สารส่องใจ Enlightenment
พรหมวิหารธรรม (ตอนที่ ๒)
ธรรมบรรยาย โดย สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร
วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร
พรหมวิหารธรรม (ตอนที่ ๑) (คลิก)
กรุณา ในพรหมวิหาร คือช่วยให้พ้นทุกข์
พิจารณาความหมายของคำแล้ว
จะรู้สึกว่าเมตตาเป็นเรื่องของจิตใจ เพราะเป็นความปรารถนา
กรุณาเป็นเรื่องทางกายเพราะเป็นการช่วยเหลือ
แต่ที่จริงเมตตาและกรุณาแยกจากกันไม่ออก เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
การช่วยพ้นทุกข์คือกรุณานี้ มีทั้งช่วยให้พ้นทุกข์กายและทุกข์ใจ
ที่เป็นธรรมเป็นพรหมวิหารอย่างยิ่ง คือช่วยให้พ้นทุกข์ทางใจ ให้ใจพ้นทุกข์
ไม่ว่าจะทุกข์เพราะเรื่องอะไรก็ตาม ถ้าสามารถทำใจให้พ้นทุกข์ได้
นับว่าเป็นการช่วยให้พ้นทุกข์ที่ถูกต้อง
พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้มีพระกรุณาสูงสุด
เพราะทรงช่วยให้พ้นทุกข์ได้อย่างไม่มีผู้เปรียบเสมอ
ทรงช่วยทั้งพระองค์เองให้พ้นทุกข์ได้ก่อน
และทรงช่วยผู้อื่นอีกมากมายให้พ้นทุกข์ตามพระองค์ไปด้วยได้
เป็นการทรงช่วยให้พ้นทุกข์ทั้งอย่างเด็ดขาด ไม่ย้อนกลับเกิดได้อีกเลย
และทั้งอย่างชั่วครั้งคราวตามกำลังของการปฏิบัติ
ตามที่โปรดประทานความช่วยเหลือ และชี้ไว้ด้วยวิธีต่างๆ เป็นอันมาก
องค์พระบรมศาสดาเองและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย
เป็นผู้พ้นจากทุกอย่างสิ้นเชิงตลอดกาล ทั้งทางกายและทางพระหฤทัย
ไม่ทรงต้องมากลับมาพบทุกข์อีก ทั้งทางพระกายและพระหฤทัย
เพราะไม่ทรงกลับเกิดอีก ไม่ทรงมีพระกายพระหฤทัยอีก
จึงไม่มีทุกข์ที่จะต้องทรงพบอีก
พระอรหันตสาวกทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน
ความพ้นทุกข์นี้เกิดจากพระมหากรุณา
ช่วยให้พ้นทุกข์ของพระพุทธองค์โดยแท้
และก็ยังมีผู้คนอีกมากมายประมาณมิได้ที่มีความสุข พ้นจากความทุกข์
แม้จะยังไม่แน่นอนยั่งยืนตลอดไป
ด้วยอานุภาพแห่งพระมหากรุณาของพระพุทธองค์ที่ทรงสั่งสอนไว้
ด้วยทรงมุ่งให้ช่วยให้สัตว์โลกทั้งหลายได้พ้นทุกข์
สำหรับเราท่านทั้งหลายที่มุ่งหมายจะอบรมกรุณาให้เกิดขึ้น
พึงดำเนินตามพระพุทธองค์
และพึงถือว่าถ้าสามารถช่วยให้ตนเองและผู้อื่นพ้นจากทุกข์ทางใจได้
สำคัญยิ่งกว่ามุ่งให้พ้นทุกข์ทางกาย
ช่วยให้พ้นทุกข์ทางกายคงจะเห็นและเข้าใจกันได้
ทั้งยังคงพอสามารถปฏิบัติกันได้แม้พอสมควร
เห็นใครมีทุกข์อย่านิ่งดูดาย ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อช่วย
นั่นคือกรุณาช่วยให้พ้นทุกข์ และต้องช่วยให้ถูก
อย่าให้ผิดศีล อย่าให้เป็นการเบียดเบียนใคร
กรุณาช่วยให้พ้นทุกข์ทางใจนี้ควรพยายามทำให้ได้ทุกคน
จะเป็นการพ้นทุกข์มีสุขอย่างยิ่ง
พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่าการให้ธรรมทานชำนะการให้ทั้งปวง
ก็มีความหมายเดียวกันกับการช่วยให้พ้นทุกข์ทางใจ
เป็นการช่วยที่เหนือการช่วยทั้งปวงนั่นเอง
ทั้งนี้เป็นเพราะการที่ธรรมทานนั่นแหละคือการช่วยให้พ้นทุกข์ทางใจ
ใจที่มีธรรมเพียงไร จะพ้นจากความทุกข์มีความสุขสงบเยือกเย็นเพียงนั้น
ผู้ที่ใช้ธรรมคือปฏิบัติเป็นตัวอย่างให้เห็น บอกเล่า สั่งสอนอบรมให้เกิดธรรม
กล่าวได้ว่าเป็นผู้ช่วยให้ความทุกข์ลดน้อยถอยไป
ศึกษาธรรม อบรมธรรม ปฏิบัติธรรม
ให้ตัวเองพ้นจากความทุกข์ให้ได้เสียก่อน แม้เพียงพอประมาณ
ก็จะสามารถช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์ทางใจได้
มีคนเป็นจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้จักพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
คนพวกนี้แหละที่ไม่รู้วิธีจะช่วยตัวเองให้พ้นทุกข์ทางใจ
ผู้มีเมตตากรุณาพึงสอนธรรมแก่ตนเองก่อน
แล้วนำไปสอนผู้ที่มีทุกข์ทั้งหลายต่อไปให้คลายทุกข์ ให้พ้นทุกข์
ทำได้เช่นนี้เรียกว่ามีกรุณาในพรหมวิหารที่ถูกต้อง ไม่มีทางผิด
แต่ความสำคัญอยู่ที่ว่าตนเองต้องรู้ธรรมะก่อน
ต้องปฏิบัติธรรมก่อน ต้องช่วยใจตนเองให้พ้นทุกข์ได้ก่อน
จึงจะสามารถนำผู้อื่นไปได้ถูกต้องตามทางที่ตนดำเนินมาแล้ว
ไม่เช่นนั้นก็เหมือนคนไม่รู้ทาง จะนำคนอื่นให้เดินถูกทางได้อย่างไร
ความคิดเป็นเหตุแห่งความทุกข์ ความจริงมีอยู่เช่นนี้
ถ้าคิดให้เป็นทุกข์ก็ต้องเป็นทุกข์แน่
ถ้าคิดไม่ให้เป็นทุกข์ก็จะต้องพ้นจากความทุกข์แน่ ไม่ว่าในเรื่องอะไรทั้งนั้น
คนเราจะคิดให้ถูกได้จำเป็นต้องเรียนรู้วิธี
และวิธีที่ดีที่สุดนั้นพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้มากมาย
พึงเลือกนำมาปฏิบัติให้เหมาะสม
ยกตัวอย่างเช่น ทรงสอนไตรลักษณ์ คือลักษณะสาม
มีอนิจจังไม่เที่ยง ทุกขังเป็นทุกข์ทนอยู่ไม่ได้ อนัตตาไม่ใช่ตัวตน
คือไม่เป็นไปตามอำนาจความปรารถนาต้องการของผู้ใดทั้งนั้น
เมื่อพบสิ่งที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ก็ให้นึกถึงไตรลักษณ์ที่ทรงสอนไว้นี้
พิจารณาให้เห็นว่าตนกำลังเป็นทุกข์เพราะอะไร เพราะสิ่งไร เพราะเป็นเช่นไร
อะไรนั้น สิ่งนั้นที่เป็นเช่นนั้น
มีหรือที่จะพ้นจากสภาพหรือลักษณะของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ทุกข์ไปทำไมในเมื่อสิ่งที่เป็นทุกข์กำลังจะเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ทุกข์เสียดีกว่า
ช่วยตัวเองให้พ้นทุกข์เช่นนี้ และช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์เช่นนี้
นี้แหละคือกรุณาในพรหมวิหารทั้ง กรุณาตนเองและกรุณาผู้อื่น
แต่ก็มีกรณีที่ผู้มีเมตตาไม่สามารถกรุณาได้
เพราะผู้รับไม่อยู่ในสภาพที่จะรับได้ นี้สำคัญมาก
ไม่ใช่ว่าผู้มีเมตตามีกรุณาจะสามารถให้ได้ทั้งเมตตาและกรุณา
เรื่องของการรับเมตตากรุณาไม่ได้นั้นเป็นเรื่องน่าพิจารณา
พระพุทธองค์ได้ทรงรับว่าทรงเป็นเพียงผู้ชี้ทางให้เท่านั้น
ผู้ปรารถนาความพ้นทุกข์ต้องเดินไปด้วยตนเอง
ทุกคนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติเพื่อรับเมตตากรุณาให้ได้
ไม่เช่นนั้นแล้วจะถือว่าเป็นความไม่เมตตากรุณาของผู้อื่นหาถูกไม่
และผู้มีเมตตากรุณาจะหลงผิดตำหนิตนเอง
ว่าบกพร่องหย่อนในเรื่องเมตตากรุณาก็หาถูกไม่
เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกัน แยกจากกันไม่ได้
ไม่เกิดผล ให้แล้วไม่รับ ผู้ไม่รับจะได้รับผลอย่างไร
การให้เมตตากรุณาที่ถูกต้อง
และการรับเมตตากรุณาอย่างถูกต้อง เป็นความสำคัญ
ผู้ทำให้ถูกต้องไม่ได้ จะเป็นผู้ให้ก็ไม่เกิดผลดี
จะเป็นผู้รับก็ไม่เกิดผลดี โดยเฉพาะก็แก่ตนเอง
ฉะนั้นจึงควรสังวรระวัง ปฏิบัติให้ถูก เมตตาให้ถูก กรุณาให้ถูก ในฐานะผู้ให้
รับเมตตาให้ถูก รับกรุณาให้ถูก ในฐานะผู้รับ
(โปรดติดตามเนื้อหาต่อในฉบับหน้า)
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
คัดจาก ธรรมบรรยาย
ใน อนุสรณ์ในการพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงละมูน มีนะนันท์
ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๒
| < Prev | Next > |
|---|








