วรรณกรรมนำใจ Lite Literature

เกมแลกกรรม ๒



game cover


ชลนิล


(ต่อจากฉบับที่แล้ว)




            คนเป็นลูกค้าคิดว่าอีกฝ่ายถามความเป็นมาตัวเองจึงอธิบายยาวขึ้น

            “ขอโทษค่ะ...น้ำลืมแนะนำตัวเอง...ชื่อจริง...รอยธารา...เป็นเจ้าของร้านอาหารและเบเกอรี่ ‘ลืมหวาน’ ลักษณะร้านเราคล้ายร้านยิปซีอยู่บ้าง แต่รับรองว่าไม่มีทางแย่งลูกค้ากันแน่ ๆ เพราะอยู่คนละโซน

            ตอนนี้ร้าน ‘ลืมหวาน’ เพิ่งเปิดสาขาสอง น้ำอยากให้มีสินค้าต่างจากสาขาแรก พอดีวันก่อนมาธุระแถวนี้ได้ยินกิตติศัพท์ขนมปังสมุนไพรที่นี่เลยแวะซื้อไปฝากคุณแม่ พอท่านได้ชิมแล้วชอบมากบอกให้น้ำรีบมาติดต่อเพื่อสั่งซื้อมาขายในร้าน

            พอเข้ามาวันนี้...น้องแคชเชียร์บอกว่าสินค้าตัวนี้ทางร้านไม่ได้ทำเอง ของผลิตจำนวนจำกัดน่าจะสั่งซื้อยากขายดีมาก อยากทราบรายละเอียดให้มาคุยกับพี่ลูกปลาเอง

            ตะกี้พี่ติดคุยกับลูกค้าโต๊ะนี้น้ำเลยนั่งรอ...พอเข้ามาพี่ถามถึงปัญหาให้ช่วยเลยอยากให้ช่วยดูดวงก่อน...เอ่อ...ขอโทษนะคะที่ทำให้เข้าใจผิด”

            จบวาจา รอยธาราวางนามบัตรตนเองให้กับเจ้าของร้าน

            เอานามบัตรเธอให้เขาไป...บอกว่าปรึกษาเจ้าของสินค้าแล้วจะติดต่อกลับไป” หมอดูตัวจริงกำกับบท

            ผู้ถ่ายทอดวาจาตั้งสติปรับคำพูดปกติขึ้น

            “ไม่เป็นไรจ้ะ...งั้นเอาอย่างนี้นะ พี่จะลองคุยกับผู้ผลิตดูว่าเขาจะเพิ่มให้ได้มั้ย น้องน้ำต้องการสินค้าประมาณเท่าไหร่”

            รอยธาราบอกความต้องการตนเอง คนฟังพยักหน้ารับพร้อมกับยื่นนามบัตรตัวเองให้

            “นี่นามบัตรพี่นะจ๊ะ ถ้าคุยกับเจ้าของสูตรได้เรื่องยังไงจะติดต่อไป หรืออีกสักสามสี่วันน้องน้ำโทรหาพี่ก็ได้”

            “ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวยกมือไหว้...และ...จงใจส่งความเคารพนั้นไปถึงสาวสวยในชุดสูทผู้นั่งเก้าอี้อีกตัว

            “อย่าเพิ่งรีบขอบคุณเลย พี่ยังรับรองอะไรไม่ได้”

            รอยยิ้มบาง ๆ ฉายบนใบหน้าผู้มาเยือน สายตามองม่านดอกไม้รอบตัวเอ่ยวาจาอีกเรื่อง

            “ดอกไม้ร้านพี่ลูกปลาสวยจังเลยนะคะ ตั้งแต่เดินเข้ามาเห็นเถาดอกไม้ข้างหน้าจนมาถึงม่านดอกไม้ข้างในนี้...เหมือนมี ‘รุกขนารี’ เสกสรรบันดาลให้คนทั่วไปชื่นชม...น้ำขอบคุณท่านด้วยค่ะ”



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            รอยธารา...หญิงสาวผู้มาเยือนกลับไปแล้ว ไม่มีลูกค้าอื่นรอคิว เจ๊ลูกปลากับสาวสวยชุดสูทยังนั่งอยู่ที่เดิม

            “แม่หนูคนนี่น่ารักรู้จักให้เกียรติ...ไม่เหมือนบางคนเจอกันครั้งแรกก็เรียกฉัน ‘เจ้าแม่มะละกอ’ ซะแล้ว”

            “แหม...ตอนนั้นหนูยังเด็กนี่...จะไปรู้ได้ยังไงว่า ‘ท่าน’ เป็นใคร เล่นโผล่มาตอนปอกมะละกอพอดี” เจ๊ลูกปลาแก้ตัวมองตามหลังหญิงสาวที่เพิ่งออกนอกประตูไม่นาน

            “เธอมองเห็นท่านหรือคะ” ถามอยากรู้

            “เธอคิดว่ายังไงล่ะ”

            “เอ่อ...”

            “ลองอ่านชื่อนามสกุลในนามบัตรนั่นสิ”

            “รอยธารา นาคพิทักษ์”

            “อืม...มิน่าถึงมีร่องรอยบารมีพญานาคทรงฤทธิ์คุ้มครอง”

            “เอ๋...หนูคุ้น ๆ กับนามสกุลนี้น่าจะเคยได้ยินจากไหนมาก่อน”

            “เธอสังเกตเห็นสร้อยประคำข้อมือนั่นมั้ย” เทพธิดาพยากรณ์ตั้งคำถามแทนให้ความสนใจคำพูดอีกฝ่าย

            “ค่ะ...สร้อยประคำนั่นไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเลย”

            “ยายโง่เอ๊ย...มีตาเหมือนตาตุ่ม...รู้มั้ยสร้อยประคำนี่มีพลังปราณเข้มแข็งสามารถคุ้มครองผู้สวมใส่ได้จริง น่าจะทำด้วยมือจากผู้ทรงฌานทรงอภิญญาระดับสูงเลยทีเดียว”

            เจ๊ลูกปลาทำตาโตประหลาดใจ

            “ยังสงสัยว่าเขามองเห็นฉันอยู่หรือเปล่าล่ะ” รุกขนารีถามยิ้ม ๆ

            “ท่านจะบอกหนูว่า...รอยธารา...มองเห็นท่าน...แต่เพราะอยู่ท่ามกลางผู้ทรงเวทเห็นบุคคลต่างโลกจนชิน เลยทำเนียนเป็นธรรมชาติแบบนี้หรือคะ”

            “ผู้หญิงคนนี้มีอะไรน่าสนใจกว่านั้นอีก” ผู้พยากรณ์ตัวจริงจงใจอมพะนำ

            “มิน่า...ท่านถึงบอกว่า...เจ้าของสูตรขนมปัง...อาจารย์พวกเราอาจเปลี่ยนใจ”

            “อาจารย์เธอสิ...หมอนั่นมันแค่เด็กอัตตาใหญ่ ศิษย์รุ่นน้องเท่านั้นแหละ” สีหน้ารุกขนารีแสดงอาการหมั่นไส้

            “อ้อ...หนูนึกได้แล้ว...นามสกุลนาคพิทักษ์น่ะ”

            เจ๊ลูกปลาทำท่าตื่นเต้น ผู้อยู่ใกล้ขำขันไม่แปลกใจ

            “นี่เป็นนามสกุล ‘น้องลุย’...ซูเปอร์สตาร์ดัง...รอยเธียร นาคพิทักษ์...เธอน่าจะเป็นน้องสาวคนเดียวของเขาแน่เลย...ตายแล้วทำไมหนูไม่ขอถ่ายรูป ไม่บอกให้เธอชวนพี่ชายมาที่ร้านนะ...ท่านน่าจะบอกหนูเร็วกว่านี้”

            “อย่ามัวแต่ปลื้มพระเอกดังเลยแม่คุณ...รับปากลูกค้าว่ายังไง ไม่รีบแจ้งให้ ‘เด็กนั่น’ มันรู้เร็ว ๆ เดี๋ยวลูกค้าอื่นเข้ามาก็ลืมหมดหรอก”

            รุกขนารี...เทพธิดา...ผู้พยากรณ์...เจ้าแม่...เอ่ยเตือนโดยไม่พูดถึงนิมิตอนาคตที่ตนแลเห็น

            เมื่อสรรพสิ่งดำเนินไปตามเหตุและผลของมัน ‘เธอ’ ผู้หวังสร้างกุศลจากการแนะนำช่วยเหลือผู้คน ย่อมไม่เห็นประโยชน์ใดต้องบอกเล่าอนาคตซึ่งไม่มีประโยชน์ต่อคนตรงหน้า



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            อพาตเม้นท์สี่ชั้นหลังนี้อายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปี มันไม่เก่าโบราณจนน่ากลัวไม่ใหม่เอี่ยมสีสันสดใสชวนเข้าพัก ชั้นหนึ่งถึงสามผู้อาศัยเต็ม ส่วนชั้นสี่ผู้อาศัยแค่ห้องเดียวส่วนที่เหลือล้วนย้ายหนีหมด

            ลิฟต์เปิดที่ชั้นสี่ ชายกลางคนผู้ดูแลอพาตเม้นท์ออกมาเป็นคนแรก ตามด้วยชายสูงวัยแต่งกายสุภาพ และชายหนุ่มสวมแว่นกรอบหนา ทรงผมหน้าม้าปิดหน้าปิดตาแบบนักร้องวงบีเทิลส์ แต่งกายสไตล์เสื้อยืดกางเกงยีนสะพายกระเป๋าใบใหญ่ลักษณะลูกศิษย์ผู้ติดตาม

            ทางเดินบนชั้นสี่เงียบงันอึมครึม บรรยากาศหนักอึ้งหนาแน่นราวครอบคลุมด้วยเมฆหมอกซึมเซา คนเดินนำหน้าแสดงอาการตะครั่นตะครอ อีกสองคนตามหลังสีหน้าปกติแววตาชายสูงวัยอ่อนโยนส่งกระแสเมตตาจาง ๆ คนหนุ่มตามหลังดูจะไม่สำเหนียกถึงสิ่งผิดปกติรอบกาย

            “ห้องนี้แหละครับอาจารย์” ผู้นำทางหยุดหน้าห้อง ๔๐๕ พูดเสียงแผ่วหวาดหวั่น

            บานประตูส่งคลื่นหม่นมัวกลิ่นเหม็นเน่าโชยออกมาจาง ๆ ความเงียบประหลาดแผ่กระแสผลักไสไม่ต้องการให้ใครเหยียบย่างเข้าไป

            “ลงไปก่อนก็ได้ ประตูห้องไม่ได้ล็อคใช่มั้ย” ‘อาจารย์’ บอกอย่างเมตตา

            “ครับ...ขอบคุณอาจารย์มาก...ผมรออยู่ข้างล่างนะครับ”

            จบวาจาเจ้าตัวยกมือไหว้ก่อนเลี่ยงหลบรวดเร็ว

            เปิดประตูเข้าห้อง คาดจะเจอคือสภาพเก่าโทรมรกรุงรัง กลิ่นอับชวนคลื่นเหียน ภูตผีปิศาจกางเล็บแยกเขี้ยวรอคอย สิ่งปรากฏคือห้องสะอาดเอี่ยม ภายในสว่างสดใสข้าวของจัดวางเป็นระเบียบ ตั้งโต๊ะน้ำชาเรียบร้อยกลิ่นหอมใบชาลอยจาง ๆ

            หญิงสาวใบหน้าหมดจดส่งรอยยิ้มต้อนรับ ผายมือเชื้อเชิญร่วมดื่มน้ำชาด้วยกัน

            “เชิญค่ะอาจารย์...ขอโทษด้วยมีแค่น้ำชาต้อนรับ ปกติไม่ค่อยมีแขกมาเยี่ยมเท่าไร”

            ผู้มาเยือนนั่งเก้าอี้ตรงข้ามเธอ ชายหนุ่มผู้ติดตามถอยไปยืนสำรวมมุมห้อง สายตากวาดมองรอบเดียวก็กลับไปอยู่ในอาการปกติเช่นเดิม

            น้ำชาถูกรินใส่ถ้วยเลื่อนวางตรงหน้า ฝ่ายอาคันตุกะยิ้มรับน้ำใจพูดด้วยเสียงนุ่มนวล

            “ถ้ารู้จักต้อนรับขับสู้แบบนี้ได้ ก็ต้องรู้ว่าอะไรดีไม่ดีแยกแยะออกว่าเรื่องใดควรทำไม่ควรทำนะ”

            เจ้าของห้องสาวยิ้มนิด ๆ ยกน้ำชาขึ้นดื่มเอง

            “มารยาทนำหน้า ทหารตามหลัง...เป็นธรรมเนียมที่ฉันปฏิบัติกับบางคนเท่านั้น...แกน่าจะภูมิใจที่ฉันยอมให้เข้าห้องง่าย ๆ ไม่ไล่ตะเพิดตั้งแต่หน้าประตูเหมือนหมอผีคนอื่น ดื่มน้ำชาแล้วออกไปซะ...จะบอกให้ฉันไม่ยกน้ำชาต้อนรับใครพร่ำเพรื่อหรอก”

            “ผมแก่ขนาดนี้ขอรับน้ำชาแค่น้ำใจดื่มไม่ไหวหรอก ส่วนทหารตามหลังขอไม่สู้...เราสองคนใช้การเจรจาดีมั้ย”

            “เจรจายังไง...จะบอกให้ฉันกลับไปที่ของตัวเอง ปล่อย ‘เขา’ ใช้ชีวิตไปมีคนอื่นอย่างนั้นเหรอ”

            น้ำเสียงแข็งกร้าวบรรยากาศในห้องเปลี่ยนแปลง แสงสว่างกลายเป็นมัวซัวกลิ่นใบชาอบอวลหายไปแทนที่ด้วยกลิ่นเหม็นอับคละคลุ้ง

            สภาพห้องสะอาดเอี่ยมคืนสู่ห้องอพาตเม้นท์เก่าฝุ่นเขรอะ โต๊ะน้ำชายังอยู่คงเดิม มุมห้องตั้งโต๊ะคอมพิวเตอร์ ตู้เย็น ตู้เสื้อผ้า เตียงนอนมุมหนึ่งมีร่างชายหนุ่มนอนสะลึมสะลือตาเบิกโพลงสติเลอะเลือนถูกครอบงำโดยไม่รู้สึกตัว

            สภาพแวดล้อมเปลี่ยนสีหน้ากิริยาชายสูงวัยไม่เปลี่ยน กระแสเมตตาจากใจแผ่ออกไปหวังให้ ‘ผู้ยึดครองห้อง’ สัมผัสได้จนเกิดจิตกุศลปลดปล่อยชายผู้ถูกควบคุมโดยดี

            ทว่าเธอผู้นั้นยิ่งแสดงอาการกราดเกรี้ยว อากาศในห้องน้อยลงชวนอึดอัดหายใจไม่ออก ผนังห้องเริ่มเป็นจุดวงเลือดแดงฉานแผ่ซ่านออกมาน่าสยดสยอง คนสติอ่อนคงกลัวแทบฉี่ราดเห็นทั้งห้องเจิ่งนองด้วยโลหิตเหม็นคละคลุ้ง

            ชายชราถอนใจหันไปมองชายหนุ่มด้านหลังเชิงส่งสัญญาณ

            เทียนกำยานถูกล้วงจากกระเป๋า จุดไฟแช็คจ่อปลายเทียนส่งกลิ่นหอมขับไล่ม่านมัวอำนาจร้าย ชายชรารับเทียนเล่มนั้นวางลงบนโต๊ะ จ้องฝ่ายตรงข้ามด้วยแววตาเข้มข้นขึ้น

            “อย่ามาต่อสู้อะไรกันแบบนี้เลยดีมั้ย”

            “ถ้าคิดจะไล่ฉันก็ต้องเก่งกว่าฉันสิไอ้แก่...คาถาอาคมเครื่องรางของขลังอะไรงัดมาสู้กันเต็มที่ไปเลย ดูสิว่าจะเก่งกว่าไอ้พวกหมอผีที่ผ่านมาสักเท่าไหร่”

            วาจาท้าสู้มั่นใจเต็มร้อย ชายชราอ่อนใจไม่อับจนปัญญาขยับปากสวดคาถากำราบออกมาสองสามประโยค

            ...อาคมแฝงด้วยสมาธิแผ่กว้างโปร่งเบาด้วยจิตเมตตากลายเป็นผ้าคลุมโอบล้อมมัดร่างเธอไว้จนหมดฤทธิ์ง่ายดาย...

            ผู้คาดว่าจะเห็นการต่อสู้ระหว่างผู้ทรงเวทกับปิศาจร้ายแบบฟาดฟันด้วยคาถาอาคมดุเดือด น่าลุ้นระทึกอาจผิดหวัง เพราะ ‘ตัวจริง’ ไม่มีท่วงท่าลีลามากมาย แค่จี้ตรงจุดก็จบ

            ขนาดนั้นฝ่ายพ่ายแพ้ยังไม่ยอมสยบ

            “เหอะ...จับฉันได้แบบนี้จะทำยังไงต่อ อาคมนี้ขังปิศาจได้กี่วันกี่ชั่วโมงเชียว แกนั่งเฝ้าตลอดไปได้มั้ย...หรือจะจับฉันใส่หม้อถ่วงน้ำ...ไม่ว่ายังไงขอแค่หลุดออกมาได้ก็จะกลับมาหาผู้ชายคนนี้อยู่ดี ฉันตามหาเขามานานมากแล้วไม่มีทางพลาดโอกาสนี้เด็ดขาด”

            ผู้ทรงเวทถอนใจยอมรับว่า ‘อสุรกาย’ ตนนี้ร้ายกาจยึดมั่นความคิดความเห็นตนเองเหนียวแน่น แนะนำสั่งสอนชี้ทางอย่างไรไม่มีทางยอมเข้าใจ

            หากจิต ‘รู้’ ช่องทางสามารถสั่งสอนโน้มน้าวให้อีกฝ่ายเห็นถูกได้ ตนย่อมพยายามพูดเกลี้ยกล่อมชี้ทางสว่าง ทว่าสัมผัสทางใจบอกชัด...อสุรกายตนนี้หนาแน่นด้วยโมหะความเห็นผิด...พูดไปเปล่าประโยชน์ ผู้เฒ่าจึงเลือกสงบวาจาทราบว่ามีคนสามารถจัดการ ‘เธอ’ ดีกว่าตนเอง

            “ป้าคนนี้ดื้อชะมัดสมกับที่อยู่มานาน...ผมจัดการเอง”

            ชายหนุ่มมุมห้องเลื่อนเก้าอี้อีกตัวมานั่งประจันหน้า ดวงตาใต้กรอบแว่นฉายประกายเจิดจ้าชั่วแวบ มือล้วงของบางอย่างจากกระเป๋าวางบนโต๊ะ ริมฝีปากขยับรอยยิ้มหยอกล้อ

            “รู้มั้ยนี่อะไร”

            “เหรียญ...ท้าวเวสสุวรรณ...แกคิดว่าท่านผู้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นจะลดตัวมาจัดการผีปลายแถวอย่างฉันเหรอ”

            รอยยิ้มบนใบหน้าใต้กรอบแว่นขยายกว้างขึ้น

            “จริง...ท่านไม่เสียเวลากับเรื่องเล็กน้อยแค่นี้หรอก...แต่...เหรียญนี้สามารถส่งข้อความสื่อถึงท่านได้...

            ...ผมแค่บอกท่านว่ามีอสุรกายดื้อด้านหลงยึดมั่นถือมั่นว่ามนุษย์ผู้ชายคนหนึ่งคือคนรักตัวเองเมื่อสองสามร้อยปีก่อน เลยใช้พลังอำนาจปิศาจครอบงำจนเขาไม่เป็นตัวของตัวเอง หลงอยู่ในความฝันอดีตชาติวกวนไม่อยู่กับปัจจุบัน อาจทำให้กลายเป็นคนเสียสติถึงขั้นเสียชีวิตในเวลาไม่นาน

            ถือว่านี่คือการ ‘ข้ามเส้น’ ภพภูมิที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง...แถมชักนำภูตผีตนอื่นมารบกวนผู้อาศัยข้างเคียงเดือดร้อนจนย้ายหนีไปทั้งชั้น...

            ...ท่านท้าวไม่ลงมาเองแน่...คงส่งมาแค่ ‘ตำรวจผี’ จับป้าไปคุมขังให้หายบ้ามากกว่า”

            สีหน้าปิศาจสาวฉายแววตระหนกชั่วแวบก่อนแสดงท่าถือดี

            “หน้าอย่างแกไม่มีทางทำได้หรอกอย่ามาขู่เลย”

            ชายหนุ่มพยักหน้าขัน ๆ ดวงตาจริงจัง

            “ผมบอกท่านไปแล้ว...คอยดูมั้ยว่าท่านจะส่งใครมาคุมตัวป้ากัน”

            น้ำเสียงกลั้วหัวเราะปราศจากการล้อเล่น



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            อสุรกายล่ารักข้ามชาติภพถูกนำตัวไปแล้ว ชายหนุ่มบนเตียงยังสลึมสลือนัยน์ตาเบิกโพลงเลื่อนลอยไม่เป็นตัวของตัวเอง ชายชราผู้ถูกขอร้องมาช่วยปราบผีหันมองชายหนุ่มเป็นเชิงขอความช่วยเหลือ

            “เขาถูกครอบงำนานเกินไป ต่อให้ผมถอนอาคมอสุรกายตนนั้นได้กว่าจะรู้สึกตัวคงอีกหลายวัน ‘คุณเพชร’ มีวิธีอื่นช่วยได้มั้ย”

            ชายหนุ่มยิ้มแกมหยอก

            “ผมบอกลุงสง่าหลายครั้งแล้วให้เรียกชื่อเพชร...หรือตี๋เล็กเฉย ๆ ก็ได้ อย่าใส่คำว่า ‘คุณ’ นำหน้าเลยคนอื่นได้ยินจะหมั่นไส้เปล่าๆ”

            อาจารย์สง่า...ผู้อาวุโสในหมู่ ‘อาจารย์เวท’ ชื่อดังใช้สรรพนามเรียกคนรุ่นหลานว่า ‘คุณ’ แสดงถึงการให้เกียรติไม่ธรรมดา

            เมื่อผู้สูงวัยไม่ตอบรับหรือปฏิเสธวาจา เพชรอมยิ้มเข้าใจหันมองคนบนเตียงด้วยแววตาประเมินอาการชั่วขณะ

            “พอไหวครับ...ลุงสง่านั่งพักสักเดี๋ยวให้ผมจัดสถานที่ปลอดโปร่งกว่านี้ก่อน”

            จบวาจารีบเปิดประตูหน้าต่างให้ลมโกรก กลิ่นเทียนกำยานบนโต๊ะช่วยขับไล่บรรยากาศขุ่นมัวในห้องจนสามารถหายใจสะดวก

            ผู้สูงวัยมองชายหนุ่มเคลื่อนไหวกระฉับกระเฉงด้วยแววตาชื่นชม หากนับรุ่นเรียน ‘เวทอาคม’ ชายคนนี้มีศักดิ์เป็น ‘อาจารย์อา’ ลูกศิษย์สายตรงคนสุดท้ายที่ยังมีชีวิตของ ‘ครูแกลง’ ปรมาจารย์จอมเวทผู้ล่วงลับ

            อาจารย์สง่านับเป็นศิษย์รุ่นสองอาวุโสลำดับต้น ๆ ส่วนลูกศิษย์หลานศิษย์คนอื่นเหลือน้อยเต็มที ‘วิชาอาคม’ ถดถอยไม่แข็งแกร่งเท่ารุ่นก่อน

            การได้เห็นว่ายังมีผู้รักษาความรู้จากปรมาจารย์ใหญ่ครบถ้วน นับเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับคนวัยชราเช่นตนเอง

            หลังเปิดประตูหน้าต่างจนห้องปลอดโปร่งอากาศบริสุทธิ์เข้ามาแทนที่ เพชรหยิบยาลูกกลอนป้อนใส่ปากผู้ป่วยตามด้วยน้ำสะอาด จากนั้นใช้วิธีฝังเข็มกระตุ้นฤทธิ์ยาชั่วขณะ สุดท้ายจุดธูปกำยานผสมสมุนไพรพิเศษปักไว้ตรงหัวเตียงควันธูปเข้าไปขับไล่ความขุ่นมัวในหัวช่วยให้สติแจ่มใสกว่าเดิม

            “รอให้ธูปหมดดอกก็จะได้สติไม่มีปัญหาอะไรแล้วครับ ลุงสง่าแค่รออธิบายให้เขาเข้าใจง่าย ๆ ก็พอ อ้อ...ผมเอาน้ำว่านสมุนไพรแช่ตู้เย็นไว้แล้ว บอกให้เขาค่อย ๆ ดื่มจนหมดขวดก็หมดห่วงได้”

            “ถ้าครั้งนี้คุณเพชรไม่มาช่วย ผมคงจัดการอสุรกายตนนั้นลำบากกว่านี้ พ่อหนุ่มนั่นคงไม่หายเป็นปกติเร็วในชั่วเวลาก้านธูปเดียวแบบนี้แน่”

            วาจานั้นเสมือนคำขอบคุณ ชายหนุ่มยิ้มแสดงความรู้ทัน

            “ไม่ต้องขอบคุณผมนะลุงสง่า งานนี้ลุงจัดการคนเดียวก็ไหว...เพราะใช้ญาณตรวจสอบก่อนรับปากมาช่วยแต่แรกแล้ว ที่เรียกผมมาก็อยากให้แสดงผลงาน เพิ่มเครดิตกับพวกลูกศิษย์หลานศิษย์คนอื่นของ ‘ทวด’ เท่านั้นเอง”

            ‘ทวด’ ของเพชรคือ ‘ครูแกลง’ ปรมาจารย์จอมเวทผู้สั่งสอนสรรพวิชาแก่เขาตั้งแต่เล็ก

            ชายชราหัวเราะโดนจับไต๋รู้ทัน

            “ถือว่าผมวุ่นวายเองแล้วกัน...ที่จริงทุกคนเคยเห็นฝีมือผลงานคุณเพชรจนยอมรับมานานแล้วล่ะ”

            ขณะชายหนุ่มจะตอบวาจา โทรศัพท์มือถือสั่นแสดงข้อความเข้า พอเปิดดูข้อความในนั้นต้องโคลงศีรษะขำขันกึ่งระอา

            ‘อาจารย์ตี๋เล็กคะ วันนี้มีลูกค้าติดต่ออยากสั่งซื้อ ‘ขนมปังสมุนไพร’ ไปขาย รบกวนแวะมาที่ร้านด้วย...ลูกปลาตั้งใจปฏิเสธแทนแล้วแต่เจ้าแม่มะละกอ...เอ๊ย...เจ้าป้าแองเจิลค้านบอกให้อาจารย์ตี๋เล็กไปคุยเอง’

            สิ่งหนึ่งซึ่งน้อยคนรู้...ปรมาจารย์ครูแกลงไม่ได้มีลูกศิษย์แค่มนุษย์คนธรรมดา รุกขนารีตนหนึ่งเคารพท่านปวารณาตัวเป็นศิษย์ยอมติดตามจากป่าเข้ามาในเมืองก็มี...เช่นเธอตนนี้ อรุณรัศมีกนกวารีเทพ

            เจ้าหล่อนไม่ยอมให้ใครเรียกชื่อจริงอันยืดยาวแนวลิเกโบราณ ชอบให้คนอื่นเรียกนางตามยุคสมัย เจ๊ลูกปลามีดวงสมพงษ์เจอกันตอนวัยรุ่นเรียกนางว่า...เจ้าแม่มะละกอ...เพราะคิดว่าอาศัยอยู่ในต้นมะละกอแบบเดียวกับเจ้าแม่ตานี

            ต่อมานึกเฮี้ยนอย่างไรไม่ทราบนางเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น...เจ้าป้าแองเจิล

            “ถ้าจะเรียกเต็ม ๆ ให้เรียกว่า...เจ้าป้าแองเจลิน่า...เข้าใจมั้ย” นางเคยบอกเจ๊ลูกปลาคนใกล้ชิดอย่างนี้

            คนเดียวกล้าขัดคอคือเพชร...ศิษย์ร่วมสำนัก

            “โธ่เอ๊ยเจ้าป้า...หาชื่อใหม่ทั้งทีเลือกพวกสาว ๆ หน่อยไม่ได้หรือไง...แองเจลิน่า โจลี่อายุเท่าไหร่แล้ว...ทำไมไม่เลือกพวกสาวสวยอายุน้อยกว่านี้อย่าง...ลิซ่า...บ้างล่ะ”

            “ทำไมยะ ฉันชอบแบบนี้...สวยอมตะย่ะ...เด็กอัตตาใหญ่อย่างแกไม่รู้จักหรอก”

            นอกจากเป็นศิษย์ร่วมสำนักยังเป็นคู่กัดไม้เบื่อไม้เมากันด้วย

            ถึงอย่างนั้นญาณหยั่งรู้อนาคตเจ้าป้าแองเจิลแม่นยำไม่น้อย ยิ่งสร้างกุศลด้วยการดูดวงแนะนำช่วยเหลือผู้คนโดยไม่หวังอามิสสินจ้างอำนาจหยั่งรู้นั้นยิ่งกว้างขวาง

            การบอกให้เขาไปคุยกับ ‘ลูกค้า’ ด้วยตัวเอง แสดงว่าลูกค้าคนนี้มีอะไรพิเศษกว่าคนอื่น



(โปรดติดตามต่อฉบับหน้า)



แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
Facebook! Twitter! Del.icio.us! Free and Open Source Software News Google! Live! Joomla Free PHP