วรรณกรรมนำใจ Lite Literature
เร้น ๔๖

ชลนิล
(ต่อจากฉบับที่แล้ว)
ห่างออกไปตรงแนวต้นไม้ไม่ไกลนัก ธันวา ธงรบ เยาวลักษณ์ซุ่มดูอย่างสงบ พวกเขามาเห็นเหตุการณ์ถึงตอนนี้ ไม่กล้าผลีผลามเข้าไปทำให้เสียเรื่อง
ในสายตาคนธรรมดาทั่วไป จะเห็นแค่ดาวันยืนนิ่ง ขจรสวดอะไรบางอย่างที่ฟังไม่รู้เรื่อง จังหวะทำนองชวนน่าเบื่อ อยากหลับ
ธันวารับทราบการต่อสู้อันน่าหวาดเสียวนี้ด้วยสายตา และสัมผัสพิเศษของผู้ทรงเวท
ดาวันใช้สารพัดยาสั่ง ผนวกด้วยพลังจิตแกร่งกล้า ปล่อยเข้าใส่คู่ต่อสู้ไม่ขาดสาย ขณะที่อีกฝ่ายสวดคาถาชวนง่วงนอนก็จริง มนตราเหล่านั้น กอปรให้เกิดพลังจิตรวมเป็นเส้นสายที่มองไม่เห็น คอยสกัดกั้น ตีโต้กับอาคมยาสั่งดาวันแบบไม่ยอมแพ้
สองฝ่ายผลัดกันรุก ผลัดกันรับจนคนที่ดู ‘รู้เรื่อง’ แทบกลั้นหายใจ ลุ้นไปตลอดเวลา
จนกระทั่งถึงจังหวะหักเห ขจรพลาดพลั้ง กำลังจิตย่อหย่อนชั่วขณะ ดาวันจึงส่งพลังทั้งหมดโจมตีทันที...ทว่ามันเป็นแค่กลลวง
แทนที่พลังมหาศาลของดาวันจะทำร้ายขจรจนเสียชีวิต พลังเหล่านั้นกลับสูญหาย ราวจมลงไปในบ่อลึกไม่มีก้น หนำซ้ำยังดึงดูดพลังในร่างเธอเข้าไปเพิ่มขึ้นอย่างไม่รู้จักอิ่ม
...นี่คือกลลวง ไม้ตายของขจร...มนตราดูดซับพลัง...เป็นวิชาเรียนรู้จาก ‘ครู’ ท่านอื่น ไม่ใช่วิชาของปู่...ดาวันจึงไม่รู้จัก แม่เฒ่าบุปผาไม่เคยบอกเล่ามาก่อน...
พลังในร่างดาวันหลั่งไหลสู่บ่อดึงดูดลึกล้ำไม่มีก้นอย่างไม่ขาดสาย สีหน้าเธอซีดลง ซีดลง เหงื่อผุดเต็มหน้าผาก ลางแพ้ปรากฏรำไร
แต่แล้ว...เกิดเหตุพลิกผันอีกครั้ง...ดาวันก็มีไม้ตาย...ไม้ตายที่ยังไม่เคยใช้กับใครมาก่อน...
เปลวไฟด้านหลังเธอคล้ายมีชีวิต มันบิดม้วนตัวยืดเป็นสายยาวด้วยพลังที่มองไม่เห็น แสงสีจัดจ้ารุนแรง ก่อนพุ่งเข้าใส่ขจรอย่างรุนแรง จนหงายหลัง กระอักเลือด หน้าอกเป็นรอยดำปื้น
พลังจิตของศิษย์แม่เฒ่าบุปผาใช่จะสามารถสะกดแค่จิตใจผู้คนเท่านั้น หากฝึกฝนไปเรื่อย ๆ จะถึงขั้นควบคุมธาตุทั้งสี่ได้อย่างใจ
ดาวันมีเวลาฝึกปรือเพียงห้าสิบปี ควบคุมได้แค่ธาตุไฟเท่านั้น แม่เฒ่าบุปผาฝึกฝนเกือบสองร้อยปี ก็ยังได้เพิ่มแค่ธาตุลม ธาตุน้ำ ทำให้พลาดท่าเสียทีขุนโจรคู่ปรับ อาคมเสื่อมสูญ ร่างกายคืนสู่วัยชรา
ภูริชกำลังขยับเท้าเตรียมหลบหนี แล้วหวังกลับมาแก้มือ ทว่าสายตาดาวันหันขวับ จ้องเขม็ง เขาจึงชะงักเท้า รู้ชัด...หนีอย่างไรก็ไม่รอด ยอมเข้าไปเผชิญหน้า สู้กันให้ตายไปข้างหนึ่งอย่างสมศักดิ์ศรีดีกว่า...
พอคิดได้ จึงเดินเข้าไปประคองร่างขจรขึ้นมา สัมผัสได้ถึงลมหายใจ ยังมีชีวิตอยู่แต่สภาพเช่นนี้คงต้องพักยาวกว่าจะรักษาตัวหาย
ชายหนุ่มถอนใจยาว รู้สึกผิดกับเพื่อนของพ่อคนนี้
“ลุงขจร ผมขอโทษ” ภูริชพูดอย่างจริงใจ เขาอาจไม่มีชีวิตรอดขออภัยแกได้นานนัก
ขจรพูดอะไรไม่ออก แววตามองชายหนุ่มอย่างเข้าใจ...คนเป็นนักเลง ในเมื่อแพ้ก็คือแพ้...ต้องยอมรับ!
ดาวันก้าวเข้ามาหาอย่างใจเย็น
“ฉันคงไม่ให้เวลาพวกแกสั่งเสียกันหรอกนะ” เสียงนั้นเหี้ยมเกรียม ดวงตาเปลี่ยนไปจากปกติ คล้ายกลายเป็นปิศาจไปแล้ว
“คุณท่านคะ พอเถอะค่ะ” เยาวลักษณ์ตะโกนขึ้น ออกจากที่ซ่อนแล้ววิ่งไปยืนขวางระหว่างดาวันกับภูริช
ดาวันมองคนสนิทของตนด้วยแววตาเฉยชา ราวกับไม่เคยรู้จักมีเยื่อใยต่อกัน
“หึหึ...คนทรยศโผล่มาอีกแล้ว” วาจาเย้ยหยัน
“พอเถอะค่ะ...ดิฉันขอร้อง...พวกเราทำเรื่องไม่ดีมามากเกินไปแล้ว” เยาวลักษณ์พูดจากความรู้สึกผิดในใจ
“แล้วยังไง” คำตอบนั้นบอกว่าเจ้าตัวไม่รู้สึกรู้สาอย่างใด
“คุณท่านเคยเป็นคนดี มีน้ำใจ มีความรักต่อพวกเรา คุณท่านเคยบอก...บ้านดาวันจะเป็นที่พักพิงสำหรับคนที่ไม่มีใครต้องการ คนที่อยากมีชีวิตใหม่ เปลี่ยนแปลงตัวเอง...เป็นบ้านแห่งโอกาส ที่จะช่วยเหลือคนไม่เลือกหน้า...”
ขณะพูด น้ำตาไหลรินอาบใบหน้าเยาวลักษณ์
“แล้ว...คุณท่านคนนั้นหายไปไหน...คุณท่านที่ดิฉันรัก เคารพ บูชา มอบชีวิตทั้งชีวิตให้...กลับมาเถอะค่ะ กลับมาเป็นคุณท่านคนเก่าของเด็กบ้านดาวันทุกคน”
“เธอพูดถึงใครหรือ?” ดาวันยิ้มเย็น ไม่สะเทือนต่อวาจานั้น
พอขยับจะเข้ามาอีกก้าว ธันวา ธงรบก็ออกมายืนประกบหมอเยาวลักษณ์ ด้วยลักษณะต้องการปกป้อง คุ้มครอง
“อ้อ...มากันครบเลย” เสียงดาวันเริ่มแหบเครือ แววตาผิดจากมนุษย์ปกติ รังสีอำมหิตแรงกล้าแผ่ออกมาเข้มข้น กระทั่งคนธรรมดาอย่างธงรบ เยาวลักษณ์ยังรู้สึกได้
เสียงปืนจากการต่อสู้ดังเป็นระยะห่าง ๆ สร้างบรรยากาศไม่ต่างจากสนามรบ ตอบไม่ได้ว่าต้องประสบความสูญเสียอีกเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ
...และ...ทุกคนที่อยู่เบื้องหน้าดาวัน อาจมีชีวิตรอดอีกไม่นานนัก
ภูริชหัวเราะเบา ๆ มาจากเบื้องหลังธันวา
“ไอ้ธัน...ใครจะคิด...มึงจะได้มาเป็น ‘เพื่อนตาย’ กูจริง ๆ”
ธันวาไม่หันกลับไปมอง...เอ่ยตอบเรียบ ๆ
“กูยังเป็นเพื่อน...แต่ไม่อยาก ‘ตาย’ พร้อมมึง”
น้ำเสียงแสดงความมั่นใจเช่นนี้ เรียกรอยยิ้มอำมหิตจากดาวัน นัยน์ตาลุกโพลงด้วยเปลวโทสะภายใน จิตใจไม่เหลือความคิดใดนอกจากสังหาร พล่าผลาญชีวิตบุคคลเบื้องหน้า
“พอเถอะครับคุณดาวัน” ธันวาเอ่ยปากเตือนสติเป็นครั้งสุดท้าย ทั้งที่รู้ว่าไม่มีประโยชน์
“ถ้ากล้าออกมายืนขวางอย่างนี้...แล้วมาบอกให้ฉันหยุดทำไม...กลัวตายรึไง”
คำพูดเย้ยหยันจาก ‘ปิศาจ’ ภายในใจดาวันดังขึ้นเป็นการส่งสัญญาณอันตราย
ดาวันหยุดจริง ๆ เป็นการหยุดเพื่อจู่โจมสังหารทุกคน!
กองพระเพลิงจากบ้านของดาวันม้วนตัวขึ้นเป็นห้าสาย เปลวไฟร้อนแรงสีส้มแดงถูกควบคุมด้วยอำนาจปิศาจในใจดาวัน มันพุ่งขึ้นสูงอย่างอหังการ ข่มขวัญแสดงอำนาจ ก่อนพุ่งเข้าใส่คนทั้งห้า...ธันวา ธงรบ เยาวลักษณ์ ภูริช ขจรอย่างพร้อมเพรียง
จิตธันวาสงบนิ่ง ตั้งมั่น รวมเป็นพลังอันแปลกประหลาดชนิดหนึ่ง ‘อาคม’ บทเดียวที่ปู่เผด็จสอนถูกร่ายออกมาสั้น ๆ สองสามคำ
ทว่า...มันบังเกิดผลยิ่งใหญ่น่าตระหนก
เพลิงร้ายทั้งห้าพุ่งเกือบถึงตัวเหยื่อ แล้วชะงักงันดีดสะท้อนกลับ เข้าหาตัวดาวันอย่างรวดเร็ว
ถ้าดาวันมีสติบริบูรณ์ ย่อมจดจำและเตรียมระวังวิชานี้ได้ทัน
...มันคือ ‘อาคมสะท้อนกลับ’ วิชาก้นหีบของผู้เฒ่าเผด็จ คงคา ใช้ป้องกันตัวยามคับขัน...
ธันวาไม่มีเวลาเรียนวิชาอาคมใด ผู้เฒ่าสอนให้แค่บทเดียว สั้น ๆ ไม่กี่คำ แต่เมื่อวางจิตถูก ได้พลังเสริมจากผู้ทรงเวทระดับสูงสองรายหนุนเสริม ย่อมเปล่งอานุภาพรุนแรงไม่ต่างจากคนระดับอาจารย์ลงมือเอง
...ก่อนพระเพลิงห้าสายจะย้อนกลับ จู่โจมถึงตัวผู้สร้างมัน...
ดาวันมีทางเลือกสองสาย...หนึ่ง ปล่อยให้เปลวเพลิงรุนแรงสังหาร เผาผลาญมอดไหม้ โดยไม่อาจต่อต้านเพราะพลังสะสมที่มีถูกขจรดึงดูดไปจำนวนมากแล้ว...สอง เป็นอีกทางเลือก...ซึ่งยากเย็นกว่า
...ยอมสลายอาคม...คืนวิชาทั้งหมดที่มี กลายเป็นหญิงชราอย่างแม่เฒ่าบุปผา เพื่อให้ลำพระเพลิงทั้งหมดสลายตัว หมดอานุภาพเช่นกัน...
ดาวันไม่มีเวลาคิดนานนัก สัญชาตญาณเอาตัวรอดเป็นผู้ตัดสิน...มนุษย์...ไม่ว่าอย่างไรย่อมรักชีวิต...
...พรึบ...เปลวไฟดับหาย เสียงปืนที่ดังเป็นระยะเงียบกริบ...
ทุกคนชะงักงัน ไม่รู้ควรทำอย่างไรต่อไป
เยาวลักษณ์รีบเข้าไปหาดาวัน ทันประคองร่างนั้นก่อนจะทรุดฮวบลงกับพื้น สัมผัสถึงเรี่ยวแรงเหือดหายเกือบหมด ตัวเย็นชืด ไม่เหลือพลังชีวิตร้อนแรงในดวงตา และเป็นครั้งแรกตั้งแต่รู้จักกันมา ที่เยาวลักษณ์เห็นเส้นผมผู้มีพระคุณ...หงอกขาวโพลน
ธงรบตบไหล่ธันวาเป็นเชิงขอบคุณ มองรอบตัวก่อนวิ่งเข้าไปสำรวจดูว่ามีการบาดเจ็บล้มตายจากการปะทะกันมากเท่าไร
ธันวาหันกลับ คุกเข่าลงตรงหน้าภูริช นัยน์ตาสบกัน ส่งรอยยิ้มเข้าใจโดยไม่ต้องเอ่ยวาจา
ขจรกระอักเลือดมาอีกคำ ภูริชใช้แขนเสื้อซับให้อย่างไม่รังเกียจ
“มึงไม่ยอม ‘ตาย’ กับกูจริง ๆ” ภูริชพูดกลั้วหัวเราะ คล้ายหยอกล้อทั้งที่ดวงตาทอประกายซาบซึ้ง จริงใจ
“อือ” ธันวาตอบแค่นั้น “แล้วมึงจะทำยังไงต่อไป”
“เรื่องของกู” ภูริชไม่บอก
ธันวาพยักหน้า ไม่ซักถาม...บางทีอาจเป็นอย่างที่เพื่อนคนนี้เคยอธิบาย
‘ถ้ามึงไม่รู้อะไรเลย น่าจะสบายใจกว่า’
อาจจะจริง...การบุกมูลนิธิดาวันครั้งนี้ เขามีเจตนาแค่นำดอกหญ้าแปดกลีบไปช่วยมีนา และพาตัวส้มน้อยกลับไปเท่านั้น
เรื่องราวหลังจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นสารพัดคดี ตำรวจ ดาวัน หมอเยาวลักษณ์ ภูริช หรือกระทั้งมาเฟียโชติ ล้วนไม่อยู่ในความสนใจแล้ว
บทส่งท้าย
วงการโทรทัศน์ไทย เกิดรายการใหม่ซึ่งไต่อันดับความนิยมขึ้นมาจนเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ภายในการออกอากาศไม่กี่เทป
รายการนั้นชื่อ ‘เรื่องผีผี’
เนื้อหาในรายการ เป็นการตามรอยเรื่องลึกลับ ตำนานเล่าขาน คดีดังที่คลี่คลายได้เพราะวิญญาณผู้ตายมาให้เบาะแส หรือกระทั่งตามไปบ้านผีสิง สถานที่น่ากลัวตามคำร่ำลือ
รูปแบบรายการไม่เน้นความน่ากลัว ไม่หลอกหลอนสั่นประสาทชวนขนลุก และไม่สร้างสถานการณ์ปลอม ๆ มาเรียกเรตติ้ง หลอกให้คนดูหลงเชื่อ งมงาย
รายการนี้จะพาผู้ชมไป ‘รู้จัก’ ความจริงในหลายแง่มุมเกี่ยวกับเรื่องลึกลับ ตำนาน ความน่ากลัว...เรื่องผีผี
ถ้าคุณกลัว ‘ผี’ บ้านร้างที่มีคนถูกสังหารหมู่ รายการก็จะพาไปชมตามสภาพความเป็นจริง ไม่บรรยายหลอกหลอน เกินกว่าที่รู้สึก สัมภาษณ์ผู้คนแวดล้อมเพื่อจะได้ฟังความจริง ความเห็นหลายด้าน
จากนั้นรายการก็จะนำเรื่องราวนี้ไปขอความเห็นจาก ‘ผู้รู้’ หลายสาขา ทั้งผู้รู้ด้านศาสนา เชี่ยวชาญพระไตรปิฎก นักจิตวิญญาณผู้มีชื่อเสียง และนักวิทยาศาสตร์ ผู้มีมุมมองเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายแบบจับต้องได้เป็นรูปธรรม
ผู้ชมจะได้ทราบเรื่องราวน่าสนใจ ควบคู่กับฟังมุมมองหลายด้าน โดยทางรายการจะไม่สรุปว่า สถานที่นี้มี ‘ผี’ จริงหรือไม่ น่ากลัวอย่างใคร ๆ ร่ำลือ หรือแค่การหลอกลวง
บางครั้งมีข่าวเด็กนักเรียนจำนวนมากเกิดอาการแปลก ๆ เหมือนถูกผีเข้า ทางรายการจะไปถ่ายทำ สัมภาษณ์พูดคุยกับบุคคลผู้เกี่ยวข้อง แวดล้อม รวมถึงเจ้าตัวอย่างเป็นกลาง แล้วนำเรื่องนี้ไปสอบถามความเห็นจาก ‘ผู้รู้’ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิญญาณ รวมถึงจิตแพทย์ เพื่อได้มุมมองที่กว้างขวาง ไม่คับแคบ
สุดท้าย รายการก็ไม่สรุปว่าเด็กถูกผีเข้าจริง หรือเป็นแค่อุปทานหมู่...ผู้ชมจะใช้วิจารณญาณ สรุปเองหลังจากฟังความเห็นของ ‘ผู้รู้’ หลายด้าน
ท้ายรายการเป็นช่วง ‘สมุนไพรใครว่าเชย’ มีหนุ่มหน้าใส ลุคตี๋อินเทรนด์เป็นพิธีกรเสริม พูดคุยแนะนำเกี่ยวกับสมุนไพรอย่างสนุกสนาน มีรสชาติ ไม่น่าเบื่อด้วยเสน่ห์ส่วนตัว
บางครั้งตัวพิธีกรยังหาวิธีให้คนดูร่วมสนุก ด้วยการตั้งคำถามให้ผู้ชมแสดงความคิดเห็นอย่างไม่เน้นสาระมากนักเช่น...
“คุณคิดว่าผีกลัวใบหนาดจริงมั้ยครับ?”
ความแปลกใหม่ ไม่ยึดติดรูปแบบเดิม ๆ ที่ว่ารายการผีต้องเน้นความน่ากลัว ชวนขนลุกแบบนี้ กลับสร้างฐานผู้ชมใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งความสนุกน่าติดตามของรายการ เรื่องราว ความรู้ในมุมมองต่าง ๆ ที่ใส่มาแบบพอดี ไม่ยัดเยียด และความสดใสของพิธีกรวัยรุ่นตอนท้าย ช่วยให้รายการเป็นที่รู้จัก นิยมอย่างรวดเร็ว
งานนี้ทำให้โปรดิวเซอร์สาวผู้กลัวผีระดับ ‘นายกสมาคมตาแหก’ ได้รับคำชมท่วมท้นจากผู้ใหญ่ ‘บิ๊กบอส’ ด้วยการทำเรตติ้งสูงจนเป็นหน้าเป็นตาแก่สถานีฯ
เตวิชย์...ดาราพิธีกรหนุ่มหล่อผู้ไม่เคยเฉียดใกล้รายการน่ากลัว สยองขวัญ ก็สามารถเปลี่ยนภาพจากดาราพิธีกรที่ขายหน้าตาเรียกเสียงกรี๊ดจากสาว ๆ อย่างเดียว มาสร้างบุคลิกใหม่ เป็นพิธีกรหลักของรายการจนน่าเชื่อถือ ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเดิม เพิ่มฐานแฟนคลับได้มากมายเกินคาด
บุคคลที่สร้างเซอร์ไพร์ส เรียกเรตติ้งให้รายการจริง ๆ กลับเป็น ‘ผู้รู้’ รับเชิญ กับพิธีกรเสริมซึ่งจะมาในช่วง ‘สมุนไพรใครว่าเชย’
‘ตี๋เล็ก’ พิธีกรเสริม ช่วยสร้างเสน่ห์และสีสันให้รายการ ด้วยบุคลิกตี๋อินเทรนด์ คนรุ่นใหม่ แต่กลับรอบรู้เรื่องสมุนไพรไทย สมุนไพรจีน พืชใกล้ตัว ซึ่งใคร ๆ เห็นว่าเป็นเรื่องโบราณของคนแก่
ความขัดแย้งที่เหมือนไม่ลงตัวนี้ กลับกลายเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของรายการจนมีผู้ชมติดตาม และดูย้อนหลังเฉพาะช่วงนี้เป็นจำนวนมาก
ส่วน ‘ผู้รู้’ รับเชิญที่ไม่ได้ออกรายการทุกเทป เป็นจิตแพทย์ท่านหนึ่งซึ่งมาพูดคุยในมุมมองวิชาการเกี่ยวกับโรคอุปทานหมู่บ้าง เกี่ยวกับสภาพจิตใจของ ‘คนเห็นผี’ บ้าง ก็กลายเป็นที่ฮือฮาทันทีที่มีภาพออกอากาศครั้งแรก
ด้วยมาดนุ่ม สุขุม พูดจาไม่มาก ไม่น้อย ไม่มีลูกเล่น ไม่แทรกอารมณ์ขัน และไม่ค่อยมีรอยยิ้ม แต่สะกดสายตาผู้ชมทุกคนตั้งแต่เอ่ยปากคำแรก จนจบคำพูดสุดท้ายในคำถามนั้น ๆ
ภาพจิตแพทย์ คุณหมอท่านนี้ถูกแชร์ เผยแพร่ในโลกโซเซียลรวดเร็ว พร้อมติดแฮชแท็ก...จิตแพทย์หล่อบอกต่อด้วย...กันกระหึ่ม
จากนั้นผู้ชมก็จะตั้งตารอว่าเทปหน้า จิตแพทย์ท่านนี้มาให้ความรู้อีกหรือไม่...มีอยู่เทปหนึ่ง คนตั้งคำถามมีจังหวะแหย่คุณหมอ เรียกรอยยิ้มจากใบหน้าหล่อ ๆ นั้นออกมาได้ แฟนรายการต่างกรี๊ดสนั่น แคปภาพนั้นส่งต่อกันราวกับเป็นของหายาก
รายการ ‘เรื่องผีผี’ จึงเป็นส่วนผสมแปลกใหม่ที่ลงตัว สร้างความประทับใจ ชวนติดตามจนเกิดเป็นกระแสอย่างเหลือเชื่อ
ป้ายคัตเอาท์โฆษณารายการ ‘เรื่องผีผี’ ตั้งเด่นบนชานชาลาสถานีรถไฟฟ้า ชายหนุ่มร่างสูง ผิวขาวอมชมพู ใส่เสื้อยืดสีเทา กางเกงยีน สะพายเป้ ยืนมองป้ายนั้นด้วยแววตาระอากึ่งขัน พอสังเกตเห็นสาว ๆ บางคนแอบเหลือบมองแล้วกระซิบบอกเพื่อนด้วยสีหน้าปลาบปลื้ม เขาก็หยิบแว่นกันแดดสีเข้มขึ้นสวมอำพรางดวงตาคู่สวย
ธันวาบอกมีนาแล้วว่า ไม่อยากออกรายการเรื่องผีผี แต่ต้องอับจนยอมแพ้เหตุผลเธอ
“นี่คุณหมอ...อย่าเล่นตัวมากได้มั้ย ธรรมดาแกก็ไปบรรยาย อบรมให้ความรู้เกี่ยวกับจิตวิทยา อาการทางจิตสารพัดแบบเป็นปกติอยู่แล้ว...นี่แค่มาออกทีวีให้ความรู้ในรายการฉันครั้งละไม่ถึงนาที มันจะตายหรือไง”
ส่วนตี๋เล็กโดนสาธยายชักแม่น้ำยืดยาวกว่า เมื่อเจ้าตัวอ้างเหตุผลเช่นนี้
“ผมไม่อยากเป็นพิธีกร ไม่อยากออกทีวีให้คนสนใจ รู้จักเยอะ ๆ”
“คนรู้จักเยอะ ๆ ไม่ดีตรงไหน” มีนาไม่เข้าใจ แล้วแว่บนึกได้ถึงอีกตัวตนของเด็กหนุ่ม “นี่...อย่าบอกนะว่า ที่แกล้งทำผมทรงมารูโกะ ใส่แว่นเป็นเด็กเนิร์ด ทำตัวเชื่อง ๆ เหมือนหมาป่วยในมหาวิทยาลัยน่ะ ก็เพราะเหตุผลนี้”
ตี๋เล็กหัวเราะพรืดใหญ่ ยอมรับโดยดี
“ใช่ครับ”
“เฮ้อ...ไม่มีเหตุผลดีกว่านี้เหรอ” มีนาฟังแล้วไม่อยากเชื่อ
“ผมบอกแล้วไง ถ้าให้เล่ามันเรื่องยาว...” ตอบเชิงหยอกล้อ
“งั้นเอาแบบสั้น ๆ บอกไม่กี่คำรู้เรื่องได้มั้ย”
มีนาพูดกึ่งขู่ เด็กหนุ่มอมยิ้ม
“ก่อนตาย...ทวดแนะนำผมเป็นครั้งสุดท้าย บอกว่า...ผมน่ะอัตตาใหญ่...ถ้ายิ่ง ‘หลงตัวเอง’ อย่างนี้ จะไม่มีวันเห็นเลยว่า...กายนี้ ใจนี้ไม่ใช่เรา!”
เจอเหตุผลแบบนี้ มีนาไม่รู้จะพูดอย่างไร...ยอมรับว่าความรู้ด้านธรรมะของหล่อนน้อยกว่าหางอึ่ง จึงพยายามโน้มน้าวเด็กหนุ่มด้วยมุมมองคนธรรมดาทั่วไป
หากดูจากรูปร่างหน้าตากันจริง ๆ แล้ว ตี๋เล็ก เพชร เป็นเด็กหนุ่มหล่อจัดคนหนึ่ง น่าจะเป็นหนุ่มฮอตตั้งแต่สมัยมัธยม ยิ่งมีความรู้ ความสามารถพิเศษระดับ ‘อาจารย์อา’ อย่างนี้ ก็ยิ่งเสริม ‘อัตตา’ ความถือตัวจนพอกพูนใหญ่โต ประมาณว่า...กูหล่อ...กูเท่...กูเก่ง...กูเหนือกว่าคนอื่น
พอโดนทวด...บุคคลที่เขารักเคารพที่สุด หวดอัตตาในใจรุนแรงก่อนตาย เขาจึงอยู่ในอาการช็อค พยายามหาวิธีแก้ไข ปรับปรุงตัวเองอย่างลูบ ๆ คลำ ๆ
...และ...คิดว่าการ ‘แปลงร่าง’ แบบไม่ให้คนสนใจ ทำตัวเหมือนไม่มี ‘ตัวตน’ ในสายตาคนอื่นนั้น จะช่วยลดอัตตาตนเองลงไปได้
“แล้ว...” มีนาเอ่ยปากอย่างระวัง “การที่น้องแปลงร่างแบบนี้ มันทำให้อัตตาเล็กลงมั้ย”
“ไม่ครับ” ตี๋เล็กตอบตามตรง “บางทียังแอบภูมิใจด้วยว่า...กูเก่ง...สามารถสร้างภาพหลอกคนอื่นได้”
พูดอย่างนี้แสดงว่าเจ้าตัวก็ ‘รู้ทันใจ’ ตนเองเช่นกัน
“งั้น...มาทำตัวตามปกติดีมั้ย” มีนาพูดอย่างที่คิด “ไม่ต้องปลอมตัวเป็นใคร...เป็นตัวของตัวเอง แล้วลองมาช่วยพี่ทำงาน...ถึงจะมีคนรู้จัก สนใจเรามากขึ้นก็ช่าง ใครจะมาช่วยยกอัตตาเราให้สูงส่งก็ปล่อยไป...จากนั้นค่อยมาเปรียบเทียบดูว่า...ระหว่างแปลงร่างเป็นมารูโกะ กับเป็นน้องเพชร ตี๋เล็กตัวจริง อัตตาแบบไหนจะใหญ่กว่ากัน”
ตี๋เล็กยิ้มใส นัยน์ตาพราว ขบขันกับวิธีโน้มน้าวใจ...และคล้าย...เกิดความอยากทดลอง พิสูจน์ใจตนเองเหมือนกัน
“ได้ครับ...ลองดูก็ดี”
เมื่อรายการออกอากาศ ตี๋เล็กกลายเป็นที่รู้จัก มีคนสนใจมากมายตามคาด มีนาไม่รู้ว่า เจ้าตัวได้บทสรุปข้อพิสูจน์หรือยัง...
“สวัสดีครับคุณหมอ”
คนที่มาทักทายธันวาไม่ใช่สาว ๆ ที่แอบเหลียวมอง เป็นชายหนุ่มนักเจรจาต่อรอง ที่เคยเข้าฟังการบรรยายอบรมจากเขา และเคยเป็นฮีโร่ช่วยตัวประกันสาวที่สถานีรถไฟฟ้าแห่งนี้เมื่อปีก่อน
“สวัสดีครับ” ธันวาหันมาถอดแว่นรับคำทักทาย
“คุณหมอดังใหญ่แล้วนะ” ผู้พูดบอกด้วยความชื่นชม เหลียวมองสาว ๆ ที่แอบถ่ายรูปจิตแพทย์หนุ่ม แล้วเตรียมชวนคุยเกี่ยวกับรายการเรื่องผีผีต่อ
“ขอบคุณครับ” ธันวารู้ทันรีบขัดคอด้วยการเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ตอนนี้งานที่ทำเป็นยังไงบ้าง”
“ยังเหนื่อยเหมือนเดิมเลยหมอ...วันนี้หมอเยาวลักษณ์ หมอโกเมน และพรรคพวกจะมาฟังการอ่านคำพิพากษา ผมต้องเตรียมตัวไปที่ศาลพร้อมกับหน่วยฯ เพื่อคอยเฝ้าระวัง อาจมีการเจรจากับพวก ‘ทีมหมอ’ ที่หน้าศาล”
‘ทีมหมอ’ เป็นชื่อที่รู้จักกันดีในช่วงเวลาที่ผ่านมา
หมอเยาวลักษณ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิดาวัน และโรงพยาบาลดาวัน ยอมรับผิดชอบทุกคดีที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา นั่นทำให้หมอโกเมน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิดาวัน โรงพยาบาล และบ้านดาวันบางคนติดร่างแหสมรู้ร่วมคิดด้วย
ตั้งแต่การร่วมมือมาเฟียโชติ ให้ที่ซ่อนอาวุธสงคราม ยาเสพติด ค้าอวัยวะมนุษย์ และร่วมฟอกเงินผิดกฎหมายผ่าน W.คอร์ป ไม่นับคดีอื่นอีกเช่น ให้สินบนเจ้าพนักงาน นักการเมือง ไปจนถึงมีส่วนรู้เห็นในคดีฆาตกรรม
คดีทั้งหลายเหล่านั้นทำให้เกิดผลกระทบกับโรงพยาบาลดาวัน และบ้านดาวันอย่างช่วยไม่ได้
เงินทุกบาททุกสตางค์ของมูลนิธิดาวันถูกอายัด นำมาใช้จ่ายตามปกติไม่ได้ โรงพยาบาลดำเนินการอย่างฝืดเคือง เด็กบ้านดาวันเกิดการขาดแคลนข้าวของ เครื่องใช้ต่าง ๆ
ช่วงเวลานั้น ‘เด็กเก่า’ บ้านดาวันตั้งแต่รุ่นแรก ๆ ต่างมารวมตัวกัน ตั้งกองทุนช่วยเหลือ ดูแลจัดการค่าใช้จ่าย ช่วยเหลือพวก ‘รุ่นน้อง’ อย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย
ภาพที่สร้างความสะเทือนใจแก่ผู้คนคือ อดีตเด็กบ้านดาวันจำนวนมาก มารวมตัวกันที่หน้าศาล พอหมอเยาวลักษณ์มาถึง ทุกคนต่างก้มกราบด้วยความเคารพ จริงใจ พร้อมกล่าวคำสัญญาหนักแน่น
“คุณหมอไม่ต้องห่วง พวกเราจะรับผิดชอบดูแลน้อง ๆ ทุกคนต่อจากคุณหมอเอง”
นั่นทำให้หญิงแกร่งสูงวัยขอบตาแดง หยาดน้ำหล่อรื้นโดยไม่ยอมให้ไหลออกมา ตอบด้วยเสียงแหบเครือน้อย ๆ
“ดี...ฝากน้อง ๆ ด้วยนะ”
นั่นเองจึงเกิดการก่อตั้ง ‘ทีมหมอ’ ขึ้นมา เพื่อให้กำลังใจหมอเยาวลักษณ์ทุกครั้งที่มีการมาขึ้นศาล อีกทั้งยังกดดันฝ่ายอัยการให้ตรวจสอบสำนวนคดีใหม่ ตรวจสอบจากหลักฐานจริง ๆ ไม่ใช่จากคำสารภาพผิดจากหมอเยาวลักษณ์อย่างเดียว
เพราะ...เด็กเก่าบ้านดาวันทุกคน ไม่มีใครเชื่อว่าคุณหมอผู้เคี่ยวเข็ญ เป็นแรงบันดาลใจแก่พวกเขา จะทำเรื่องเลวร้ายเช่นนี้
(โปรดติดตามต่อฉบับหน้า)
| < Prev | Next > |
|---|








