วรรณกรรมนำใจ Lite Literature

เร้น ๔๕


            
Ren



ชลนิล


(ต่อจากฉบับที่แล้ว)



บทที่ ๒๗



            การบอกว่าต้องการพบ ‘ดาวัน’ ต่อหน้าตัวดาวันเอง นับเป็นเรื่องประหลาด ชวนขบขัน

            ดาวันกลับหัวเราะไม่ออก หนำซ้ำเพลิงโทสะในใจกลับลุกโชน เข้มข้น

            ...เวลานี้ เกิดอะไรขึ้นที่อาณาจักรของเธอ!...

            “คุณเลขาครับ...ทางเราต้องการพบคุณดาวัน” นายตำรวจผู้นำทีมเอ่ยย้ำ เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ยอมขยับตัวนำทาง

            ดาวันตั้งสติ แสร้งทำสีหน้าไม่พอใจ

            “คุณดาวันท่านไม่รู้เรื่อง ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้หรอกค่ะ”

            “นั่นเป็นสิ่งที่ผมจำเป็นต้องถามจากปากคุณดาวันเองครับ” นายตำรวจใหญ่ยังอารมณ์เย็น

            “ไม่จำเป็นหรอกค่ะ ดิฉันสามารถเป็นตัวแทนคุณดาวันตอบได้ทุกคำถาม”

            นายตำรวจถอนใจ มองหญิงสาวตรงหน้าด้วยรอยยิ้มเท่าทัน

            คำพูดที่ออกจากปากคือ

            “ไม่ได้หรอกครับ...เรื่องนี้ต้องคุยกับคนที่มีหน้าที่ ‘รับผิดชอบ’...หรือว่าคุณเป็นคนคนนั้น”

            ใบหน้าดาวันร้อนวูบด้วยโทสะ เธอไม่เคยถูกใครดูถูกต่อหน้ามานานแล้ว

            ด้วยความโกรธและหาวิธีหลีกเลี่ยงอื่นไม่เจอ ดาวันจึงส่งรอยยิ้มคล้ายเป็นการยอมรับในวาจา พร้อมกับแอบปล่อยควันชาสั่งจิตออกมาโดยไม่มีใครสังเกตเห็น

            กลิ่นหอมคล้ายดอกโมกแผ่กระจายรวดเร็ว ภายในเรือนกระจกเป็นสถานที่ปิด ความเข้มข้นของมันยิ่งหนาแน่น อบอวล ไหลเวียนไม่ออกไปไหน ส่งกลิ่นชวนให้ใจเคลิบเคลิ้ม ง่ายแก่การควบคุม

            ปกติหลังจากปล่อยควันชาสั่งจิต ต้องกล่าวอาคมกำกับ จึง ‘สั่งจิต’ ต่อได้

            มือระดับดาวันแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น เมื่อกลิ่นหอมของควันชาสั่งจิตกระจายทั่ว ตำรวจจำนวนมากในเรือนกระจกต่างสูดดมทั่วหน้า ดาวันก็แผ่อานุภาพพลังจิตตนแฝงไปกับอณูกลิ่นกำจาย แล้วเอ่ยปากพูดด้วยเสียงปกติกับหัวหน้าทีมตำรวจ

            “ดิฉันคิดว่า ไม่ต้องหาผู้รับผิดชอบที่ไหนหรอกค่ะ พวกคุณพบอาวุธสงครามและยาเสพติดที่ถ้ำกระซิบ ก็น่าจะไปตรวจสอบ ถามจากคนแถวนั้น ถึงมันจะอยู่ในเขตบ้านดาวันน้อย แต่ที่นั่นก็มีแค่พี่เลี้ยง กับเด็กกำพร้า ไม่มีปัญญาทำเรื่องอย่างนั้นแน่ ๆ ฉะนั้นมันไม่มีทางเกี่ยวกับคุณดาวัน หรือมูลนิธิเลย...คนไหนนำของผิดกฎหมายไปซ่อนที่นั่น คนนั้นก็ต้องรับผิดชอบสิคะ”

            นายตำรวจยืนฟังโดยไม่ตอบโต้ คัดค้าน ดาวันสำทับต่อด้วยวาจาคล้ายคำสั่ง

            “ตอนนี้ ดิฉันคิดว่าคุณตำรวจน่าจะกลับไปก่อนนะคะ”

            หัวหน้าทีมตำรวจยิ้มน้อย ๆ

            “ไม่ได้หรอกครับ ผมบอกแล้วไงว่า จะขอพบคุณดาวันก่อน!”

            คำตอบกลับทำเอาดาวันนิ่งอึ้ง เงียบงันคาดไม่ถึง กวาดตามองตำรวจคนอื่นที่อยู่ในเรือนกระจก ทราบว่าทุกคนได้กลิ่นควันนั้น แต่ไม่มีใครตกในอำนาจของมัน

            จมูกเธอได้กลิ่นแปลก ๆ แทรกขึ้นมาท่ามกลางกลิ่นควันชาสั่งจิต เป็นกลิ่นที่ดาวันไม่รู้จัก แต่แน่ใจว่ามันคือคู่ปรับ ใช้แก้ควันชาสั่งจิตโดยเฉพาะ!

            ใครกันสามารถปรุงยาแก้ออกมาได้ ตำรวจคนไหนเป็นคนปล่อยยาแก้นี้ออกมาต่อต้านเธอ?

            ดาวันไม่มีเวลามองหาตัวการ เพราะจู่ ๆ ตำรวจในทีมนายหนึ่งรีบเข้ามารายงานหัวหน้าทีมต่อหน้าเธอ

            “ท่านครับ...คนของเราพบศพถูกฝังอยู่เรือนเพาะชำอีกแห่ง ห่างจากตรงนี้ประมาณสองร้อยเมตรครับ”

            หัวหน้าทีมแปลกใจ คาดไม่ถึง ดาวันงุนงงยิ่งกว่า...ตำรวจพวกนี้พบศพที่ถูกฝังอย่างแนบเนียน ไร้ร่องรอยมานานได้อย่างไร...



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            ตอนดาวันพาคณะตำรวจมาที่เรือนเพาะชำกระจก ได้ออกคำสั่งสมุนลูกน้อง พวกเวรยามบริเวณนี้ทั้งหลายให้ทำหน้าที่อย่างเคร่งครัด อย่าปล่อยให้บุคคลภายนอกผ่านเข้าไปยังพื้นที่หวงห้ามอื่น โดยที่ไม่มีตนนำทาง

            ...แล้วตำรวจไปขุดพบศพตรงนั้นได้อย่างไร...

            ดาวันเดินลัดเลาะตามพวกตำรวจลึกเข้าไปยังเรือนเพาะชำด้านใน ส่วนที่เป็นพื้นที่หวงห้ามเด็ดขาด ตลอดเส้นทางไม่พบเวรยามที่วางไว้สักคน ไม่มีกระทั่งสุนัขดุซึ่งมักปล่อยให้ลาดตระเวน จัดการกับผู้บุกรุก

            ตรงหน้าทุกคนเป็นหลุดขุด ความลึกประมาณครึ่งเมตร ปากหลุมเคยปลูกต้นไม้ทับ ใกล้กันนั้นเป็นหินประดับก้อนใหญ่ ตกแต่งอำพรางสถานที่

            ในหลุมมีร่างโครงกระดูก ถูกห่อด้วยผ้ามิดชิด ส่งกลิ่นอับ ๆ สภาพน่าจะถูกฝังมานานนับปี

            “ใครเป็นคนขุด” หัวหน้าทีมเอ่ยถาม

            ทีมตำรวจที่มาครั้งนี้ เป้าหมายอยู่ที่เรือนเพาะชำกระจก เพื่อตรวจค้นห้องใต้ดินตามหลักฐานคลิปวิดีโอที่ได้มา ไม่มีแผนค้นหาร่องรอยความผิดอื่น

            “ไม่ทราบครับ” ผู้ที่มารายงานตอบง่าย “ระหว่างที่ผมออกตรวจร่องรอยรอบเรือนเพาะชำกระจกนั้น ก็เห็นผู้ชายคนนึงมาทำลับ ๆ ล่อ ๆ แสดงท่าเหมือนเรียกให้ผมตามเขาไป พอมาถึงก็เจอหลุมถูกขุดรอไว้แบบนี้เลย ส่วนผู้ต้องสงสัยรายนั้นก็วิ่งหายไปแล้ว”

            ดาวันฟังแล้วอยากหัวเราะขัน...นี่มันเป็นแผนการตื้นเขิน โง่งมเหลือเกิน แต่แผนการตื้น ๆ โง่ ๆ แบบนี้อาจทำให้ตำรวจขยายผล ตรวจสอบบริเวณโดยรอบ และพบศพอื่นในบริเวณใกล้เคียงได้อีกนับสิบศพ

            ถึงตอนนี้ได้คำตอบแล้วว่า...ทั้งหมดเป็นฝีมือใคร...หลานทรยศ...ภูริช

            ภูริชน่าจะวางแผนหักหลังเธอนานแล้ว ไม่เช่นนั้นคงไม่หลอกให้เยาวลักษณ์พาไปอ่านบันทึกตำรายาก่อนแน่ ๆ จากนั้นคงสืบสาว หาร่องรอยหลักฐานความผิดเธอแบบเดียวกับที่มาโนชกระทำ ขนาดเธอรู้ทันจับขังไว้ในห้องใต้ดิน ลูกน้องมันก็ยังทำงานตามแผนการสำเร็จ

            ภูริชมีลูกน้องระดับมือพระกาฬ เป็นทีมแข็งแกร่ง ไม่มากเท่าพวกโชติ แต่ฝีมือเหนือกว่า แค่จัดการลูกน้องเวรยามทั้งหมดของเธอ ‘เก็บ’ สุนัขดุทั้งฝูง ไม่ใช่เรื่องยากเลย

            ตอนนี้ดาวันเริ่มสงสัย ยาที่เธอปล่อยจัดการภูริช ธันวาในห้องใต้ดินนั้นจะได้ผลแค่ไหน



            เมื่อตำรวจทั้งทีมเห็นหลักฐานเป็นศพนอนทนโท่อยู่ตรงนี้ ‘คุณดาวัน’ จำเป็นต้องออกมาชี้แจ้ง ให้ปากคำด้วยตนเองแล้ว

            “ตอนนี้ คุณเลขาจะพาพวกเราไปพบคุณดาวันได้หรือยัง?” หัวหน้าทีมตำรวจถามสีหน้าท้าทาย

            “ได้ค่ะ” ตอบรับโดยไม่อิดเอื้อน

            ดาวันจำเป็นต้องหาวิธีเอาตัวรอดโดยเร็วที่สุด



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            บ้านชั้นเดียว รูปทรงกะทัดรัด สวยน่าอยู่ปรากฏแก่สายตา

            ดาวันฝืนยิ้ม ปรับสีหน้าปกติ หันมามองหัวหน้าทีมตำรวจ

            “ขอให้ดิฉันขึ้นไปเรียนคุณดาวันก่อนนะคะ จะได้เตรียมตัวก่อน...อายุท่านมากแล้วน่ะค่ะ”

            นี่เป็นข้ออ้างที่สมเหตุผล ตำรวจไม่มีทางปฏิเสธ ดาวันวางแผนเตรียมตัวหลบหนีในใจเรียบร้อยแล้ว

            ตำรวจน่าจะยังไม่ทันสงสัย บ้านหลังนี้มีห้องใต้ดิน เธอแค่หลบเข้าบ้าน เก็บข้าวของสำคัญพวกบันทึกตำรายา และตัวยาสำคัญในการปรุง ‘น้ำอมตะ’ แล้วหนีออกไปตามเส้นทางลับ เท่านี้ก็เรียบร้อย

            ดาวันมั่นใจว่า ด้วยอิทธิพลบารมีที่สร้างสมมาหลายสิบปี เธอย่อมสามารถกลับมา ‘จัดการ’ สะสางเรื่องยุ่งยากเหล่านี้ และกู้คืนชื่อเสียงภายหลังได้แน่นอน

            “ผมขอตามเข้าไปด้วยคนได้มั้ยครับ...รับรองว่าจะไม่รบกวน ‘คุณท่าน’ แน่ ๆ” นายตำรวจธงรบรีบก้าวเข้ามาหา ขออนุญาตอย่างสุภาพ

            “ค่ะ” ดาวันพยักหน้า ซ่อนรอยอำมหิต

            ฟังจากสรรพนามที่เขาเรียกคุณดาวันอย่างนั้น ก็เดาออกว่าตำรวจคนนี้ต้องรู้เบื้องลึกเบื้องหลังมากกว่าใคร อาจเป็นคนที่ปล่อย ‘ยาแก้’ ควันชาสั่งจิตด้วยซ้ำ

            ดูท่าแล้วเขาน่าจะคาดการณ์ออก ว่าหล่อนวางแผนหนี จึงตามประกบ ซึ่งดาวันไม่นึกเกรงกลัวเลย เพราะตนเองมีวิธีจัดการตำรวจนายนี้ได้หลายวิธี ต่อให้เขารู้วิธีแก้ไขสารพัด ‘ยาสั่ง’ ของเธอก็ตาม

            ทว่า...ทั้งสองเดินตรงไปยังไม่ทันถึงบันไดบ้าน ก็เกิดเหตุพลิกผัน

            ...บรึ้ม...

            บ้านหลังน้อยเกิดระเบิดไม่คาดฝัน เปลวไฟลุกพรึบ แลบเลียออกมาในพริบตา แรงระเบิดสร้างความสั่นสะเทือนจนพื้นใต้เท้าไหววูบ

            เหล่าตำรวจรีบกระจายตัวหลบแรงระเบิด พอตั้งตัวได้ก็รีบวิทยุแจ้งรถดับเพลิง กู้ภัย

            ดาวัน ธงรบเกิดสัมผัสพิเศษก่อนเกิดเหตุระเบิดเพียงชั่วเสี้ยววินาที...มันมีกระไอร้อนบางอย่างแผ่พุ่งออกมาเตือน ทำให้ทั้งสองกระโจนหมอบคนละทาง ระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว เศษไม้เปลวไฟพุ่งผ่านอย่างเฉียดฉิว โชคดีไม่มีวัตถุสิ่งของใดปลิวมาตกใส่ร่างตรง ๆ มีแค่กระไอร้อนวูบวาบกลางหลังชั่วขณะเดียว

            ดวงตาดาวันลุกโชน ทอประกายกล้าด้วยแววโทสะอัดแน่น ยันกายลุกขึ้นมายืนมองบ้านทั้งหลังตกอยู่ใต้เปลวเพลิงด้วยความอาฆาตแค้น ขาดสติ

            ...ไม่เคยมีใครหาญกล้าทำกับเธอถึงขนาดนี้มาก่อน...

            บ้านหลังนั้นมีของสำคัญหลายอย่าง ทั้งตำรายา สมุนไพรหายาก และที่สำคัญสุดคือตัวยาที่ใช้ปรุง ‘น้ำอมตะ’ สิ่งสำคัญที่รักษาความเยาว์วัยของเธอจนถึงทุกวันนี้

            บันทึกตำรายา สมุนไพรหายาก โดยเฉพาะตัวยาปรุงน้ำอมตะ ถูกเก็บอย่างดีในห้องลับใต้ดิน

            ระเบิดและพระเพลิงนี้อาจลามลงไปไม่ถึง...แต่...มั่นใจว่าเชลยทุกคนได้รับการปล่อยออกมาแล้ว

            คนอื่นไม่เท่าไหร่...ภูริชน่ากลัวที่สุด...ไว้ใจได้อย่างไรว่าเขาจะไม่ ‘เก็บกวาด’ ของสำคัญเหล่านั้นไปจนหมด

            เพราะกล้าเป็นปรปักษ์กับเธอขนาดนี้แล้ว เขาต้องทำจนถึงที่สุด ไม่เช่นนั้นจะได้รับการ ‘เช็คบิล’ อย่างสาสม

            ภูริชและลูกน้องมือพระกาฬน่าจะกระจายกำลังอยู่รอบบริเวณนี้ เพื่อเตรียมรับมือ ถ้าหล่อนมีวิธีดิ้นรนเอาตัวรอดจากอุ้งมือตำรวจได้

            พวกมันคิดว่าจัดการลูกสมุน เวรยามจำนวนมากของเธอเรียบร้อย ราบคาบแล้ว คงไม่มีใครมาเป็นมือเท้าช่วยต่อต้าน จัดการพวกมัน

            ...เธอจะแสดงให้ดูว่าภูริชคิดผิด...

            ดาวันยืดกายตรง หันหลังปล่อยให้บ้านถูกพระเพลิงเผาผลาญโดยไม่ใส่ใจ เปลวไฟสีส้มแดงขับร่างเธอจนโดดเด่น สง่างามราวกับนักรบหญิงผู้ผ่านสมรภูมิอันดุเดือด

            อา...อุ...พรัม...จา...ณา...นี...

            เสียงโอมอ่านอาคมกล้า เป็นภาษาฟังแปลก ไม่มีใครรู้ความหมาย ดังกังวานกึกก้อง สะเทือนลั่นเข้าหูนายตำรวจทุกคนที่อยู่รอบบริเวณ

            พลังอำนาจสะกดอันแรงกล้าแผ่ออกไปดุจสายน้ำหลาก ทั้งรุนแรง เชี่ยวกราก ไม่มีผู้ใดต้านทาน

            กระทั่งธงรบ ซึ่งมี ‘วิชา’ ได้ของดีจากเผด็จ คงคาป้องกันตัว ก็ยังตกอยู่ใต้อำนาจอาคมนี้ เขาลุกขึ้นยืนนิ่งข้างดาวัน ดวงตาเบิกโพลง คล้ายมีเปลวไฟร้อนแรงเต้นยิบยับอยู่ข้างใน

            “ฆ่ามัน! ตามหาไอ้ภูริช และลูกสมุนมันทุกคน แล้วฆ่าให้หมด...ไปเดี๋ยวนี้”

            คำสั่งดุจประกาศิตไม่อาจขัดขืน ธงรบชักปืนออกมา กระชากลูกเลื่อนขึ้นลำกล้องพร้อม เหลียวมองรอบกาย คล้ายมีสัมผัสพิเศษติดตัว รู้สึกถึงกลุ่มผู้คนที่ซุ่มรายล้อมโดยรอบ คนเหล่านั้นมีรังสีอำมหิตเตรียมพร้อมปะทะเช่นกัน

            “ไปเดี๋ยวนี้!” ดาวันประกาศก้องอีกครั้ง

            ธงรบและเหล่าตำรวจที่ถูกสะกดกระจายกำลังแยกย้ายเข้าหาลูกสมุนภูริชที่ซุ่มคอยหาจังหวะอยู่โดยรอบ เสียงสวบสาบย่ำเดินทั่วบริเวณ ก่อนเกิดการปะทะเข้าใส่

            ปัง ปัง ปัง เสียงปืนยิงกันสนั่นดังขึ้นทางด้านซ้าย ตามมาทางด้านขวา แสดงให้ทราบว่าเกิดการปะทะระหว่างทีมตำรวจกับมือพระกาฬของภูริชแล้ว

            ดาวันเผยรอยยิ้มเยือกเย็น เหี้ยมเกรียม ต่อให้มองไม่เห็น ก็รู้ว่ามันดุเดือด รุนแรงแค่ไหน

            ขาก้าวไปข้างหน้าช้า ๆ ไม่จำเป็นต้องควานหาศัตรูร้าย เพราะภูริชกำลังเดินมาหาพร้อม ‘ขจร’ มือขวาคนสนิท

            อารมณ์ดาวันสงบ...เย็นเยียบ แผ่ความน่าสะพรึงออกโดยรอบ เหล่านี้เป็นพลังที่เธอไม่แสดงออกบ่อยนัก

            ยายบุปผามักสอนเสมอ...ให้คนภายนอกประเมินเรายิ่งต่ำยิ่งดี...เพราะเมื่อศัตรูประมาท และเราแสดงศักยภาพสูงสุด ก็จะไม่มีใครต้านทานได้

            “ฉันไม่แปลกใจนะ ที่เธอออกจากห้องขังนั้นได้” ดาวันเอ่ยเสียงราบเรียบ

            เธอมั่นใจ ภูริชวางแผนป้องกันตัวตั้งแต่ก่อนเข้าไปห้องใต้ดินแล้ว...ต่อให้ถูกขัง วางยาก็คงเอาตัวรอดไม่ยาก หนำซ้ำยังมีคนสนิทคอยติดตามช่วยเหลือ จึงไม่ลำบากที่จะจัดการ ‘เมวดี’ ผู้คุมเพื่อเปิดประตูออกมาสู่อิสรภาพ

            “แต่...ฉันสงสัยเรื่องนึง...” คำพูดเนิบช้า ดวงตาวาววับ “เธอทรยศฉันเพราะอะไร?”

            ถ้าจะบอกว่าภูริชต้องการเงินทอง อำนาจ เวลานี้เขาก็มีไม่น้อย บริษัทไอที ธุรกิจถูกกฎหมายของเขาในอเมริกาทำเงินมหาศาล ไม่แพ้ธุรกิจผิดกฎหมายของเธอที่นี่

            “จดหมายลาตายของแม่” ภูริชไม่ปิดบัง ใบหน้าฉาบด้วยสีสันพระเพลิงที่ลุกโพลงเบื้องหลังดาวัน

            “ผมเก็บจดหมายฉบับสุดท้ายของแม่ไว้เป็นเครื่องรางประจำตัว” ชายหนุ่มบอกเรียบ ๆ “อ่านแล้วอ่านอีกจนนึกสะดุดใจ...สังเกตว่าแม่จงใจใช้ภาษาแปลก ๆ มีบางคำที่ปกติไม่เคยใช้พูดกับผม...พออ่านทบทวน ตีความ ดึงคำ ๆ นั้นออกมาเรียบเรียง กลายเป็นข้อความที่บอกว่า...ไปหาลุงขจร...”



            ภูริชเล่าถึงตอนนี้ ดาวันเผยรอยยิ้มน่ากลัว...แสดงว่าเข้าใจแล้ว เหตุใด ‘หลานชายคนเดียว’ ถึงกลายทรยศ หักหลัง

            ภูริชเล่าต่อราวกับจะตอกย้ำ กลัว ‘คนแก่’ จะหลงลืมเรื่องที่เคยกระทำ

            “ตอนผมกลับมาเมืองไทย เพื่อล้างแค้นแก๊งค้ายาที่ฆ่าพ่อ...ได้เจอลุงขจร...ตอนนั้นผมถึงได้รับจดหมายฉบับสุดท้ายจริง ๆ ของแม่

            ชายหนุ่มเน้นคำท้าย ดวงตากร้าว ดุดันอย่างเช่นไม่เกิดบ่อยนัก

            “แม่บาดเจ็บหนัก มาขอความช่วยเหลือจากย่า...แต่ย่ากลับเสนอหนทางให้เลือก...บอกว่า...ช่วยได้แค่คนเดียว...ผม...หรือแม่...”

            น้ำเสียงภูริชบอกอารมณ์สะเทือนใจ

            “แน่นอน แม่ต้องเลือกผม...แต่น่าแปลก...ย่ากลับมองดูแม่ผมตายได้โดยไม่สนใจ”

            ดาวันหัวเราะเสียงกร้าว

            “ฉันมีเหตุผลอะไรต้องช่วย ‘ลูกสะใภ้’ กับ ‘หลานชาย’ ของผู้หญิงที่ฉันเกลียด”

            นี่คือเหตุผลของดาวัน...เหตุผลที่ฟังไม่เข้าท่าเลยสำหรับคนที่ถูกกระทำ...เมินเฉย...คนที่ต้องเผชิญความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิต

            “ถ้างั้น ผมก็มีเหตุผลมากพอ ที่จะถล่มอาณาจักรของย่าเหมือนกัน”

            ภูริชบอกด้วยน้ำเสียงเลือดเย็น น่ากลัวไม่แพ้กัน

            ขจรก้าวออกมายืนข้างหน้า พร้อมฟาดฟันตัวต่อตัวกับดาวัน

            “คิดว่าคนของแกจะทำอะไรฉันได้หรือ?” ดาวันเยาะหยัน

            “ลุงขจร...เป็นทายาทคนสุดท้าย ของขุนโจรที่แม่เฒ่าบุปผาสังหารยกรัง!”

            ภูริชเปิดเผยเบื้องหลังสมุนมือขวา...น้ำเสียงแสดงว่าทำ ‘การบ้าน’ มาดี รู้ว่าดาวันร่ำเรียนวิชาทั้งหมดจากไหน

            ดาวันหัวเราะขัน แววตาหมิ่นเย้ย

            “ขุนโจรที่ถูกคุณยายบุปผาฆ่านั่น...สมควรตายแล้ว...พวกสมุนลูกน้องทั้งรังของมันก็ไม่มีใครดีสักคน...” ดาวันได้ยินเรื่องราวนี้จากปากแม่เฒ่าบุปผา “ขนาดขุนโจรที่เก่งกล้าวิชาอาคมขนาดนั้น ยังโดนคุณยายบุปผาจัดการเสียเรียบ ต่อให้ทายาทคนสุดท้าย เรียนรู้วิชาทั้งหมดของมัน ก็ไม่มีทางทำอะไรฉันได้หรอก”

            คำพูดคล้ายประมาทฝีมือฝ่ายตรงข้าม ดวงตากลับหรี่เรียวพรักพร้อม ไม่มีริ้วรอยชะล่าใจสักนิด แสดงว่าวาจานั้นกล่าวเพื่อกระตุ้นโทสะคู่ต่อสู้

            “ลุงขจรแกไม่พูดมากเหมือนคุณย่าหรอกครับ” ภูริชบอกพร้อมถอยห่างออกมา

            ทายาทขุนโจร กับศิษย์เอกแม่เฒ่าบุปผายืนประจันหน้า เตรียมฟาดฟันกันแบบไม่ปราณี...ไม่มีใครแสดงอาการประมาทสักนิด ยากตอบได้ว่าผลการต่อสู้เป็นเช่นไร



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            ตอนระเบิดดังลั่น ธันวา หมอเยาวลักษณ์ออกจากบ้านคุณดาวันแล้ว

            ทั้งคู่อาศัยประตูลับ เดินวกวนจนมาโผล่ข้างเรือนเพาะชำกระจก

            พอเสียงระเบิดดังจากบ้านที่เพิ่งออกมา ธันวาสะดุ้งวาบ เข้าใจว่าเหตุใดภูริชจึงล็อคประตูไว้ และบอกให้หาทางออกอื่น

            “เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” หมอเยาวลักษณ์อุทาน

            “ผมจะไปดูก่อน” ธันวาวิ่งตามต้นเสียง เยาวลักษณ์นึกเป็นห่วงผู้มีพระคุณจึงตามชายหนุ่มมาติด ๆ

            ใกล้ถึงบ้านของดาวัน เสียงปืนดังสนั่นทั่วบริเวณ

            ปัง ปัง ปัง เสียงนั้นทำให้ทั้งสองชะงักเท้า หาที่กำบัง สอดสายตามองรอบตัวคอยระแวดระวังภัย

            หูได้ยินเสียงวิ่งสวบสาบของการตามล่า ต่อสู้ แนวต้นไม้หนาทึบบริเวณนั้นเป็นเหมือนฉากกำบัง ทำให้มองไม่เห็น ไม่รู้ใครเป็นใคร

            ฝีเท้าใครบางคนใกล้เข้ามา ธันวาเหลือบมองแล้วถอนใจโล่งอก

            “พี่ธงรบ” เขาเอ่ยเรียกอย่างยินดีเพียงแวบเดียว อารมณ์ก็เปลี่ยน ทั้งร่างกระโจนหลบปืนที่ตวัดวาดมาทางตน

            ...ปัง...ธงรบเหนี่ยวไกไม่ลังเล

            ธันวาไม่สนใจ นายตำรวจเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร รีบหาวิธีสยบโดยเร็วสุด

            ชายหนุ่มอาศัยต้นไม้กำบังตัว ลอบเข้าใกล้จากทางด้านหลัง ท่าทางธงรบค่อนข้างแข็ง เคลื่อนไหวช้ากว่าปกติ จึงไม่ยากที่จะโดนจัดการ

            พลั่ก...ปั่ก...โครม...ตวัดขาเตะปืนจนกระเด็น ฟันศอกตาม อีกฝ่ายเสียหลักล้มโครมในพริบตา

            ปกติธงรบไม่ ‘อ่อน’ ขนาดนี้ การถูกธันวาสยบได้ภายในไม่กี่วินาทีย่อมมีสาเหตุ

            “พี่ธงรบโดนสะกด” ธันวาดูอาการแล้วหันไปบอกหมอเยาวลักษณ์

            “เธอถอนสะกดให้เขาได้มั้ย” เยาวลักษณ์ถาม

            “ได้ครับ” ธันวามั่นใจ

            หมอเยาวลักษณ์ ส้มน้อยโดนอำนาจสะกดรุนแรงกว่า ยังถอนสำเร็จมาแล้ว ชายหนุ่มจึงมั่นใจ ‘พลัง’ ตนกว่าเดิม

            นายตำรวจนอนหงาย ตาลอยคว้าง ธันวาคุกเข่าลงข้าง ๆ ระบายลมหายใจคั่งค้างออก ใช้ปลายนิ้วแตะหน้าผากอีกฝ่ายเบา ๆ

            จิตสัมผัสภายในรับรู้ถึงกลุ่มก้อนความมืดดำที่ครอบงำความคิด จิตวิญญาณ จึงแผ่พลังออกไปสะสาง คลี่คลาย

            ธงรบได้สติ มองเห็นธันวาคุกเข่าอยู่ข้าง ๆ จึงลุกขึ้นนั่งทบทวนความจำ

            “เกิดอะไรขึ้นครับพี่” ธันวาถาม

            “ระเบิด” ธงรบจดจำแรงระเบิดนั้นได้ “แล้วคุณดาวันท่องสวดอะไรบางอย่าง จากนั้นพี่ก็จำอะไรไม่ได้”

            “ถ้างั้นตำรวจคนอื่นก็คง...” ธันวาคาดเดาได้ เข้าใจที่มาของเสียงปืน

            “นั่นสิ น่าจะโดนเหมือนพี่กันหมด...เป็นห่วงท่านผู้การเหมือนกัน” ธงรบเปรยถึงนายตำรวจหัวหน้าทีม “ขนาดพี่กระซิบบอกท่านแล้วว่า ผู้หญิงที่อ้างตัวว่าเป็นเลขา คือดาวันตัวจริง ให้คอยระวังเธอไว้ พวกเราก็ยังพลาดกันได้”

            “คุณดาวันสะกดตำรวจให้ไปต่อสู้กับใคร” ธันวาสงสัย

            “สมุนของภูริช” เยาวลักษณ์ตอบโดยไม่ต้องสืบ

            เรื่องราวทั้งหมด พอนึกย้อนทวน เยาวลักษณ์ก็เข้าใจชัดว่าเป็นแผนการภูริช ชายคนนี้วางแผน ‘ล้ม’ ดาวันตั้งแต่ก่อนกลับเมืองไทยแล้ว

            “คุณถอนสะกดตำรวจคนอื่นทีเดียวได้มั้ย” เยาวลักษณ์ถามเพราะเกรงเกิดการบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก

            “ผมไม่เก่งขนาดนั้น” ธันวาตอบตรง

            “ถ้าหยุดคุณดาวันได้ อำนาจที่สะกดตำรวจทุกคนก็น่าจะถูกทำลายเหมือนกัน” ธงรบบอก

            “ถ้างั้นรีบไปก่อนจะมีคนตายดีกว่า” ธันวาไม่รู้ขณะนี้มีใครเสียชีวิตหรือยัง...เสียงปืนดังสนั่นขนาดนั้น อดหนักใจเป็นห่วงไม่ได้



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            สมรภูมินี้ไม่โฉ่งฉ่าง...แต่น่ากลัว

            ดาวันยืนนิ่งราวรูปสลัก แสงเพลิงเบื้องหลังขับร่างเธอให้ทรงพลังยิ่งขึ้น ขจรอ่านโอมสรรพเวท ร่ายมนตร์ด้วยภาษาสำเนียงสูง ๆ ต่ำ ๆ ราวจังหวะดนตรี

            ทั้งคู่ยืนห่างกันราวห้าเมตร ควันไฟ เศษขี้เถ้าปลิวว่อนเป็นฉากล้อม กลิ่นหอมแปลกของยาสั่งกรุ่นกำจาย ถูกต่อต้าน ขับไล่ด้วยมนตรา กลแก้ทางอาคม

            ภูริชยืนห่างออกมาราวสิบเมตร เห็นสองฝ่ายยืนนิ่งไม่เคลื่อนเข้าใกล้ ไม่ขยับถอยหลังก็นึกหวั่นใจ...ขจรจะรับมือดาวันไหวหรือไม่...การต่อสู้ครั้งนี้เขาเทหมดหน้าตัก เป็นการวางเดิมพันสูงยิ่ง

            บันทึกตำรายาสองเล่มของดาวัน ถูกถ่ายเป็นไฟล์ แล้วปริ้นให้ขจรอ่านทุกหน้า เพื่อศึกษาหาวิธีเอาชนะวิชาอันร้ายกาจ

            ขจรอ่านจบก็เอ่ยปากว่าวิชาแม่เฒ่าบุปผาร้ายกาจจริง จึงสามารถเอาชนะขุนโจรขมังเวทย์อย่างปู่เขาได้

            ครั้งนั้นปู่ พ่อ และลูกน้องทั้งรังถูกฆ่าตายหมด เหลือแต่แม่ที่อุ้มท้องหนีรอดมาพร้อมตำราวิชาต้นตระกูล

            ขจรศึกษา เรียนรู้วิชาด้วยตัวเอง อีกทั้งยังเข้าไปขอเป็นศิษย์อาจารย์ดัง ๆ ในยุคก่อนหลายท่าน ตัวเขาไม่เคยสนใจอยากแก้แค้นแม่เฒ่าบุปผา เพราะได้ข่าวว่าเธอพลาดท่ากับวิชาของปู่จนอาคมเสื่อม และเสียชีวิตนานแล้ว

            กระทั่งเพิ่งรู้ว่าดาวันเป็นทายาทแม่เฒ่าผู้นี้ และภูริชมาขอร้องให้ต่อสู้ จึงคิดมาลองวิชาดูสักครั้ง

            การต่อสู้อันเงียบงัน ชวนกดดันเช่นนี้ ไม่ได้มีแค่ภูริชเป็นผู้ชมคนเดียว



(โปรดติดตามต่อฉบับหน้า)



แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
Facebook! Twitter! Del.icio.us! Free and Open Source Software News Google! Live! Joomla Free PHP