วรรณกรรมนำใจ Lite Literature

เร้น ๔๗ (จบ)


                        
Ren



ชลนิล


(ต่อจากฉบับที่แล้ว)



            ธันวา มีนารู้เบื้องลึกเบื้องหลังมากกว่าคนทั่วไป เคยไปพูดจาปรึกษากับสองผู้เฒ่าเกี่ยวกับเรื่องนี้

            “เราจะช่วยคุณหมอยังไงดีคะ ทั้งที่พวกเราทุกคนรู้ว่า เรื่องทั้งหมดเป็นฝีมือคุณดาวันแท้ ๆ” มีนาถาม

            “ช่วยไม่ได้หรอก เจ้าตัวรับสารภาพอย่างนั้น” ปู่คงคาบอก

            “คุณหมอเป็นคนดีมากนะคะ ทำไมถึงต้องมารับผิดชอบแทนคุณยายดาวันแบบนี้ด้วย” หญิงสาวไม่พอใจ

            “มันต้องโทษ...วัฏสงสาร!” ปู่เผด็จตอบ

            “หา!” มีนามึนงงกับคำตอบแทบเป็นคนละเรื่องแบบนี้

            สองผู้เฒ่ายิ้มให้กันอย่างเข้าใจความหมายลึกซึ้ง

            ธันวาขมวดคิ้ว รู้สึกเหมือนเคยได้ยินคำพูดประโยคนี้มาจากนิทานชาดกที่ปู่เล่าให้ฟังตอนเด็ก

            “เกี่ยวอะไรกับวัฏสงสารคะ” หญิงสาวถามอย่างไม่เข้าใจจริง ๆ

            ปู่คงคาเป็นคนอธิบายให้หลานสาวฟัง

            “ต่อให้เป็นคนดี จิตใจดีแค่ไหน...แต่ถ้ายังต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารเรื่อย ๆ ก็มักจะมีเหตุ ‘วัดใจ’ บีบคั้นให้ไปคลุกคลีกับเรื่องชั่ว ทางเสื่อม จนพลาดพลั้งทำผิดอยู่เสมอ เพื่อดึงดูดลงอบายไม่รู้จบ”

            พออธิบายอย่างนี้ค่อยพอเข้าใจบ้าง

            “เนื้อใจหมอเยาวลักษณ์เป็นคนดี มีความตั้งใจดี แต่พอได้รับบุญคุณจากคนชั่ว บีบบังคับให้เข้ามาในวังวนความชั่วร้าย ต่อให้ไม่กระทำอย่างเต็มมือ แต่ก็มีส่วนในกรรมนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ จึงต้องมารับผลอยู่ในขณะนี้ไง”

            “แล้วความดี สิ่งดี ๆ ที่หมอเยาวลักษณ์ทำ ไม่ได้ช่วยเธอเลยหรือคะ” มีนาเถียง

            “เท่าที่ปู่ดูในข่าว ก็เห็นมีคนเข้าใจ พยายามช่วยเหลือเป็นจำนวนไม่น้อยเลยนะ...จำไว้นะลูก บุญส่วนบุญ บาปส่วนบาป...มันจะมีช่วงเวลาส่งผลของมัน แต่เอามาหักล้างกันไม่ได้”

            มีนาอึ้ง ถอนใจอย่างพูดอะไรไม่ออก อดบ่นไม่ได้

            “เฮ้อ...มีนอยากรู้จังเลยว่า...คุณยายดาวันได้รับผลกรรมอะไรบ้างหรือยัง”

            ปู่ทั้งสองไม่ตอบ ปรายตามาทางหลานชาย...ธันวาก้มหน้า ไม่พูดอะไร ทั้งที่ตนก็ทราบดี...



            หลังการปะทะครั้งนั้น ดาวัน ภูริช ขจรล้วนหายตัวจากมูลนิธิดาวัน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงมาจัดการดับไฟจนสงบ ไม่ลุกลาม ตำรวจเข้ามาเคลียร์พื้นที่ พบว่าสมุนดาวันถูกจับมัด สลบไสลไม่รู้เรื่อง ลูกน้องภูริชหายเกลี้ยง ทีมตำรวจที่โดนอำนาจสะกดได้รับบาดเจ็บมากน้อยต่างกัน ไม่มีใครสาหัสถึงขั้นเสียชีวิต

            ร่องรอยการต่อสู้สองฝ่ายถูกทิ้งให้เห็นเป็นซากยับเยิน เรือนเพาะชำกระจกเสียหายหลายแห่ง พืชสมุนไพรที่ปลูกโดนเหยียบย่ำอย่างไม่รู้ค่า โชคดีที่ธันวาเข้ามาเก็บดอกหญ้าแปดกลีบไปก่อน เพราะหลังจากเคลียร์พื้นที่แล้ว ทั้งต้นช้างลืม ดอกดอยเดือนโดนพังราบ ดอกหญ้าแปดกลีบไม่มีเหลือ

            ธันวาช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยการกระซิบบอกธงรบ ถึงจุดฝังศพที่เหลืออีกนับสิบ ทำให้ผู้เสียชีวิตที่นี้ได้ ‘กลับบ้าน’ ให้ญาติพี่น้องรับรู้ บำเพ็ญกุศลตามประเพณีจนเรียบร้อย อย่างที่ธันวาเคยรับปากดอกแก้วเอาไว้

            บ้านที่ถูกไฟไหม้ ใช้เวลาดับเพลิง เคลียร์ซากที่เหลือเป็นวัน ๆ กว่าจะพบทางเข้าห้องใต้ดิน ซึ่งแรงระเบิดไม่ได้ทำอันตราย ไฟลามไม่ถึง แต่มันเป็นห้องใต้ดินโล่ง ๆ ไม่มีข้าวของใดหลงเหลืออยู่เลย

            ธันวาพอจะทราบ เป็นฝีมือใคร...



            การปะทะกันที่ถ้ำกระซิบ บริเวณใกล้บ้านดาวันน้อย ตำรวจได้ของกลางจำนวนมาก ผู้ต้องหาส่วนใหญ่ถูกจับกุม ดำเนินคดี มีบางส่วนเสียชีวิตในการต่อสู้

            โชติ...หัวหน้าแก๊งหนีข้ามชายแดนไปได้ และมีข่าวตามออกมาว่า ถูกลูกน้องคนสนิทฆ่าตาย

            เรื่องนี้ธันวาเคยถามบิดาตนว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่?

            “ไม่รู้สิ ต้องไปถามฝ่ายเจรจาอย่างพ่อวีแกโน้น” พฤกษ์ตอบง่าย ๆ

            ธันวาไม่รู้เรื่องการ ‘เจรจา’ แต่เห็นจากข่าวว่าแก๊งมาเฟียโชติถูกกวาดล้าง ธุรกิจมืดถูกทำลาย อีกทั้งยังได้หลักฐานสำคัญเอาผิดเจ้าหน้าที่ตำรวจ และนักการเมืองที่รับสินบน เงินใต้โต๊ะจากแก๊งอีกจำนวนหนึ่ง ส่วนครอบครัวผู้ไม่เกี่ยวข้องของโชติถูกกันออกจากคดี โดยได้รับการคุ้มครองจากตำรวจช่วงหนึ่ง

            เขาเชื่อว่าโชติยังมีชีวิตอยู่ แต่เปิดเผยตัวไม่ได้ หนำซ้ำยังได้รับการรักษาถอนพิษ ‘ยาสั่ง’ ของดาวันเรียบร้อย

            เรื่องนี้ไม่ต้องมีใครบอก...มาโนชโดนวางยาที่คิดว่าเป็นเครื่องดื่มบำรุงร่างกายอย่างน้ำว่านเต่าภูเขา โชติก็น่าจะโดนยาอะไรประเภทนั้นเช่นกัน ดาวันใช้ ‘ยา’ เป็นเครื่องมือควบคุมเสือร้าย หมาจิ้งจอกอยู่แล้ว

            ไม่ว่าปฐวีใช้เงื่อนไขใดในการเจรจา...สิ่งหนึ่งซึ่งโชติจะได้รับ คือการถอนพิษ ได้เป็นอิสระจากการควบคุมของดาวัน...นั่นน่าจะเป็นเหตุผลให้ตัดสินใจง่ายขึ้น

            ...แต่...บนเส้นทางมาเฟียของเขา สร้างศัตรูมากมาย ต่อให้ ‘แอบ’ ลงจากหลังเสือแบบนี้ แน่ใจอย่างไรว่าเสือร้าย หมาจิ้งจอก ศัตรูเก่าจะไม่รู้ และตามไล่ล่า ‘เช็กบิล’ ทีหลัง



            ธันวามีโอกาสได้พบภูริชครั้งหนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้

            W.คอร์ปมีส่วนในการฟอกเงินร่วมกับมูลนิธิดาวัน อีกทั้งยังเปิดเผยว่าดาวันมีหุ้นในบริษัทแห่งนี้

            ภูริช ประธานคนใหม่จัดทีมทนายฝีมือดีที่สุด ต่อสู้คดี พยายามทำให้ W. คอร์ป เสียหายน้อยที่สุด กว่าจะผ่านมรสุมมาได้ก็สะบักสะบอมไม่น้อย ยังดีที่เขาสามารถลงนามตกลงทางธุรกิจรายใหญ่ กับประเทศมั่งคั่งแห่งหนึ่ง ซึ่งนักธุรกิจไทยร่ำลือว่าเจาะตลาดเข้าไปยากนักหนา ทำให้บริษัทยังมั่นคง กลับมาตั้งตัวได้อีกครั้ง

            สองหนุ่มนัดเจอกันที่ ‘รังหนู’ ห้องเช่าเก่าซอมซ่อของภูริช

            ธันวายกเบียร์มาเป็นโหลพร้อมกับแกล้ม ภูริชนั่งเอกเขนก ตั้งโต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กนั่งรอ ไม่เหลือภาพ CEO บริษัทไอทีชื่อดัง ประธานกรรมการ W.คอร์ป ผู้ร่ำรวยมหาศาล

            ทั้งสองนั่งดื่มเบียร์ พูดคุยเรื่องสัพเพเหระ พยายามไม่โยงมาถึงเรื่องคาใจกัน เพราะรู้ว่านี่อาจเป็นโอกาสสุดท้าย ที่จะได้ร่วมดื่มเบียร์ในฐานะเพื่อนจริง ๆ กันแบบนี้

            พอเบียร์หมดครึ่งโหล ภูริชหยิบบันทึกตำรายาของดาวันมายื่นให้

            “กูนึกอยู่แล้วว่าน่าจะเป็นมึง ที่เก็บกวาดห้องใต้ดินซะเหี้ยน” ธันวาเอื้อมมือรับบันทึกนั้นไว้

            “เออ...” ภูริชไม่ปฏิเสธ “กูเคยรับปากจะไม่ให้เมวดีเป็นอันตรายกับครอบครัวมึง แต่กูไม่รู้ ตลอดเวลาหลายสิบปี ย่ากูสร้าง ‘มือสังหาร’ ไว้มากแค่ไหน ถึง ‘ทีมปู่’ มึงจะเก่งขนาดไหน แต่เก็บตำรานี้ไว้ก็ดี กูดูแล้ว มันมีแผนที่ไปถ้ำอะไรสักอย่าง ซึ่งเก็บซ่อนสมุนไพรหายากของแม่เฒ่าบุปผาเอาไว้”

            “แล้วของอย่างอื่นในห้องใต้ดินนั้นล่ะ มึงเอาไปไว้ที่ไหน...ทำอะไร?” ธันวาถามอย่างรู้ทัน

            “เราอย่าคุยเรื่องนี้เลย” ภูริชยกเบียร์ขึ้นดื่มตัดบท

            ธันวาพยักหน้า ไม่เซ้าซี้ ห้องใต้ดินนั้นมีของสำคัญของดาวันจำนวนมาก ทั้งสารพัดสมุนไพรหายาก ตำรายา และตัวยา ‘อมตะ’ ที่ทำให้เธอคงความเยาว์วัยมาถึงทุกวันนี้

            การที่ภูริชจงใจหลีกเลี่ยง ไม่พูดถึงสิ่งเหล่านั้น แสดงว่าเขาต้องการใช้ประโยชน์จากมันเช่นกัน

            ...ไม่แน่...ภูริชอาจเดินตามรอยดาวันไปในวันหนึ่ง...

            ความคิดนี้อดทำให้ธันวาถอนใจอย่างเป็นห่วงไม่ได้

            “มึงจะมาถอนใจทำไมวะ แดกเบียร์กับกูมันเครียดขนาดนั้นเลยรึไง” ภูริชสัพยอก

            “คุณดาวันเป็นยังไงบ้าง” ธันวาถามโพล่งขึ้นมาเฉย ๆ

            “ถ้ากูเล่า มึงจะเกลียดขี้หน้ากูมากกว่านี้มั้ยล่ะ” ภูริชพูดทีเล่นทีจริง

            “กูอยากฟัง” ธันวามองหน้าเพื่อน แสดงให้ทราบชัดว่าไม่ล้อเล่น

            เบียร์ถูกดื่มหมดอีกกระป๋อง ก่อนภูริชจะเอ่ยปาก

            “หลังจากย่ากูแพ้...คืนนั้นกูก็พาย่ากับเมวดีขึ้นเครื่องไปประเทศนั้นตามแผน...กูมีข้อเสนอ ผลประโยชน์ที่น่าสนใจกว่า ‘อวัยวะสำรอง’ ของเด็กคนหนึ่งไปให้ ยังดีที่เขาเห็นผลประโยชน์ประเทศมากกว่าประโยชน์ของลูกตัวเอง เลยรับข้อเสนอกู...เสร็จงานแล้วก็เลยพาย่ากูไปปล่อยไว้ที่เกาะส่วนตัว ซึ่งกูซื้อทิ้งไว้โดยไม่ได้ปรับปรุงดูแลอะไร...”

            ภูริชหยุดเล่าแค่นั้น

            “แล้ว...คุณดาวันเป็นยังไงบ้าง” ธันวาต้องย้ำคำถามนี้อีกรอบ

            “มึงอยากให้กูตอบว่า...สบายดี...มั้ยล่ะ” ภูริชยิ้มดวงตากร้าวดุ “กูไม่รู้หรอกว่าเขาสบายดีมั้ย เพราะกูไม่อยากทำอะไรคนแก่หง่อมใกล้ตายแบบนั้น...กูก็เลยปล่อยเขาไว้ ไม่ดูแลอะไร...อย่างที่เขาเคยปล่อยให้แม่กูตายต่อหน้าต่อตาเท่านั้นแหละ”

            คำพูดเรียบ ๆ แฝงความเหี้ยมเกรียมจนคนฟังรู้สึกได้

            “อ้อ...กูกลัวเขาจะเหงา เลยทิ้งเมวดี...มือสังหารของเขา ไว้ให้เป็นเพื่อนอีกคน” ภูริชมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “มือสังหารที่ย่ากูเก็บมาเลี้ยง น่าจะกตัญญู จงรักภักดี ‘ดูแล’ ย่ากูเป็นอย่างดีเลยใช่มั้ย”

            วาจาภูริชแฝงอารมณ์ขัน เสียดเย้ย สะใจจนธันวาขนลุก...เข้าใจทันที

            เมวดีเป็นมือสังหารของคุณดาวันก็จริง แต่ถูกเลี้ยง ถูกฝึกอบรมมาอย่างบีบคั้น กดดัน ใช้ชีวิตอยู่ด้วยความกลัว ‘คุณท่าน’ ต้องอยู่ใต้อำนาจควบคุม ไม่เป็นตัวของตัวเอง หากทำงานไม่สำเร็จต้องสังเวยชีวิตชดใช้

            กระทั่งดอกแก้วยังทนสภาวะนั้นไม่ไหว เลือกความตายโดยไม่ยอมเป็นมือสังหารแบบนี้

            เมื่อดาวันหมดอำนาจควบคุม ร่างกายแก่เฒ่า เรี่ยวแรงหดหาย วิชาฝีมือสูญสิ้น เมวดีจะทำอย่างไรกับเธอ เมื่อต้องอยู่บนเกาะส่วนตัวเพียงลำพังสองคน

            มือสังหารหญิงผู้นี้จะระบายความกดดัน คับแค้น โทสะที่อัดอั้นมาตลอดชีวิตออกไป หรือยังดูแลดาวันเหมือนเดิม?

            ภูริชไม่เฉลยคำตอบ...ทว่ารอยยิ้มสาสม สะใจนั้นเพียงพอต่อการคาดเดาแล้ว

            ธันวาถอนใจเฮือกใหญ่ จ้องตาและเอ่ยคำขอกับเพื่อนเป็นครั้งสุดท้าย

            “ในฐานะเพื่อน...กูขออะไรมึงอย่างนึงได้มั้ย”

            ดวงตาภูริชวูบไหว คล้ายรู้ว่าจะได้ยินคำพูดใด

            “ว่ามา...”

            “กูขอร้อง...อย่าเดินตามรอยคุณดาวันเลย!”

            ภูริชระบายลมหายใจยาว ดวงตาหม่นชั่วครู่ ยกเบียร์ขึ้นดื่มแล้วพูดกับเพื่อนอย่างจริงใจที่สุด

            “มึงมาช่วยกูแดกเบียร์ให้หมดโหลดีกว่า”

            ธันวาจุกตันในลำคอ พูดอะไรไม่ออก ได้แต่ดื่มเบียร์ตามคำขอของเพื่อน

            ทั้งที่รู้ว่าคำขอร้องนี้ ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงอะไร ธันวาก็ยังอยากพูดมันออกไป เพื่อวันข้างหน้า จะได้ไม่มาหวนนึกเสียใจ เพราะเขา...พยายามทำหน้าที่เพื่อนอย่างดีที่สุดแล้ว



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            รถไฟฟ้าแล่นมาจอดที่ชานชาลา

            ธันวาขยับตัวจะตามเจ้าหน้าที่ต่อรองขึ้นรถเช่นกัน พอดีหางตามองเห็นหญิงสาวคนหนึ่งเพิ่งขึ้นบันไดเลื่อนมาถึง จึงชะงักเท้ารอคอย

            “ยังไม่ไปหรือครับคุณหมอ” นักต่อรองหันมาถาม

            “ครับ ไปก่อนเลย ผมรอขบวนหน้า”

            รถไฟฟ้าขบวนนั้นแล่นออกไปแล้ว ข้างกายธันวามีหญิงสาวมายืนใกล้ พร้อมส่งรอยยิ้มกว้าง สดใส

            “นี่...รอฉันเหรอ?”

            “อือ” ธันวาหันมาตอบสั้น ๆ

            ใบหน้านั้นยิ่งเผยรอยยิ้ม ยื่นเข้ามาใกล้ชิด

            “แฟนใครน้า...น่ารักจัง...” พูดจบแกล้งเอามือปิดปาก “ตายแล้วไม่ได้สิ...ขืนคุณหมอสุดหล่อคนดังอย่างนี้ มีข่าวหลุดออกมาว่าเจอคนรู้ใจแล้ว เรตติ้งตกกันพอดี”

            ธันวาถอนใจระอาแกมขบขัน

            “รถเสียหรือไง ทำไมวันนี้มาขึ้นรถไฟฟ้า”

            มีนาส่ายหน้า หัวเราะขัน

            “รถไม่เสีย...แกอย่ามาหาเรื่องน้องน้ำแดงของฉันนะยะ วันนี้มีติดต่องานตอนเช้า ออฟฟิศบริษัทนั้นอยู่ติดรถไฟฟ้าพอดี เลยขี้เกียจขับรถไป”

            “งานเยอะอย่างนี้มีเวลาพักผ่อนบ้างหรือเปล่า” ธันวาถามอย่างเป็นห่วง

            “จะพักทำไม ตอนนี้กำลังดวงขึ้น รายการเรื่องผีผีเรตติ้งดี กระแสตรึม เจ้านายเลยใจดีให้ไปหาโปรเจ็กต์ใหม่มาเสนอด้วย”

            หญิงสาวพูดพลางมองป้ายคัตเอาท์โฆษณารายการตนอย่างปลาบปลื้ม

            “หางานมาเพิ่มให้ตัวเองยุ่งแบบนี้ เดี๋ยวแม่ฉันก็ยึดส้มน้อยไปจริง ๆ หรอก” ชายหนุ่มขู่

            “นั่นสิ” มีนาหน้ามุ่ย “ตอนนี้งานฉันเพียบจนหัวฟู ไม่มีเวลาไปหาส้มน้อยเลย ยิ่งตอนนี้กลายเป็นลูกสาวแม่ดาตามกฎหมายแล้วด้วย จะได้มาอยู่ด้วยกันที่นี่เมื่อไหร่ไม่รู้...”

            เนื่องจากธันวา มีนาอยู่ในสถานะโสด ดวงสุดา กับพฤกษ์จึงทำเรื่องขอรับส้มน้อยเป็นบุตรบุญธรรมถูกต้องตามกฎหมาย แม้จะมีปัญหายุ่งยากเกี่ยวกับการถอนแจ้งตายก่อนบ้าง ก็นับว่าราบรื่นด้วยดี

            พอดวงสุดาถือไพ่เหนือลูกชาย และลูกสาวข้างบ้าน ก็กางปีกปกป้อง ไม่ยอมให้ส้มน้อยไปอยู่กับ ‘แม่มีน’ และ ‘คุณพ่อ’ ที่กรุงเทพฯ อ้างว่าสองหนุ่มสาวงานยุ่ง ไม่มีเวลาดูแลเด็กหญิงแน่ ๆ

            “ถ้าอยากได้ส้มน้อย...ก็แต่งงานกันก่อน!”

            นี่คือเงื่อนไขจากดวงสุดา ซึ่งปู่ทั้งสอง ย่าร้อยกรอง และผู้ใหญ่ทุกคนเห็นดีด้วย

            เจอประกาศิตอย่างนี้ สองหนุ่มสาวต่างอึ้ง ถึงจะเปิดใจให้กันแล้ว...ยอมรับคำว่า ‘แฟน’ อย่างเต็มใจ แต่การแต่งงานยังเป็นเรื่องไกลตัว เนื่องจากทั้งคู่มีงานเพิ่มขึ้นมากมาย

            ตั้งแต่แฮชแท็ก จิตแพทย์หล่อบอกต่อด้วย’ กระหึ่มทั่วโซเซียล ธันวามีงานบรรยายพิเศษ สอนนักศึกษาแพทย์เพิ่มขึ้น ส่วนมีนาได้ขยายเวลารายการ ‘เรื่องผีผี’ อีกทั้งผู้ใหญ่ยังบอกให้นำเสนอโปรเจ็กต์ใหม่ ๆ ขึ้นไปพิจารณา

            เมื่อเป็นเช่นนี้ จะเอาเวลาที่ไหนไปคิดเรื่องแต่งงาน



            “ช่วยไม่ได้ เธออยากทำรายการผีผีให้มันดังทำไมล่ะ” ธันวาได้ทีตอกย้ำ หมั่นไส้

            “อ้าว...ก็ตอนไปเสนองาน ใครจะไปรู้ว่ามันเป็นแบบนี้ล่ะ” มีนาแก้ตัว

            หลังจากเสนอโปรเจ็กต์ ‘ตามรอยคดีดัง’ ไม่ผ่าน มีนาเกิดเรื่องจนเข้าโรงพยาบาล...

            ประสบการณ์วิญญาณออกจากร่างไปช่วยส้มน้อยจากกรงขังอาคม เป็นจุดสำคัญให้เธอได้ ‘เปิดหูเปิดตา’ มองเห็นโลกหลังความตายกว้างขวางกว่าเดิม

            ชั่วเวลาสั้น ๆ หลังส้มน้อยได้สติ วิญญาณมีนายังไม่กลับเข้าร่าง เสี่ยหมง ปกป้อง พาเธอแอบไปชมการต่อสู้ปะทะกันระหว่างดาวันกับขจร และธันวาใช้อาคมสะท้อนกลับของปู่พลิกเกมเอาชนะในวินาทีสุดท้าย

            นอกจากนี้ เธอยังได้รู้จักดอกแก้ว และวิญญาณที่วนเวียนในมูลนิธิดาวันอีกนับสิบ ทำให้ความหวาดกลัวภูตผีในใจเริ่มเปลี่ยนแปลง

            เมื่อออกจากโรงพยาบาล มีนาจึงคิดอยากเสนอรายการผีในอีกมุมมองหนึ่ง ไม่เน้นความน่ากลัว ไม่ชักจูงผู้ชมให้หลงเชื่อ งมงาย แต่แสดงให้เห็นถึง ‘ความจริง’ ของโลกหลังความตาย เท่าที่สติปัญญาความสามารถของตนจะถ่ายทอดออกไปได้

            เจตนาก็เพื่อให้เกิดความเข้าอกเข้าใจใน ‘เพื่อนร่วมวัฏสงสาร’ มากกว่าเดิม

            เค้าโครงความคิดถูกร่างออกมา จากนั้นหาจุดดึงดูดไม่เหมือนใครมาเพิ่มในรายการตนเอง

            บุคลิก คาแรกเตอร์สดใสแบบคนรุ่นใหม่ ในตัวพิธีกรเสริมอย่างตี๋เล็ก เสน่ห์เฉพาะตัวของ ‘ผู้รู้’ รับเชิญ ซึ่งจะสามารถทำให้ผู้ชมเชื่อถือ และชื่นชอบได้ในเวลาเดียวกันอย่างธันวา...คือจุดขายในความคิดมีนา

            พอรายการประสบความสำเร็จเกินคาดเช่นนี้ กลายเป็นดาบสองคม ชื่อเสียงมาพร้อมกับเวลาว่างน้อยลง งานหนักขึ้น ไม่สามารถดูแลรับผิดชอบ ‘ลูกสาว’ เต็มที่

            ถึงอย่างนั้น ทุกครั้งที่เธอกลับบ้านพร้อมธันวา จะพบใบหน้ายิ้มแย้มอย่างเข้าใจจากเด็กน้อย ด้วยผู้ใหญ่ทุกคนตั้งแต่คุณปู่ทั้งสอง ย่าร้อยกรอง คุณดวงสุดา คุณนายเภา พฤกษ์ และปฐวีที่เพิ่งเกษียณ ต่างหลงรัก ยกให้เป็นขวัญใจผู้ใหญ่ทุกคน

            ส้มน้อยมีความสุขฉายชัดในแววตา ทำให้เธออิ่มใจ และนึกลังเล หากจะดื้อดึงเอาตัวเด็กมาอยู่กรุงเทพฯ ทั้งที่ตนเองไม่มีเวลาดูแลเท่ากับญาติผู้ใหญ่เหล่านั้น



            ธันวามองเห็นหญิงสาวจมอยู่ในความคิดนานเกินไป จึงเอ่ยวาจาขึ้นมา

            “จำได้มั้ย ตอนที่ลากฉันไปออกทีวีน่ะ...เธอสัญญาอะไรไว้” พูดพร้อมจ้องหน้าจริงจัง

            “สัญญาอะไรหว่า...” มีนานึกไม่ออก ไม่ก็พยายามแกล้งเฉไฉ เพราะตอนนั้น ต่อให้รับปากอะไรก็ยอม เพื่อให้ได้เขามาออกทีวีเรียกเรตติ้ง

            “ถ้ารายการเธอดัง...ฉันขออะไรจะยอมให้หมดเลย” ธันวาทวนคำพูดนั้น

            “หือ...มันดังแล้วเหรอ?” หญิงสาวทำหน้ามึน ตาใส

            ธันวาชี้ไปที่ป้ายคัตเอาท์...ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นคำโปรยโฆษณาว่า...

            ...สุดยอดรายการผีผี เรตติ้งกระหึ่มเป็นประวัติการณ์...



            รถไฟฟ้าขบวนต่อไปกำลังจะมาถึง หัวขบวนโผล่ให้เห็นแต่ไกล

            ธันวาก้มหน้าลงใกล้ ยิ้มน้อย ๆ ทั้งปากและดวงตา

            “แต่งงานกันนะ...”

            ครืด...ตึก ตึก ตึก...เสียงขบวนรถแล่นเข้าเทียบชานชาลา มีนายืนอึ้งไม่ตอบวาจา ขณะที่ชายหนุ่มยังอมยิ้มรอคอยคำตอบนั้น

            “หือ...แกพูดอะไรนะ ตะกี้เสียงรถไฟดังมากเลย ฉันไม่ได้ยิน”

            มีนาจงใจเฉไฉ นึกขัดใจ...คนอะไร ขอแต่งงานบนสถานีรถไฟฟ้า...

            “อ้อ...ฉันไม่ต้องรอคำตอบก็ได้” ธันวายิ้มเจ้าเล่ห์ รู้ทันกลโกงหญิงสาว คว้ามือเธอมาเกาะกุมกระชับมั่น

            “เพราะเธอบอกเองแต่แรกแล้วว่า...ฉันขออะไร ยอมให้หมดเลย!”

            “เฮ้ย...” มีนาอุทาน ไม่คิดว่าธันวาจะเล่นลูกไม้นี้

            ใจนึกอยากปฏิเสธ เล่นตัวสักพัก...ทว่า มือใหญ่ที่กุมกระชับมือเธอนั้น กำลังถ่ายทอดความจริงใจ สายตาที่มองมามีความอ่อนหวานไม่ผิดจากเด็กหนุ่มเมื่อวันวาน

            “ตกลง...เราแต่งงานกัน...ไปเถอะ”

            ธันวารวบรัด กุมมือหญิงสาวเดินขึ้นรถไฟฟ้า โดยไม่เกรงต่อสายตาสาว ๆ ทั้งสถานีที่มองมาด้วยสายตาริษยา อิจฉาในใจ

            มีนาไม่ขัดขืน เพราะรู้อยู่แล้วว่า ผู้ชายอย่างธันวา ทำอะไรหวาน ๆ ไม่เป็น...ดังนั้น การขอแต่งงานโดยปราศจากน้ำตาลครั้งนี้ เธอจึงถือว่าเป็นความหวาน...น่ารักที่สุด เท่าที่เขาจะทำได้แล้ว



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            ฟ้าครามสะอาดตา หมู่เมฆขาวลอยเอื่อย เสียงกังวานแว่วทอดจังหวะสูง ๆ ต่ำ ๆ ฟังแล้วเย็นใจ

            เขาตามกระแสเสียงนั้นมา จิตใจอิ่มเอม กลิ่นธูปหอมลอยมาให้สัมผัส กระตุ้นความทรงจำตอนกราบบูชาพระ ทำความดี

            ถนนสายยาว หัวโค้งที่เคยคุ้น นึกขยาดทุกครั้งที่ผ่าน กำลังเกิดกระแสอบอุ่น ชวนเข้าใกล้

            บริเวณด้านล่างทางโค้ง จัดโต๊ะอาหาร ปักธูปหอม เชิญชวนเหล่าสัมภเวสีให้มาเสพกินโดยไม่เลือกหน้า

            เพื่อนพ้องเขายืนรอเรียงรายตลอดแนวโค้งถนน ร่วมยินดีใน ‘ทาน’ ครั้งนี้

            พราหมณ์ในชุดขาวสวดมนตร์อยู่ตรงหน้าต้นไม้จุดที่รถเขาเคยชน พี่สาว ภรรยา ลูกและคนในครอบครัวต่างมาพร้อมหน้า

            เขารู้สึกยินดีที่คนในครอบครัวยังจดจำ มาทำพิธี ‘เลี้ยงผี’ สม่ำเสมอ ไม่ขาด

            เสี่ยหมงอยากบอกว่า...ไม่จำเป็นก็ได้ เพียงแค่ทำบุญที่วัดเมื่อตอนเช้า เขาก็ได้อนุโมทนาจนอิ่มเอมแล้ว

            ใจคลายจากความติดยึดในภพภูมิเดิม หมดห่วงกังวลใด ๆ ยอมรับในอัตภาพใหม่ ไม่ดิ้นรนหวาดกลัวเช่นในตอนแรก ที่เหลือก็แค่รอเวลา ให้กรรมดีที่เคยกระทำ ส่งผลเกื้อหนุนให้เขาขึ้นสู่ภพภูมิสูงกว่านี้...ในวันหนึ่งข้างหน้า



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            รถ SUV สีดำของพิจิกแล่นผ่านโค้งมรณะ สายตาคนขับ ‘เห็น’ การชุมนุมบางอย่างตลอดแนวหัวโค้ง พอกวาดตาดูแวบหนึ่งจึงเข้าใจ ครอบครัวเสี่ยหมงพาพราหมณ์มาทำพิธีเลี้ยงผีให้เสี่ยหมง และสัมภเวสีแถวนี้

            บนรถมากันห้าคน พิจิกเป็นคนขับ เมษานั่งเบาะหน้าเคียงข้าง เบาะหลังนั่งเรียงกันสามคน ธันวา ส้มน้อย มีนา ทั้งหมดเพิ่งกลับจากไปทำบุญถวายสังฆทานที่วัด

            พิจิกมองพิธีกรรมตรงหัวโค้ง อดเอ่ยปากไม่ได้

            “สงสัยเขามาทำบุญเลี้ยงผีมั้ง”

            มีนามองตามอย่างไม่ตั้งใจ พอเห็นการชุมนุมภูตผีมากมาย ก็รีบหดคอหันกลับทันที

            “ไอ้จิก...ทักทำไม” หญิงสาวเผลอหลุดปากด่า เข่นเขี้ยวว่าที่น้องเขย

            “ผมทักเฉย ๆ เจ้หันไปดูทำไมล่ะ” ชายหนุ่มย้อนขัน ๆ

            “แกไม่พูดก็ไม่มีใครคิดว่าเป็นใบ้หรอกนะ” เมษาช่วยพี่สาว

            “พี่ธัน...ช่วยด้วย...ผมโดนรุม!” พิจิกรีบหาแนวร่วม

            “สมควรแล้วนี่” ธันวาดุส่ง

            “โหย...อะไรนี่ ยังไม่ถึงวันแต่งงานเลย เข้าข้างกันแล้ว...ส้มน้อยสงสารอาจิกมั้ย” คราวนี้หันไปหาเด็กหญิง

            “ไม่ค่ะ ส้มน้อยอยู่ข้างแม่มีน” เด็กหญิงตอบเสียงใส

            พิจิกหัวเราะ แกล้งพูดงอน ๆ

            “ดีล่ะจำไว้ ต่อไปอย่ามาอ้อนให้อาพาไปดูหนังอีกนะ...อ้องานแต่งพี่ธันกับเจ้มีน ผมจะใส่ซองแค่ยี่สิบ แล้วไม่ยอมเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวด้วย”

            “ตามใจ” ธันวาบอกง่าย ๆ ไม่ใส่ใจ หันไปยีหัวเจ้าตัวเล็กข้างกายแล้วก้มหน้าลงถามเบา ๆ

            “ส้มน้อย ตอนไปทำบุญที่วัด หนูได้อุทิศส่วนกุศลให้พี่ป้องเขาหรือเปล่า”

            “ทำค่ะ...ตอนไปทำบุญกับคุณปู่คุณย่า ส้มน้อยก็กรวดน้ำให้พี่ป้องทุกครั้งเหมือนกัน”

            “ดีแล้วลูก” มีนาบอก...ทั้งที่รู้...ปกป้องมีเส้นทางของตัวเองแล้ว

            วิญญาณเด็กชายคอยติดตามส้มน้อยพักหนึ่ง พอรู้สึกว่าเด็กหญิงมีครอบครัวที่รัก และ ‘ปกป้อง’ เธอได้แล้วจึงรู้สึกหมดภาระ ไม่ปรากฏตัวให้เห็นอีก

            “เออ...จริงสิเจ้” พิจิกเงียบได้พักหนึ่งก็หาเรื่องแหย่คนในรถต่ออีก “โค้งมรณะตะกี้น่ะ มันชุมนุมผีจริง ๆ นะ...ไม่คิดเชิญพวกเขาไปออกรายการบ้างเหรอ”

            “เอาสิ...งั้นเทปนั้นฉันจะให้แกไปเป็นพิธีกรร่วม แถมเป็น ‘ผู้รู้’ ด้วยเลยดีมั้ย” มีนาประชดแล้วอมยิ้ม

            สิ่งหนึ่งที่เธอไม่ได้บอกพิจิกคือ...หลังออกจากโรงพยาบาลปีก่อน เธอมักทำบุญกรวดน้ำให้ดวงวิญญาณที่โค้งนี้เป็นประจำ กระทั่งไปถวายสังฆทานเช้านี้ก็กรวดน้ำให้ ด้วยสำนึกในบุญคุณที่พวกเขาเคยช่วยเหลือยามคับขัน

            “โอเคเลยเจ้...แต่จะให้ผมไปเป็น ‘ผู้รู้’ รับเชิญในฐานะอะไรดีล่ะ...หมอผี หรือว่าหมอฟัน” พิจิกย้อนทันควัน “แต่ผมหล่อเกินกว่าจะเป็นหมอผีนะ...สงสัยได้ติดแฮชแท็ก...ทันตแพทย์หล่อบอกต่อด้วย...แน่เลย”

            “โธ่เอ๊ย ไอ้หมาจิก” เมษาอดด่าผู้ชายข้างตัวไม่ได้

            “นี่พวกเธอ...พูดจาดี ๆ หน่อย ลูกสาวเจ้ฟังอยู่นะจ๊ะ” มีนาคอยปราม

            “อาจิก กับน้าษาทะเลาะกันบ่อย ๆ แบบนี้ จะแต่งงานกันจริงหรือคะ” ส้มน้อยถามขึ้น

            “ใครบอกส้มน้อยว่าน้าจะแต่งงาน” เมษารีบถาม

            “ก็คุณย่าดา กับคุณยายเภาไปหาฤกษ์ให้แล้วนี่คะ บอกว่าได้ฤกษ์หลังจากงานแต่งงานคุณพ่อกับแม่มีนแค่ไม่กี่เดือนเอง”

            เด็กหญิงพูดแจ้ว ๆ โดยไม่รู้ว่าเป็นความลับของคุณย่าคุณยาย

            “เฮ้ย...อะไร...พวกแม่ ๆ เล่นกันแบบนี้เลยเหรอ...” เมษาโวยวาย

            คนในรถหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน

            ธันวามองน้องสาวน้องชายข้างหน้าด้วยแววตาเข้าใจ มั่นใจว่าสองคนนี้รักกันมากมายถึงขั้นตายแทนกันได้ แต่มักเก็บซ่อนความรัก ความรู้สึกดี ๆ ไว้ในใจ

            นิสัยเช่นนี้ ไม่ต่างจากเขาเลย

            ความรักของธันวา ซ่อนเร้นอยู่ภายใน ปกปิดด้วยเปลือกเย็นชา แข็งกระด้าง แล้ววันหนึ่ง เด็กผู้หญิงข้างบ้านก็สามารถดึงมันออกมาได้สำเร็จ แต่กลับเกิดเหตุทำให้ต้องซุกซ่อน เร้นลึกข้างในอีกเป็นเวลานาน

            จนถึงวันนี้ มีเด็กผู้หญิงอีกคนกลายเป็นสะพาน ตัวเชื่อมโยง เกี่ยวหัวใจที่ซ่อนเร้นของเขา มาผูกกระหวัดกับหัวใจดวงเดิม...ที่รอคอยเขามาเนิ่นนานเช่นกัน



- - - - - - - - - - - - จบ - - - - - - - - - - - -



แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
Facebook! Twitter! Del.icio.us! Free and Open Source Software News Google! Live! Joomla Free PHP