สารส่องใจ Enlightenment

พรหมวิหารธรรม (ตอนที่ ๑)



ธรรมบรรยาย โดย สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร

วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร



คุณลักษณะวิเศษแท้จริงของผู้มีชีวิตประเสริฐ
คือความตั้งตนอยู่ในศีล ในธรรม และในวินัย
ไม่มัวหมองในศีล ในธรรม และในวินัย
มิได้อยู่ที่อิทธิฤทธิ์หรือลาภยศใดอื่น

ศีล คือความเรียบร้อยงดงามเป็นปกตินั้น ต้องมีด้วยกันทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์
ดังเป็นที่เข้าใจกันดีแล้วว่าบรรพชิตต้องมีศีลของบรรพชิต
คฤหัสถ์ก็ต้องมีศีล แม้ไม่แยกออกเป็น ผู้ถือศีล ๕ ศีล ๘
แต่ถ้ามีความเรียบร้อย ดีพร้อม กาย วาจา ใจ ก็เรียกว่าเป็นผู้มีศีล
ธรรมและวินัยก็เช่นกัน มิได้มีเฉพาะบรรพชิตเท่านั้น คฤหัสถ์ที่ดีต้องมีธรรมมีวินัย
เช่น นักปกครองที่ดีก็ต้องมีธรรมมีวินัยของนักปกครอง
ตำรวจ ทหาร ข้าราชการพลเรือนก็ต้องมีธรรมมีวินัย
พ่อค้าพาณิชย์ก็ต้องมีธรรมมีวินัย
ครูอาจารย์นักเรียนนักศึกษาก็ต้องมีธรรมมีวินัย
เป็นธรรมวินัยเฉพาะพวกเฉพาะตน
ผู้มัวหมองในศีลในธรรมในวินัย แม้เป็นนักบวชก็จะเป็นนักบวชผู้มัวหมอง
แม้เป็นคฤหัสถ์ก็จะเป็นคฤหัสถ์ผู้มัวหมอง
เมื่อเป็นผู้มัวหมองในศีล ในธรรม ในวินัย
แม้จะรุ่งเรืองด้วยอิทธิฤทธิ์หรือด้วยลาภยศสรรเสริญ
มีความสามารถในการอบรมสั่งสอน ในการประกอบธุรกิจอาชีพเพียงใด
ก็หาพ้นจากความมัวหมองได้ไม่
หาได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิตผู้ตั้งตนไว้ในคุณอันสมควรไม่
ไม่ชื่อว่าเป็นผู้ใหญ่ที่แท้จริง


ธรรมเครื่องอยู่ของผู้ใหญ่ ผู้ไม่มัวหมองในศีล ในธรรม ในวินัย
คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เรียกว่าพรหมวิหารธรรม
ซึ่งเป็นที่คุ้นเคยปากกันมานักต่อนักแล้ว
แต่จะให้เกิดผลเป็นประโยชน์ได้จริง
จะต้องทำให้คุ้นใจ คือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับใจ


เมตตา คือ ปรารถนาให้เป็นสุข กรุณา คือ ช่วยให้พ้นทุกข์
มุทิตา คือ พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีมีสุข
และอุเบกขา คือ วางเฉยวางใจเป็นกลาง ไม่ยินดียินร้าย



เมตตา คือ ปรารถนาให้เป็นสุข ส่วนมากเข้าใจว่า
เมตตาคือปรารถนาให้ผู้อื่นเท่านั้นเป็นสุข ไม่ได้รวมถึงตัวเอง
ทั้งบางทียังเข้าใจเลยไปถึงการปรารถนาให้ตัวเองเป็นสุขเป็นความเห็นแก่ตัว
ความเข้าใจเช่นนี้ไม่ถูกต้อง ควรต้องแก้ไข
คนอื่นก็มีชีวิต ตัวเองก็มีชีวิต
ปรารถนาให้คนอื่นเป็นสุข ก็ต้องปรารถนาให้ตนเองเป็นสุขด้วย จึงจะถูกต้อง
ไม่มีอะไรแตกต่างกันในความเป็นชีวิต ทั้งผู้อื่น สัตว์อื่น และตนเอง


พระพุทธศาสนาสอนให้แผ่เมตตาปรารถนาให้เป็นสุข
และให้แผ่ให้ตนเองก่อน ผู้อื่นทั้งหลายเป็นอันดับต่อไป
ก็เป็นไปตามเหตุผลธรรมดาที่ถูกต้อง
คือผู้ใดจะให้อะไรใคร ผู้นั้นจะต้องมีเสียก่อน
ผู้ไม่มีจะให้ได้อย่างไร ผู้ไม่มีจะให้ก็ให้ไม่ได้
จะปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุขก็เช่นกัน
ถ้าตัวเองไม่เป็นสุข จะมีความสุขที่ไหนไปแผ่ให้ผู้อื่น
ตนเองต้องมีสุขเสียก่อน จึงจะสามารถแผ่เมตตาปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุขได้
ฉะนั้นจึงต้องปรารถนาให้ตนเองเป็นสุขเสียก่อน
ต้องทำตนเองให้เป็นสุขก่อน ให้ตนเองมีความสุขก่อน
เมตตาที่แท้จริงถูกต้องจึงเป็นเช่นนี้
คือเมตตาตน ทำตนให้เป็นสุข
แล้วจึงแผ่เมตตาให้คนอื่นเป็นสุขต่อไป
ไม่ใช่เมตตาแต่ผู้อื่นและก็ไม่ใช่เมตตาแต่ตนเอง


การแผ่เมตตาที่ถูกต้อง เพื่อให้เกิดผลจริง
ต้องแผ่ออกจากใจที่อ่อนละมุน
และใจที่อ่อนละมุนสามารถแผ่เมตตาออกไปเพื่อผู้อื่นได้
ต้องเป็นใจที่สงบจากความทุกข์ความร้อน
สงบจากความโลภ ความโกรธ ความหลง
อย่างน้อยก็ในชั่วระยะเวลาที่จะแผ่เมตตาออกไป

ใจที่กำลังร้อนด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง
จะไม่มีพลังเมตตาแผ่ไปได้เลย
ตรงกันข้ามกลับมีแต่ความไม่เมตตา แม้แต่กับตนเอง
เพราะทำให้ตนเองร้อน ไม่มีความสุข
เข้าทำนองพุทธภาษิตบทที่ว่า “บัณฑิตพึงตั้งตนไว้ในคุณอันสมควรก่อน
สอนผู้อื่นภายหลังจึงไม่มัวหมอง”

ผู้ที่เมตตาตนเองก่อน
ทำตนเองให้มีความสุขสงบเย็นด้วยมีเมตตาอยู่ในใจตนเองก่อน
แล้วแผ่เมตตาออกไปถึงผู้อื่นภายหลัง
จึงไม่มัวหมอง ย่อมสงบร่มเย็นเป็นสุขยิ่งขึ้น
ด้วยผลของเมตตาแท้จริงในใจตนที่แผ่ขยายใหญ่ยิ่งขึ้น
ผู้ไม่มีเมตตาตนเองก่อน
ไม่ทำตนให้มีความสุขสงบเย็น ด้วยมีเมตตาอยู่ในใจตนเองก่อน
แล้วจักกล่าวว่ามีเมตตาแผ่ไปยังผู้อื่นนอกตน ย่อมไม่เกิดผล
ยกตัวอย่างง่ายๆ ผู้ที่กำลังโกรธ ใจเร่าร้อนด้วยอำนาจความโกรธ
เมื่อจะแสดงความเมตตาปลอบโยนใคร
เสียงที่เปล่งออกไปนั้นย่อมไม่เป็นเสียงแห่งเมตตา
ย่อมเป็นที่ปรากฏถึงความร้อนในใจได้อย่างชัดแจ้ง


การแผ่เมตตาให้ตัวเอง ด้วยการทำตนเองให้เป็นสุขด้วยมีใจสงบเย็น
จะกล่าวว่าเป็นการเห็นแก่ตัวไม่ได้เลย
เพราะไม่มีผู้ใดต้องเสียประโยชน์จากเหตุนี้
การเมตตาตนเองที่ถูกต้องนี้เป็นความดีไม่มีจุดด่างพร้อย
ไม่เป็นการเสียหายแก่ผู้ใดทั้งสิ้น
ตรงกันข้ามจักเป็นคุณประโยชน์แก่ผู้คนทั้งหลายอย่างกว้างขวางสืบไป
คนใจดีคนเดียวสามารถทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขได้มากนัก
เช่นเดียวกับคนใจไม่ดีคนเดียว
ก็สามารถทำให้เกิดความทุกข์ความร้อนได้มากมายนักเหมือนกัน
เมตตาตนเองก็คือทำตนเองให้มีใจที่ดีนั่นเอง ทำให้ได้เสียก่อน
ทำใจตนเองให้เยือกเย็นเป็นสุขมีเมตตาเสียก่อน
แล้วเมตตานั้นจึงจะแผ่ไปถึงคนอื่นได้ ไม่ว่าคนใกล้คนไกลก็จะรับได้
แต่เมตตาที่แท้จริงนั้น จะมีอยู่ก็แต่ในใจผู้ให้ที่สงบเย็น
บรรเทาเบาบางแล้วจากความโลภ ความโกรธ ความหลงเท่านั้น


ใจที่บางจากกิเลส คือ โลภ โกรธ หลง มีความสงบ
เป็นใจที่ไม่มืด มีแสงสว่าง คือ มีปัญญาจะรู้ได้ถูกต้องพอสมควร
ว่าเมื่อใดควรจะแสดงเมตตาต่อใครอย่างไร
นี้สำคัญอย่างยิ่งด้วยเหมือนกัน
สักแต่ว่าเมตตาเรื่อยไปก็ถูกต้องอยู่
ถ้าหากว่าเป็นเรื่องของเมตตาที่ปรากฏอยู่ในใจเท่านั้น
แต่ถ้าแสดงออกทางกายวาจาแล้ว เมตตาต้องอาศัยปัญญา
เพราะปัญญาเท่านั้นที่จะช่วยพิจารณาได้ถูกต้อง
ว่าควรแสดงเมตตาต่อผู้ใดอย่างไร เมื่อใดจึงจะเป็นคุณไม่เป็นโทษ
การลงโทษบุตรธิดาผู้กระทำผิดเพื่อให้สำนึก
ก็เป็นเมตตากรุณาของมารดาบิดา
การไม่ลงโทษกลับเป็นการไม่เมตตากรุณา
การแสดงเมตตากรุณาจึงจำเป็นต้องอาศัยปัญญาประกอบ


(โปรดติดตามเนื้อหาต่อในฉบับหน้า)


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -


คัดจาก ธรรมบรรยาย
ใน อนุสรณ์ในการพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงละมูน มีนะนันท์
ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๒


แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
Facebook! Twitter! Del.icio.us! Free and Open Source Software News Google! Live! Joomla Free PHP