้สึกเหมือนถูกไฟคลอกอยู่ตลอดเวลา
ถ้ามีอะไรมาเยียวยารักษาได้
กลายเป็นคนรอได้ ใจสบาย หายห่วง เย็นเป็น
ย่อมรู้สึกเหมือนข้ามโลก
ไปพบกับอีกชีวิตที่แสวงหามานาน


แต่ความใจร้อนไม่เหมือนอยู่ห้องอบไอร้อน
ไม่ใช่คิดอยากออกก็เปิดประตูออกมากันง่ายๆ
เพราะจริงๆมันเป็นโรครักษายาก
ยากกว่าโรคทางกายที่จับต้องได้
รักษาได้ด้วยมือหมอ
โรคทางใจเป็นโรคที่ต้องรู้เอง เห็นเอง
เต็มใจรักษาเอง กับทั้งต้องได้วิธีที่ใช่ด้วย


ทางหนึ่งที่ง่าย
แต่อาจไม่ได้ผลจริง
หากไม่เต็มใจทำให้ต่อเนื่อง
คือ สังเกตให้ได้ ‘ทุกครั้ง’ ว่า
พอเกิดอารมณ์อยากได้ด่วนๆ
ใจร้อนใจแรงขึ้นเมื่อใด
เมื่อนั้นลมหายใจจะห้วนสั้น
เนื้อตัวจะเกร็ง หน้าจะตึงขึ้นมา


ที่ตรงนั้น ให้พิจารณาว่า
โรคกำเริบอีกแล้ว 
แผลเรื้อนๆทางใจปะทุอีกแล้ว
และยารักษาที่ใกล้ตัวที่สุด
ง่ายที่สุด ฟรีที่สุด
คือ การหายใจยาวๆ ช้าๆ นิ่มๆ ให้ได้ ๓ ครั้ง


แต่ละครั้งที่หายใจยาว
ต้องแน่ใจว่าช้าลงกว่าตอนใจร้อนครึ่งหนึ่ง
จากนั้นสังเกตด้วยว่า
ตอนระบายลมออก เป็นลมที่เย็นลง
และช่วยให้ใจนิ่งขึ้นแค่ไหน
เอาตามจริง ไม่ใช่เอาตามอยากให้มันเป็น
ในกรณีทั่วไป เพียง ๓ ลมหายใจ
ก็จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนแล้ว
เหมือนออกจากห้องอบไอร้อน
มาสู่อากาศเย็นสบายภายนอกแล้ว


เมื่อออกมาสูดอากาศเย็นภายนอก
บอกตัวเองว่าอย่าเผลอกลับเข้าห้องร้อนง่ายๆ
ให้ทำความพอใจอยู่กับความเย็น นิ่ง สบายนั้น
ขอเพียงทำได้แค่ครั้งเดียว
คุณจะเกิดความเชื่อใหม่ว่า
ตัวเองหายจากโรคได้
แค่ต้องไม่ลืมใช้ยาให้ต่อเนื่องเท่านั้น!


ดังตฤณ
มกราคม ๖๒





review


พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนา
แก่นางสุชาดาผู้เป็นสะใภ้ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี
เกี่ยวกับลักษณะของภรรยา ๗ ประเภท
ดังความในคอลัมน์ "ธรรมะจากพระสูตร"
ตอน"ภริยาสูตร ว่าด้วยภริยา ๗ จำพวก"


หากมีปัญหากับเพื่อนร่วมงานอยู่เสมอ
ควรปฏิบัติอย่างไรให้เวรภัยที่มีต่อกันหมดไปเร็วที่สุด
หาคำตอบได้ในคอลัมน์ "ดังตฤณวิสัชนา"
ตอน"ถ้ามีวิบากกรรมไม่ดีในเรื่องเพื่อนร่วมงาน ควรทำอย่างไร"


การฟังธรรมนอกจากจะเป็นหนึ่งในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ แล้ว
ก็ยังมีอานิสงส์อื่นอีกหลายประการ 
ติดตามได้จากเรื่องราวที่คุณงดงามเรียบเรียงไว้
ในคอลัมน์ "จุดหมายปลายธรรม" ตอน "อานิสงส์การฟังธรรม"
]]>
Thu, 31 Jan 2019 07:28:20 GMT http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2034:2019-01-31-07-31-08&catid=34:lite-talk&Itemid=59
ฉบับที่ ๒๕๑ หลักของการต่อเวร http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2024:2019-01-16-08-54-53&catid=34:lite-talk&Itemid=59
251 talk



หลักของการต่อภัย ต่อเวร
เหมือนสมการที่เข้าใจได้ไม่ยากนัก


ใจร้าย + ใจร้าย = ต่อเวร
ใจร้าย + ใจดี = ลดเวร
ใจดี + ใจดี = ระงับเวร


ศูนย์กลางอันเป็นที่สุดของภัยเวร
อยู่ที่ใจ ใจเขาฝั่งหนึ่ง ใจเราอีกฝั่งหนึ่ง


กลไกของการต่อเวร
คือความเจ็บใจ ความอยากเอาคืน
ความอยากไล่ถลุงให้จนมุม
ความอยากให้ตายทรมาน
หรือความอยากเลี้ยงชีวิตไว้
เพื่อรังแกต่อให้หนำใจไปนานๆ



‘ใจร้าย’ หมายถึงใจที่ถูกอธรรมครอบงำ
พร้อมจะร้อน พร้อมจะร้ายใส่กัน
เบาสุดคือคิดด่า คิดสาปแช่ง
กลางๆคือเปิดปากด่า อ้าปากใส่ไคล้
แรงสุดคือลงมือทุบตี ลงมือฆ่าแกงกัน


ส่วน ‘ใจดี’ นั้น
ไม่ใช่ใจที่หวาดกลัว 
คิดยกธงขาวแสดงความอ่อนแอ
หรือแสดงออกด้วยการ
ก้มหน้าก้มตาหงอ ยอมให้ถลุง
เพราะหากเป็นเช่นนั้น
ก็จะไปกระตุ้นให้ใจร้ายๆของอีกฝ่าย
กระเหี้ยนกระหือรือนึกอยากไล่ถลุงให้หนำใจต่อ


‘ใจดี’ ที่แท้จริง หมายถึงใจ
ที่มีธรรมอันเย็น ปรุงแต่งใจให้เยือกเย็น
กล้าที่จะรบกับโทสะของตัวเอง
แสดงความเข้มแข็งด้วยสติอันเป็นธรรม
มีสติเห็นโทษของภัยเวร
มีสติปรารถนาความสละซึ่งภัยเวร
มีสติเผชิญหน้าใจร้ายๆด้วยความสง่างาม
ความงามสง่านั้น
จะเป็นสื่อให้ฝ่ายที่ยังมืด ยังร้อน 
สัมผัสความสว่างเย็น
ซึ่งยิ่งสว่างเย็นจริงนานขึ้นเท่าไร
ยิ่งบันดาลใจให้ความร้ายอ่อนกำลังลงเท่านั้น


ประสบการณ์ทางใจ
เห็นได้ด้วยใจก่อน
จากนั้นจะค่อยๆเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ใจดีๆ ทำให้เรื่องร้ายๆหายไปจากชีวิต
ทีละเรื่อง ทีละคน ทีละกลุ่ม!


ดังตฤณ
มกราคม ๖๒





review


พระพุทธองค์ทรงแสดงอุบายในการละความง่วง
และข้อปฏิบัติให้ถึงความสิ้นตัณหาแก่พระโมคคัลลานะ
ดังความในคอลัมน์"ธรรมะจากพระสูตร"
ตอน"โมคคัลลานสูตร ว่าด้วยพระโมคคัลลานะ"(-/\-)


ความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมสามารถทราบได้จากสิ่งใดบ้าง
และทำอย่างไรจิตจึงจะตั้งมั่นได้ตลอดทั้งวัน
หาคำตอบได้ในคอลัมน์"ดังตฤณวิสัชนา"
ตอน"จะทราบได้อย่างไรว่าการปฏิบัติของเรามาถูกทาง"


การรู้และยอมรับความจริงได้ว่าตนเองมีความเครียดจากปัญหาต่างๆ
ย่อมทำให้สามารถแก้ไขและดูแลจิตใจได้อย่างถูกต้อง
ดังเรื่องราวที่คุณงดงามบอกเล่าไว้
ในคอลัมน์"จุดหมายปลายธรรม"ตอน"ไม่รู้ตนเอง"
]]>
Wed, 16 Jan 2019 05:53:04 GMT http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2024:2019-01-16-08-54-53&catid=34:lite-talk&Itemid=59
ฉบับที่ ๒๕๐ ใจที่เป็นพุทธแท้ http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2017:2019-01-03-06-29-06&catid=34:lite-talk&Itemid=59
250 talk



วันไหนไม่ฟุ้งซ่าน
ไม่อ่อนล้า มีพละกำลัง
หัวหูโปร่ง โล่งว่างอยู่ในอก
ไม่มีเรื่องยั่วให้อยาก
ไม่มีใครกระทบกระทั่งให้โกรธ
ไม่มีเรื่องหน้าเรื่องตาให้คิด
วันนั้นคือวันของตัวอย่างทางใจ
ที่ไม่เป็นทุกข์


ใจที่ไม่เป็นทุกข์
มีทั้งแบบกลับกลอกมาเป็นทุกข์ได้อีก
กับทั้งแบบพ้นทุกข์ไปเลยไม่กลับกำเริบใหม่


ใจที่เป็นพุทธแท้
คือใจที่ไม่เป็นทุกข์ถาวร


ใจที่เขยิบใกล้เข้าสู่ความเป็นพุทธแท้
คือใจที่รินน้ำใสใจเย็นได้เป็นปกติ
คือใจที่ออกห่างจากทางบาปอกุศล
คือใจที่ทรงสติพร้อมรู้ตามจริงว่า
อะไรๆในโลกเป็นเหยื่อล่อให้หลงอยาก
กายนี้ จิตนี้ เป็นเหยื่อล่อให้หลงยึด
เมื่อจิตคาย คืน ไม่งับเหยื่อได้
ก็เป็นอิสระ เป็นสุขอันเกิดจากการไม่กระเพื่อม
ไม่กระวนกระวาย ไม่หายใจเข้าออกทิ้งเปล่า
รักที่จะรู้แค่ชั่วขณะนี้ 
ที่ลมหายใจยืดยาว นิ่มนวล แช่มช้า อย่างเป็นไปเอง
โดยไม่มีขณะอื่นเป็นเครื่องรบกวน
ไม่ห่วงไปข้างหลัง ไม่หวังไปข้างหน้า


ใจที่ไม่อาลัยกับสิ่งที่ล่วงผ่านไปแล้ว
เป็นใจที่รู้สึกสดใหม่ได้อยู่ตลอดเวลา
เป็นสุขอยู่กับการไม่เป็นทุกข์ได้เสมอ
เป็นพุทธบนเส้นทางสู่ความพ้นไปในวันหนึ่ง!


ดังตฤณ
มกราคม ๖๒





review


พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนาแก่สีหเสนาบดี
ในเรื่องของผลแห่งทานที่ประจักษ์ได้ในปัจจุบัน
ติดตามรายละเอียดได้ในคอลัมน์"ธรรมะจากพระสูตร"
ตอน"สีหสูตร ว่าด้วยสีหเสนาบดี"


ทำอย่างไรการปฏิบัติธรรมจึงจะมีความก้าวหน้า
และสิ่งใดที่เป็นอุปสรรคต่อการเจริญภาวนา
ติดตามได้จากพระธรรมเทศนา โดย หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
เรื่อง "ภาวนา-สมาธิ (ตอนที่ ๒)" ในคอลัมน์ "สารส่องใจ"(-/\-)


หากต้องอยู่ร่วมบ้านกับผู้มีพระคุณซึ่งเป็นผู้ที่ใจร้อนและโกรธง่าย
ทำอย่างไรเราจึงจะไม่พลอยหงุดหงิดตามไปด้วย
หาคำตอบได้ในคอลัมน์ "ดังตฤณวิสัชนา"
ตอน "ทำอย่างไรจะอยู่ร่วมกับผู้ที่มีโทสะรุนแรงได้อย่างสบายใจที่สุด"

]]>
Thu, 03 Jan 2019 06:27:29 GMT http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2017:2019-01-03-06-29-06&catid=34:lite-talk&Itemid=59
ฉบับที่ ๒๔๙ รินน้ำใจ http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2011:2018-12-21-03-56-36&catid=34:lite-talk&Itemid=59
249 talk



ที่คนส่วนใหญ่
รู้สึกว่าชีวิตแห้งแล้ง
มีความสุขน้อย
มีความชุ่มชื่นใจน้อย
มีความอบอุ่นใจน้อย
ส่วนหนึ่งเพราะอยู่ท่ามกลางคนแล้งน้ำใจ
ไม่เกิดแรงบันดาลใจให้อยากรินน้ำใจ
รู้ตัวอีกทีก็เหมือนไม่เหลือน้ำใจให้รินแล้ว
หรือกระทั่งกลายเป็นแล้งน้ำใจไปเสียเองแล้ว


สมัยยังไม่รู้ประสีประสา
ผมเคยเป็นเด็กเห็นแก่ตัว
แม้อยู่ท่ามกลางคนมีน้ำใจ
แต่กลับรู้สึกว่าโลกแห้งแล้ง
เหมือนไม่มีใครดี เหมือนไม่มีใครช่วยฉันได้
ไม่รู้เลยว่า ตัวการที่แท้จริง
ที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตนี้แห้งแล้ง โลกนี้แห้งแล้ง 
ก็คือความแล้งน้ำใจของตัวเอง
และนิสัยเอาแต่เรียกร้อง
หาน้ำใจจากคนอื่นแบบไม่มีขีดจำกัดนั่นแหละ


ผมรู้จักคำว่า ‘น้ำใจ’ จริงๆครั้งแรก
ก็เมื่อยังเป็นวัยรุ่นนั่งรอรถเมล์หน้าหมู่บ้าน
เห็นคนตาบอดพยายามข้ามถนน
เขามาคนเดียว และยกไม้เท้าโบก
เพื่อขอให้รถหยุดให้เขา
แต่รถสิบล้อคันหนึ่งก็ตะบึงแล่นไม่ชะลอ
ทำให้เขาตกใจผวา
ผมได้แต่นึกตำหนิว่า
ทำไมไม่มากับคนตาดี
มีเหตุผลจำเป็นขนาดไหนที่ต้องข้ามถนนคนเดียว


ผมมองหาอยู่ว่า ทำไมไม่มีผู้ใหญ่ลุกไปช่วยเลย
ทำไมไม่มีใครสักคน
ที่ ‘กล้า’ ให้ความช่วยเหลือคนตาบอดข้ามถนน
ใจหนึ่งผมนึกอยากให้ตัวเองเป็นคนคนนั้น
แต่เพราะยังเป็นเด็ก
ที่ขลาดเกินกว่าจะคิดทำอะไร ที่ไม่มีผู้ใหญ่ทำให้ดู
จึงได้แต่นึกว่า นั่งอยู่กับที่เหมือนคนอื่นเถอะ


ในที่สุดคนตาบอดคนนั้นก็ข้ามถนนได้สำเร็จ
เพราะมีรถกลุ่มหนึ่งเห็นการโบกไม้เท้าขอทางของเขา
แล้วมีน้ำใจพอจะหยุดให้โดยพร้อมเพรียง
ผมนึกโล่งอกที่ไม่ต้องเห็นภาพคนตาบอดโดนรถชนตาย
แล้วก็รู้สึกว่าคงเป็นเรื่องปกติที่ต้องเกิดขึ้น
เป็นเรื่อง ‘ช่วยไม่ได้’
ที่เขาเกิดมาพิการทางสายตาอย่างนั้น 
ก็ต้องเจอเรื่องแบบนั้นเป็นธรรมดา


คิดเช่นนั้นตอนอยู่ตรงนั้น
แต่พอกลับบ้าน ผมกลับนอนไม่หลับอยู่หลายคืน
นึกด่าตัวเองว่าทำไมใจร้ายขนาดนี้
ความทรงจำ ณ ขณะนั่งเฉยเป็นบื้อใบ้อยู่ที่ป้ายรถเมล์
ย้อนกลับมาฉายซ้ำซาก
และแจ่มชัดกว่าตอนกำลังเกิดขึ้นจริงเสียอีก
ผมระลึกได้ว่า ตัวเองร่ำๆอยากลุกขึ้นหลายครั้ง
แต่ไม่กล้า นึกว่าถ้าคนอื่นไม่ทำแล้วเราทำ
คงเหมือนตัวตลก ทำเรื่องผิดปกติ
หรือเหมือนน่าอาย
ที่จะดีเกินมนุษย์อื่นในละแวกเดียวกัน


หลายคืนเข้า ผมก็รู้สึกผิดจนทนไม่ไหว
อธิษฐานขอให้มีโอกาสแก้ตัวอีกครั้ง
ขอให้เจอคนตาบอดข้ามถนนคนเดียวอีกหน
ผมจะได้ช่วยเขา
เพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากความทรมานใจเสียที


และนั่นก็ทำให้ผมประจักษ์ว่า
ปาฏิหาริย์ของการอยากทำดีมีจริง
ไม่นานผมพบกับคนตาบอดคนนั้นอีก
จุดเดิม แต่ไม่ใช่เวลาช่วงเดิม
เขายืนโบกไม้เท้าขอทางข้าม
โดยไม่มีใครคิดไปช่วยอีกตามเคย
เผลอๆจะพากันจ้องเป็นตาเดียว
ลุ้นว่าข้ามรอดหรือไม่รอดด้วยซ้ำ


ด้วยความที่ตั้งใจไว้ก่อน
ผมไม่รอช้า เดินไปแตะแขนเขา
และเอ่ยว่า ให้ผมช่วยพาข้ามนะครับ
ซึ่งพอเขาได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้ม และเอ่ยขอบคุณ
แสดงว่าเคยได้รับการช่วยมาก่อน
เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ผิดปกติวิสัย
และเมื่อผมพาข้ามไปอีกฝั่งได้
เขาก็ขอบคุณ ขอบคุณนะคร้าบ...
ผมไม่เคยลืมน้ำเสียงจากใจของเขา
และความโล่งอกโล่งใจของตัวเองมาจนกระทั่งวันนี้


นับแต่นั้นผมจดจำว่า
การยื่นมือช่วยใครก่อนไม่ใช่เรื่องน่าอาย
ไม่ใช่เรื่องของตัวตลกที่ทำอะไรน่าหัวเราะ
ถึงแม้ไม่มีใครยืนปรบมือดังๆให้สักครึ่งนาที
เราก็มีความอิ่มใจ
เหมือนตบมือให้ตัวเองสักปีหนึ่งอยู่แล้ว


เราไม่ได้มีบุญคุณกับเขาฝ่ายเดียว
คนแปลกหน้าที่ช่วยให้เรารู้จัก ‘น้ำใจ’ ในตน
หรือกระทั่งกระตุ้นให้น้ำใจ
หลั่งรินออกมาจากหัวใจที่แห้งแล้งได้
ถือเป็นคนที่มีบุญคุณกับเราด้วย
เพราะช่วยให้เรารู้จักสร้างที่พึ่งที่แท้จริงให้ตัวเอง


พวกเราในเพจนี้ เคยสร้างโรงพยาบาล
ให้คนแปลกหน้าชาวสุรินทร์มาด้วยกัน
เคยสร้างพระประธาน เคยบวชพระเณรชาวเขา
เคยสร้างเมรุ เคยขุดเจาะน้ำบาดาล
ให้กับคนแปลกหน้าทั่วไทยมาด้วยกัน
และกำลังสร้างวัดกับมือ
ร่วมกับ ‘คนแปลกหน้า’ ที่ ‘ใจคุ้นกัน’
คุ้นเพราะเป็นส่วนหนึ่งของสุขที่จะไม่หายไป
คุ้นเพราะได้พบมหาสมุทรน้ำใจร่วมกัน
คุ้นเพราะได้กองบุญใหญ่เป็นเงาตามกัน
ในการถวายโอกาสบรรลุธรรมแด่ภิกษุไม่เลือกหน้า
ถือเป็นการร่วมลงบ่อบุญศักดิ์สิทธิ์
ที่มีอาถรรพณ์เปลี่ยนชีวิต
คงไม่อาจกลับไปอยู่กับอารมณ์แล้งน้ำใจได้อีก


ขอบคุณทุกท่านนะครับ
น่าดีใจที่ชาตินี้พวกเราได้มาเจอกัน
ได้ร่วมกันรู้จักการให้แบบไม่เอาอะไรคืน
รู้จักการรินน้ำใจกันซื่อๆ
แบบแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดแอบแฝง
พบกันเป็นครั้งคราว
แต่สบายใจ เป็นกันเองชั่วชีวิต!


ดังตฤณ
ธันวาคม ๖๑





review


พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนาแก่พระสงฆ์สาวก
ถึงเรื่องของสัญญา ๗ ประการ ซึ่งเมื่อภิกษุเจริญให้มากแล้วย่อมมีอานิสงส์ยิ่ง
ติดตามรายละเอียดได้ในคอลัมน์ "ธรรมะจากพระสูตร"
ตอน "ทุติยสัญญาสูตร ว่าด้วยสัญญาที่เจริญแล้วมีผลมาก"


การปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุมรรคผล โดยการศึกษาจากสื่อต่างๆ
แต่ไม่มีครูบาอาจารย์ที่สอนแบบพบหน้ากัน จะสามารถเป็นไปได้หรือไม่
หาคำตอบได้ในคอลัมน์ "ดังตฤณวิสัชนา" 
ตอน "เราสามารถฝึกเจริญสติด้วยตนเองโดยไม่มีครูบาอาจารย์ได้ไหม"


การเตรียมความพร้อมของตนเองไว้ล่วงหน้า 
เพื่อจะไม่เป็นภาระของผู้ใดในยามที่ชราหรือเจ็บป่วย 
ควรจะเตรียมการอย่างไรบ้าง 
เรื่องนี้คุณงดงามได้บอกเล่าไว้
ในคอลัมน์ "จุดหมายปลายธรรม" ตอน "ไม่อยากเป็นภาระ"

]]>
Fri, 21 Dec 2018 03:54:08 GMT http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2011:2018-12-21-03-56-36&catid=34:lite-talk&Itemid=59
ฉบับที่ ๒๔๘ โรคระบาดทางใจ http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2003:2018-12-06-03-05-00&catid=34:lite-talk&Itemid=59
248 talk



พอเราอยู่ในโลกที่น่ากลัว
นานขึ้นเรื่อยๆ
เราจะกลัวมันน้อยลงเรื่อยๆ
และเผลอเป็นส่วนหนึ่ง
ที่กลมกลืนกับมันมากขึ้นเรื่อยๆ


ป่วยการจะมาบ่นว่า
เด็กรุ่นใหม่โตกันมาผิดทาง
ป่วยการจะมาด่าโลกยุคไอที
ที่มีแต่อะไรแย่ๆมาฝังหัวผู้คน
ป่วยการจะเรียกร้องให้มีผู้ใหญ่ในสังคม
ช่วยทำตนเป็นแบบอย่างดีๆให้กับคนในประเทศ


ขอให้คิดเทียบว่า
เมื่อเกิดโรคระบาดทางกาย
แพร่ลามไปทั่วทุกทวีปในโลก
เราจะไม่มัวมาโทษใคร
เพราะต้องเอาเวลาและจิตใจทั้งหมด
ไปทุ่มให้กับการระมัดระวังป้องกันตัว
เมื่อกลัวการติดเชื้อ
ก็ต้องเข้าตรวจสุขภาพตามขั้นตอน
เพื่อจะได้เร่งรู้ว่า
ต้องรักษาตัวกับเขาด้วยหรือเปล่า


แต่เมื่อเกิดโรคระบาดทางใจ
เช่น โรคเลือดขึ้นหน้าแบบไม่สมเหตุสมผล
โรคอยากแก้ปัญหาด้วยวิธีรุนแรง
โรคชอบใช้อำนาจบาตรใหญ่
โรคด่าไว้ก่อนตั้งแต่ตอนเห็นหัวข่าว ฯลฯ
เราได้แต่บ่นกันงงๆว่า
ผู้คนพากันเป็นอะไรกันไปหมดแล้ว
พูดกันดีๆไม่เป็น
สรรพนามคุณ ผม ดิฉัน ครับ คะ หายไปหมด
คำด่าสามัญ ทำให้ใจเห็นภาพ
ตัวเงินตัวทองเพ่นพ่านเต็มเมืองไปหมด


เมื่อเกิดโรคระบาดทางกาย
เราอาจบ่นไปด้วย แต่ก็ระวังตัวไปด้วย
แล้วตอนเกิดโรคระบาดทางใจล่ะ
เราบ่นไปด้วย สำรวจตัวเองไปด้วยหรือเปล่า?



ดังตฤณ
ธันวาคม ๖๑





review



พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนาแก่ชานุสโสณีพราหมณ์
ในเรื่องเกี่ยวกับการประพฤติพรหมจรรย์
ติดตามรายละเอียดได้ในคอลัมน์"ธรรมะจากพระสูตร"
ตอน "เมถุนสูตร ว่าด้วยเมถุนสังโยค"


อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้หลังจากร่วมทำบุญกับกลุ่มบุคคลต่างๆ
จะเกิดความสุขหรือความทุกข์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละครั้ง

หาคำตอบได้ในคอลัมน์ "ดังตฤณวิสัชนา"
ตอน "เหตุใดจึงรู้สึกไม่สบายใจเมื่อไปร่วมทำบุญกับบุคคลบางกลุ่ม"


ความตายจะต้องมาถึงทุกชีวิตเป็นธรรมดา
การหมั่นระลึกถึงความตายอยู่เสมอจึงมีประโยชน์อย่างยิ่ง
ดังเรื่องราวที่คุณงดงามบอกเล่าไว้
ในคอลัมน์"จุดหมายปลายธรรม" ตอน "เจริญมรณสติ"

]]>
Wed, 05 Dec 2018 05:44:42 GMT http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2003:2018-12-06-03-05-00&catid=34:lite-talk&Itemid=59
ฉบับที่ ๒๔๗ หายใจแบบพุทธ http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=1996:2018-11-22-04-42-18&catid=34:lite-talk&Itemid=59
247 talk



ถ้าหายใจอย่างมีความสุขเป็น
คุณจะคิดถึงความทุกข์ในชีวิตน้อยลง
เพราะเอาเวลาส่วนใหญ่
ไปเป็นสุขกับการหายใจ
และเอาความสุข ความมีสตินั้น
ไปแก้ปัญหาชีวิตอย่างได้ผล
อีกทั้งใช้เวลาแก้ปัญหา
น้อยกว่าคนที่เอาเวลาส่วนใหญ่
ไปเครียด ไปบ่น ไปคิดวน
จนหาทางออกแทบไม่เจอ


เพื่อหายใจอย่างเป็นสุข
คุณทำได้สองอย่าง


หนึ่ง คือ หายใจยาวๆ ช้าๆ
เพื่อเอาความสุขโดยตรง
จากการหายใจให้เต็มอิ่ม


สอง คือ หายใจอย่างรู้ว่า
ลมหายใจไม่ใช่ของของคุณ
มันมาหล่อเลี้ยงร่างกาย
หมดหน้าที่ก็หายไป
ไม่มีตัวคุณอยู่ในลมหายใจที่เข้ามา
และไม่มีใครอยู่ในลมหายใจที่ออกไป


หายใจแบบพุทธ
คือหายใจให้อิ่ม ให้เต็ม
มีความสุขกับการหายใจยาวให้เป็นก่อน
แล้วค่อยหายใจอย่างรู้ว่าไม่มีตัวตนทีหลัง


หายใจยาวเต็มอิ่มได้
ก็จะเกิดสติได้
รู้ว่าอิ่มได้ก็หิวได้
รู้ว่ายาวได้ก็สั้นได้
แล้วทั้งลมสั้นลมยาว
ก็ล้วนเป็นแค่ธาตุแห่งความเคลื่อนไหว
พัดขึ้น แล้วพัดลง พัดมา แล้วพัดไป
เป็นสมบัติของความว่างเปล่า ไร้เจ้าของ
ไม่มีใครสั่งให้พัดไปทางไหนได้ทางเดียว


หายใจแบบพุทธเป็น
จะมีความสุขอีกแบบหนึ่ง
แบบที่เห็นว่าไม่มีใครอยู่ในลมหายใจ
แบบที่เริ่มทางใหม่
อยู่ในทิศที่มีสิทธิ์หมดทุกข์ในชีวิตไปเลย
เพราะในทิศทางของการหายใจอย่างไม่มีตัวตน
คือทิศทางเดียวกับการเห็นทั่วทั้งกาย ทั่วทั้งใจ
ต่างก็เป็นอะไรที่เป็นอย่างเดียวกัน
กับลมหายใจที่ไร้ตัวตน!


--- อ้างอิงพุทธพจน์
อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมบำเพ็ญวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ได้
https://bit.ly/2Huas1m


ดังตฤณ
พฤศจิกายน ๖๑




review


พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนาแก่พระภิกษุสงฆ์

ถึงเรื่องของไฟ ๗ กอง ซึ่งรายละเอียดจะเป็นอย่างไร
ติดตามได้ในคอลัมน์ "ธรรมะจากพระสูตร"
ตอน "ปฐมอัคคิสูตร ว่าด้วยไฟ"


อาชีพมีผลต่อการบรรลุธรรมหรือไม่
และงานลักษณะใดที่จะเป็นอุปสรรคต่อการเจริญสติ
หาคำตอบได้ในคอลัมน์ "ดังตฤณวิสัชนา"
ตอน "ผู้ที่มีอาชีพเป็นดาราหรือนักร้องสามารถเจริญสติจนบรรลุมรรคผลได้หรือไม่"


ในพระไตรปิฎกได้กล่าวถึงพระราหูไว้อย่างไร
และการไหว้พระราหูจะส่งผลต่อชีวิตของเราหรือไม่
คุณงดงามได้บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ไว้
ในคอลัมน์ "จุดหมายปลายธรรม" ตอน "คุยเรื่องพระราหู" ค่ะ

]]>
Thu, 22 Nov 2018 04:39:20 GMT http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=1996:2018-11-22-04-42-18&catid=34:lite-talk&Itemid=59