วรรณกรรมนำใจ Lite Literature

เร้น ๔๓


                        
Ren



ชลนิล


(ต่อจากฉบับที่แล้ว)



            ...แม่มีน...ช่วยส้มน้อยด้วย...

            คราวนี้เสียงเรียกจากส้มน้อย ปลุกมีนาจากภาพการรักษาในห้องคนป่วย ให้ไปรู้สึกตัวยังอีกสถานที่หนึ่ง

            ...ครืน...ครืน...คลื่นกระทบฝั่งดังเป็นจังหวะ หยาดน้ำกระเซ็นซัดซ่า ลมบนหน้าผาพัดแรงดังอู้ ๆ เสียงส้มน้อยดังอยู่ในใจ

            มีนายืนอยู่บนหน้าผา เห็นเบื้องหลังส้มน้อย กับหญิงสูงวัยอีกคน เมื่อขยับตัวเดินเข้าหา มองเสี้ยวใบหน้าชัด ๆ จึงจำได้ว่าเป็นคุณหมอเยาวลักษณ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิดาวัน เพิ่งเจอกันตอนงานทำบุญวันเกิดเตวิชย์

            “คุณหมอคะ” มีนาจำได้ว่าสตรีอาวุโสชอบให้เรียกว่า ‘คุณหมอ’ มากกว่า ‘ผู้อำนวยการ’

            เยาวลักษณ์หันกลับมามอง

            “เกิดอะไรขึ้นคะ” มีนาถามต่อเมื่อเห็นส้มน้อยยืนนิ่งเป็นหุ่นไร้วิญญาณ

            “เธอเป็นใคร” เยาวลักษณ์เอ่ยปากคำแรก ถึงไม่คุ้นกับสถานที่นี้ก็พอเดาออกว่าตนเองประสบกับอะไรอยู่

            มีนาขยับจะเข้าไปดูส้มน้อย แต่ชะงักไว้ หันมาตอบคำถามอีกฝ่ายก่อน

            “เอ่อ...” อึกอักไม่แน่ใจควรแนะนำตัวอย่างไร “เราเคยเจอกันวันก่อน ตอนคณะของเตวิชย์มาทำบุญที่บ้านดาวันไงคะ...มีนชื่อมีนา...วันนั้นเป็นพิธีกร คุณหมอเรียกว่ามีนเฉย ๆ ก็ได้ค่ะ”

            นัยน์ตาเยาวลักษณ์ฉายแววเข้าใจ ไม่ซักไซ้ต่อ มีนาคุกเข่าตรงหน้าเด็กหญิง มองเข้าไปในดวงตาว่างเปล่า ไร้วิญญาณอย่างเป็นห่วง

            “ส้มน้อยเป็นอย่างนี้ได้ยังไง...แล้วที่นี่เป็นที่ไหนคะ” มีนาเผลอหลุดปากด้วยความกังวล เป็นห่วง

            “เธอรู้จักส้มน้อยด้วยหรือ?” เยาวลักษณ์ขมวดคิ้วสงสัย

            มีนาอึดอัด ไม่ตอบ ไม่รู้ควรอธิบายอย่างไร

            “มีนา...” เยาวลักษณ์ทวนชื่ออย่างครุ่นคิด แล้วความทรงจำก็แว่บเข้ามา “อ๋อ...จำได้ล่ะ...มีนา...ผู้หญิงขับรถสีแดงที่ช่วยส้มน้อยไปจากคลินิกชวนพิศ”

            ภูริชเคยเอ่ยชื่อ ‘มีนา’...หญิงสาวที่ช่วย ‘อวัยวะสำรอง’ หนีจากการไล่ล่าของทีม Killer ในการประชุมเปิดตัวครั้งแรก

            นึกไม่ถึง ผู้หญิงคนนั้นจะมาอยู่ที่เดียวกับเธอเวลานี้

            “ใช่ค่ะ” มีนาโล่งใจ ไม่ต้องเสียเวลาอธิบาย “คุณหมอบอกได้มั้ยคะว่าที่นี่คือที่ไหน ทำไมส้มน้อยกลายเป็นแบบนี้”

            เยาวลักษณ์เหลือบมองเด็กหญิงข้างกาย แววตากรุณาสงสาร ถอนใจเบา ๆ

            “ที่นี่น่าจะเป็น ‘กรงขัง’ ของคุณท่าน ฉันกับส้มน้อยถูก ‘สะกด’ ส่งมาเก็บไว้ แต่ส้มน้อยน่าจะโดนอำนาจสะกดลึกกว่า เลยมีสภาพแบบที่เห็น”

            “เราจะปลุกส้มน้อยได้มั้ยคะ”

            “ฉันไม่รู้” เยาวลักษณ์ตอบตามจริง “นี่เป็นวิชาที่คุณท่านไม่เคยบันทึกเอาไว้”

            “แล้วคุณย่าดาวันจะจัดการยังไงกับพวกเรา” มีนากังวล

            เยาวลักษณ์ชะงัก มองหญิงสาวอย่างแปลกใจ...มั่นใจว่าตนไม่ได้เอ่ยชื่อผู้มีพระคุณสักคำ

            “เธอรู้ได้ยังไงว่า ‘คุณท่าน’ เป็นใคร?”

            มีนาถอนใจยาว มือลูบใบหน้าส้มน้อยด้วยความอ่อนโยน

            “มีนยังรู้เรื่องอะไรอีกเยอะเลยค่ะ...คุณหมอ” หญิงสาวลุกขึ้นเผชิญหน้าตอบ

            เยาวลักษณ์รู้สึกว่าต้องประเมินหญิงสาวใหม่ นึกทบทวนข้อมูลเกี่ยวกับคนที่ช่วยส้มน้อยจากทีม Killer อีกครั้ง

            การที่ผู้หญิงคนนี้เข้ามาใน ‘กรงขัง’ ได้ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

            เมื่อเข้ามาได้ย่อมมีหนทางออกไป อีกทั้งอาจช่วย ‘ปลุก’ ส้มน้อยจากการสะกด มีวิธีทลายกรงขัง พาเธอออกจากการจองจำนี้ได้เช่นกัน



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            ห้องปิดทึบสี่ด้าน ไม่มีประตูกล ทางลับ หนทางออกจากห้องนี้มีเส้นเดียว คือตรงช่องระบายอากาศ ซึ่งขณะนี้เต็มไปด้วยละอองขาว ควันพิษไม่รู้จักชื่อ

            ถ้าอยู่ภายในห้อง ควันกระจายบาง ๆ ใช้หน้ากากผ้าปิดไว้ยังพอป้องกันพิษเข้าทางเดินหายใจได้ หากขึ้นไปบนช่องระบายอากาศ พยายามคลานหนี โอกาสที่ละอองพิษจะแทรกซึมย่อมสูงกว่าหลายเท่า

            ดาวันจงใจปล่อยควันพิษผ่านช่องระบายอากาศ เพื่อปิดทางหนีเดียวของสองหนุ่ม

            ธันวา ภูริชเงยหน้ามองทางรอดเดียวด้านบน แล้วสบตาเป็นอันเข้าใจกัน

            “กูจะขึ้นไปเอง” ธันวาบอกก่อนหยิบยาลูกกลอนอีกเม็ดใส่ปาก

            ภูริชย่อตัวลงให้เพื่อนปีนขึ้นไปดึงตะแกรงตรงช่องระบายอากาศ เพื่อมุดออกไปโดยไม่จำเป็นต้องนัดแนะ

            เมื่อธันวามุดขึ้นไปบนช่องระบายอากาศได้ สายตามองเห็น ‘บางสิ่ง’ เกิดชะงักงันชั่วขณะ เป็นจังหวะที่ภูริชส่งเสียงเรียก จึงละสายตามองลงข้างล่างแทน

            “เฮ้ย...ไอ้ธัน มึงดูดี ๆ นะ ช่องระบายอากาศมันไปได้หลายทาง ถ้าคิดว่าตามละอองพิษย่ากูไปแล้วจะเจอทางออก มันอาจเป็นกลลวงที่ย่ากูวางไว้” ภูริชรีบเตือน ด้วยรู้นิสัยย่าตนเองดี

            “เออ...ไม่ต้องห่วง กูไปถูกทางแน่ ๆ” ธันวาบอกแค่นั้น

            ภูริชขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจ เหตุใดเพื่อนจึงเกิดความมั่นใจขนาดนี้

            ธันวาคลานเข้าไปในช่องระบายอากาศ ละอองขาวติดค้างตามเส้นทาง เหมือนเป็นป้ายบอกทางออก พอถึงจุดทางแยกที่ต้องเลือกว่าจะเลี้ยวซ้ายหรือขวา เขากลับเลือกไปในอีกทิศทางที่ไม่มีร่องรอยละอองยาพิษด้วยความมั่นใจ

            สิ่งที่ชายหนุ่มใช้เป็น ‘เส้นนำทาง’ ไม่ใช่ร่องรอยละอองยาของดาวัน แต่เป็นเงาสีเทาราง ๆ ที่ปรากฏให้เห็นตั้งแต่แรกที่มุดขึ้นมาในช่องระบายอากาศนี้

            ‘ปกป้อง’ ยังทำหน้าที่องครักษ์พิทักษ์ส้มน้อยเต็มที่เท่าที่ทำได้ ต่อให้ไม่อาจขัดขวางอำนาจสะกดดาวัน ก็ยังพยายามคลานนำทางธันวาออกจากห้องลับนั้น โดยเร็ว ลัดสั้นที่สุด เพื่อช่วยส้มน้อย



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            ตำรวจต้องการมาตรวจสอบเรือนเพาะชำกระจกเป็นแห่งแรก!

            หัวหน้าทีมเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ยศระดับนายพล ที่เหลือเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบ กระจายกำลังทำหน้าที่ตรวจค้นเคร่งครัด

            นายตำรวจที่ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับ ‘คุณเลขาฯ’ แต่งกายนอกเครื่องแบบ อยู่ในวัยใกล้สี่สิบ ป้ายที่ห้อยคอเขียนชื่อ-ยศว่า ‘พ.ต.ท.ธงรบ’

            ดาวันใส่ใจนายตำรวจคนนี้เป็นพิเศษ ลักษณะท่าทางเขารู้จักสถานที่ต่าง ๆ ในมูลนิธิดาวันอย่างละเอียด เหมือนทำการบ้านมาดี

            พอเข้ามาในเรือนเพาะชำกระจก ใช้เวลาเดินสำรวจไม่นาน ก็พบประตูบานหนึ่ง ซึ่งซ่อนอยู่หลังไม้พุ่มทรงสูง ปกปิดสายตาคนทั่วไป

            “ข้างในเป็นห้องอะไรครับ” เขาหันมาถาม ‘เลขา’ กำมะลอ

            “ห้องเพาะชำต้นไม้ค่ะ” ดาวันตอบสีหน้าปกติ

            “ขออนุญาตเข้าไปนะครับ” นายตำรวจขออนุญาตเป็นมารยาทเท่านั้นเอง

            ดาวันยิ้มโดยไม่ปฏิเสธ

            ธงรบเปิดประตูพร้อมนำตำรวจอีกสามนายเดินเข้าไปข้างใน

            สีหน้าภายนอกดาวันยิ้มแย้ม แจ่มใส ทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดี ในใจกลับร้อนรุ่ม ขัดเคือง

            ประตู ‘ลับ’ บานนี้ถูกพบเห็นง่ายเกินไป ราวกับตำรวจนายนี้รู้ที่ซ่อนดีอยู่แล้ว

            ดาวันตรวจสอบหลักฐานที่มาโนชนำติดตัวขึ้นเครื่องบิน ในนั้นมีคลิปแอบถ่ายประตูลับ ทางเข้าสถานที่เก็บอาวุธ ยาเสพติด จนถึงภายในคลังอย่างละเอียด

            การที่ตำรวจเจาะจงตรวจสอบเรือนเพาะชำกระจกเป็นแห่งแรก อีกทั้งค้นเจอประตูลับง่ายดาย ย่อมยืนยันชัดเจน...หลักฐานสำรองที่มาโนชซ่อนไว้ อยู่ในมือตำรวจหมดแล้ว



            ธงรบเปิดประตู พบบันไดทางลงชั้นล่าง ไม่ค่อยสว่างนัก จึงฉายไฟกราดนำทางไปก่อน จากนั้นนำทีมตำรวจสามนายเดินลงไปจนพบประตูอีกบานด้านล่าง มั่นใจว่าต้องเป็นคลังอาวุธ ยาเสพติดอย่างเคยเห็นในคลิป

            มือจับบานล็อค คิดว่ามันคงติด เปิดไม่ออก ที่ไหนได้มันกลับสะดวก เปิดเข้าไปด้านในง่ายดาย

            ห้องกว้างขวาง อากาศปลอดโปร่ง แสงสว่างจากหลอดไฟภายในกระจายทั่ว...แต่...ไม่มีอาวุธสงคราม ยาเสพติดอย่างเคยเห็นในคลิป

            ที่นี่ใช้เพาะพันธ์ต้นไม้จริง ๆ ห้องกว้าง สูง ระบบถ่ายเทอากาศเป็นเยี่ยม แปลงเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพาะพันธ์ต้นไม้หายากให้โตโดยไม่ใช้ดินเรียงรายเป็นแถว ยาวสุดปลายห้อง

            ทั้งห้องควบคุมแสงสว่าง การให้น้ำอย่างพอเหมาะ อากาศไหลเวียนดี เหมาะแก่การใช้สถานที่เป็นแปลงทดลองจริง ๆ

            “สนใจดูพันธ์ไม้หายากที่เราเพาะเนื้อเยื่อไว้มั้ยคะ” ดาวันถามแกมประชด

            สีหน้าธงรบฉายรอยผิดหวังเล็กน้อย สายตามองบานประตูที่อยู่ปลายห้อง แล้วหันมาถาม

            “ประตูที่อยู่ตรงนั้น จะพาเราไปไหนต่อได้อีกครับ”

            “อ๋อ...นั่นเป็นทางออก ไปเรือนเพาะชำกระจกอีกหลังค่ะ คุณตำรวจจะลองเดินออกไปสำรวจดูมั้ยคะ” คำพูดนั้นแฝงวาจาท้าทาย

            “แหม...ที่นี่มีโครงข่ายใต้ดินเชื่อมโยงถึงกันดีนะครับ...แต่ใช้แค่เพาะเลี้ยงต้นไม้อย่างเดียวจริงหรือ?” ธงรบแกล้งถาม

            ดาวันไม่ตอบวาจา ผายมือเป็นการเชิญชวนให้นายตำรวจพาลูกน้องออกไปพิสูจน์เอง

            ธงรบกำลังจะเดินออกไปสำรวจเส้นทางตามกิริยาท้าทาย โทรศัพท์ก็สั่น มีข้อความส่งมาถึง...

            เขาหยิบขึ้นมาอ่าน ถอนใจเบา ๆ แล้วยิ้มให้เจ้าของสถานที่

            “ผมขอตัวเดี๋ยวนะครับ”

            พูดจบก็พาพรรคพวกกลับขึ้นไปทางเดิม

            ดาวันยิ้มหยัน มองรอบห้องลับนี้อย่างพอใจ...ไม่น่าเชื่อ ทีม Killer ของโชติจะเปลี่ยนคลังอาวุธให้กลายเป็นศูนย์เพาะพันธ์พืชได้ภายในคืนเดียว

            ถ้านายตำรวจธงรบออกไปตรวจสอบเส้นทางหลังประตูบานนั้น ก็จะพบเรือนเพาะชำอีกหลังจริง ๆ เพราะประตูทางออกที่พาไปสู่เส้นทางขนส่งด้านนอก ถูกปิดอำพรางชั่วคราวแล้ว

            ดาวันเดินตามพวกตำรวจอย่างใจเย็น อยากรู้ว่าคนพวกนี้จะพบหลักฐานอะไรในอาณาจักรเธอได้อีก

            ‘ของผิดกฎหมาย’ ทุกอย่างในคลิปวิดีโอ ภาพถ่ายซึ่งมาโนชแอบบันทึกไว้ ถูกยักย้ายออกไปจนหมดแล้ว ต่อให้ตำรวจยกทีมมาเป็นร้อย พลิกทั่วอาณาจักรดาวัน ก็ไม่มีทางหาเจอ



            ขึ้นมาด้านบน ภายในเรือนกระจกยังสงบราบเรียบ ไม่มีตำรวจรายใดพบสิ่งของผิดกฎหมาย นายตำรวจธงรบเดินไปกระซิบข้อความบางอย่างกับหัวหน้าทีม

            ไม่นาน หัวหน้าทีมตำรวจเดินเข้ามาหาดาวัน

            “คุณเลขาครับ...” เริ่มต้นสุภาพ “พอจะติดต่อ ผอ.เยาวลักษณ์ได้หรือยัง”

            “ยังค่ะ...อย่างที่ดิฉันเรียนให้ทราบว่าเธออยู่ต่างจังหวัด ไม่มีสัญญาณ คิดว่าภายในวันนี้ก็คงติดต่อไม่ได้เหมือนเดิม” น้ำเสียงพยายามสะกดอารมณ์ฉุนเฉียว

            “ถ้าอย่างนั้น ผมขอพบคุณดาวัน เจ้าของสถานที่นี้ได้มั้ยครับ”

            ดวงตา ‘คุณเลขาฯ’ ฉายแวววับ

            “ดิฉันบอกแล้วว่าท่านไม่แข็งแรง อยู่ห้องปลอดเชื้อ ไม่สะดวกรับรองแขก”

            “ยังไงผมต้องขอพบคุณดาวันทันที เพราะมีเรื่องสำคัญต้องแจ้งให้ทราบ” ผู้นำทีมพูดอย่างใจเย็น

            “เรื่องสำคัญอะไรคะ” ดาวันขมวดคิ้วสงสัย

            “ขณะนี้ทางตำรวจ ทหารได้พบการซ่องสุมอาวุธสงคราม ยาเสพติด ที่ถ้ำกระซิบ ใกล้กับ ‘บ้านดาวันน้อย’ สาขาบ้านดาวันจังหวัดชายแดน...เราจึงขอสอบปากคำคุณดาวัน หรือ ผอ.เยาวลักษณ์คนใดคนหนึ่งก็ได้ครับ”

            “สอบปากคำทำไมคะ เราไม่เกี่ยวอะไรด้วย” ดาวันตอบเสียงเกรี้ยวโดยควบคุมอารมณ์ไม่ทัน

            “ถ้ำกระซิบ เป็นพื้นที่ในเขตของบ้านดาวันน้อย ตามปกติแล้วคนนอกเข้าไปไม่ได้ เราจึงต้องการสอบปากคำเจ้าของสถานที่...ว่าคุณดาวัน หรือ ผอ.เยาวลักษณ์มีส่วนรู้เห็นหรือไม่”

            คำพูดนี้ทำดาวันนิ่งงัน คาดไม่ถึง เธอสั่งให้โชติรีบย้าย ‘ของผิดกฎหมาย’ ทั้งหมดไปยังถ้ำกระซิบ ซึ่งเป็นสถานที่ลึกลับอยู่ในเขตบ้านดาวันน้อยจังหวัดชายแดน ตั้งแต่เมื่อคืน...เหตุใดตำรวจ ทหารจึงตามไปพบรวดเร็วขนาดนี้

            เธอมั่นใจอย่างยิ่งว่าข้อมูลหลักฐานทั้งหมดที่มาโนชเก็บไว้ ไม่มีการกล่าวถึง ‘ถ้ำกระซิบ’ เลย ตำรวจรู้จักมันได้อย่างไร

            สุดท้ายสะดุดใจ...นึกได้...การที่ตำรวจใช้หมายค้นมาที่มูลนิธิดาวัน เป็นแค่แผนลวง กำลังตำรวจทหารแท้จริง กลับซุ่มดัก แกะรอยทีม Killer ไปจนถึงถ้ำกระซิบ

            ข้อสงสัยสำคัญสองอย่าง

            หนึ่ง...แผนการย้ายของผิดกฎหมายเป็นความลับสุดยอด กระทำโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า มีคนรู้แค่เธอกับโชติเท่านั้น ทำไมตำรวจสามารถแกะรอยตามถูก

            สอง...เมื่อถูกตำรวจทหารจับได้แบบนี้ ทำไมโชติไม่รีบรายงานให้รู้ตั้งแต่แรก

            สถานการณ์ทางนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่?



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            ที่จังหวัดชายแดน

            ...ก่อนธงรบได้รับข้อความสำคัญ...

            พฤกษ์ ปฐวีแบ่งกำลังตำรวจเป็นสองชุด ชุดแรกขอกำลังทหารสนับสนุนตามไปซุ่มดัก โอบล้อมบริเวณนอกถ้ำกระซิบอย่างเงียบเชียบ ระมัดระวัง อีกชุดรอด้านนอกบ้านดาวันน้อย โดยทั้งสองแยกกันกำกับดูแลด้วยตนเอง

            พฤกษ์ ควบคุมชุดถ้ำกระซิบ ปฐวี ดูแลเฝ้าระวังนอกบ้านดาวันน้อย

            สองนายตำรวจใหญ่ได้รับข้อความจากบิดาตน ซึ่งส่งผ่านธงรบมาให้ตั้งแต่เมื่อคืน

            ของกลางถูกย้ายไปอีกแห่ง...วางแผนจับกุมให้ดี

            ข้อความถูกส่งมาพร้อมแผนที่ โลเคชั่นบ้านดาวันน้อย และถ้ำกระซิบอย่างละเอียด ชัดเจน

            ทั้งสองไม่สงสัย...บิดารู้ได้อย่างไร...ต่างเข้าใจและร่วมมือกันวางแผนอย่างรัดกุม

            ตำรวจวาง ‘สาย’ รอบมูลนิธิดาวันอยู่แล้ว พอได้รับคำสั่งจากพฤกษ์ให้คอยจับตาดูเป็นพิเศษ ก็พบการลักลอบขนย้าย ‘ของกลาง’ ออกไปหลายเส้นทาง อย่างแนบเนียน เงียบเชียบแทบสังเกตไม่ออก

            นายตำรวจใหญ่สั่งลูกน้องฝ่ายตนนิ่งไว้ ห้ามแสดงพิรุธ ปล่อยให้การ ‘ขนส่ง’ เป็นไปตามปกติ

            คนเหล่านั้นแยกย้ายขนถ่ายสินค้าหลายเส้นทาง มีวิธีลักลอบผ่านด่านตรวจแยบคาย ไร้พิรุธ กระจายเดินทางเป็นวงกว้าง ก่อนวกมุ่งหน้าสู่จุดหมายเดียวกันอย่างชำนาญ

            ‘สาย’ ที่ลอบติดตามเป็นระยะรายงานว่า ‘ของกลาง’ ทั้งหมดรวมอยู่ในถ้ำกระซิบ จัดวางเวรยามเข้มงวด ตัวมาเฟียโชติเป็นผู้นำทีม ดูแลความเรียบร้อยเอง

            บริเวณในถ้ำ และโดยรอบถ้ำกระซิบไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ทุกค่าย โชติจึงกลับมาพัก เพื่อส่งข่าวที่บ้านดาวันน้อย รอรับคำสั่งต่อไปจาก ‘คุณท่าน’ เจ้านายใหญ่ตัวจริง

            พฤกษ์ระดมกำลังตำรวจ ทหารไปซุ่มล้อม ด้านนอกถ้ำกระซิบอย่างปกปิด เป็นความลับ โดยเวรยามฝ่ายตรงข้ามไม่ระแคะระคาย สังเกตเห็น

            ปฐวีพร้อมตำรวจอีกห้านาย รออยู่ด้านนอกบ้านดาวันน้อย

            สองกลุ่มนี้กำลังรอให้ทีมตำรวจที่กรุงเทพฯ นำหมายค้นเข้าตรวจสอบมูลนิธิดาวันก่อน จึงเคลื่อนพล จู่โจม

            ทันทีที่ดาวันปรากฏตัว ยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจค้นมูลนิธิ ธงรบก็ส่งข้อความบอกปฐวีทันที

            เมื่อปฐวีได้รับข่าวจากทางมูลนิธิดาวัน ก็พาลูกทีมเข้าไปในบ้านดาวันน้อย พร้อมกับส่งข่าวผ่านวิทยุสื่อสาร ให้กับพฤกษ์ ซึ่งรออยู่นอกถ้ำกระซิบ

            ชุดหนึ่งเข้าที่หมายแล้ว...ชุดสองปฏิบัติการได้

            เมื่อทีมตำรวจเข้าตรวจค้นมูลนิธิดาวัน ปฐวีก็นำกำลังตำรวจเข้าไปหาโชติที่บ้านดาวันน้อย จากนั้นพฤกษ์จึงนำกำลังตำรวจ ทหารบุกถ้ำกระซิบ เพื่อเข้าจับกุม ยึดของกลางที่เพิ่งโยกย้ายมาถึงไม่นาน...

            สามทีมทำงานตามแผนตรงกำหนดเวลา...ไม่คลาดเคลื่อน...



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            ตำรวจ ทหารวางกำลังปิดล้อมถ้ำกระซิบ ‘สาย’ ลอบไปตรวจสอบ พร้อมกลับมารายงานสถานการณ์ฝ่ายตรงข้ามอย่างละเอียด

            พฤกษ์รับฟังรายงานจบ มองภาพรวมสถานการณ์ออก พอได้รับข้อความทางวิทยุจากปฐวีก็ส่งกำลังบุกจู่โจมทันที ไม่ยอมให้อีกฝ่ายทันตั้งตัว หลบหนี เกิดการปะทะต่อสู้อย่างเลี่ยงไม่ได้

            เนื่องจากบริเวณภายใน และรอบถ้ำไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ วิทยุสื่อสารก็โดนทำลาย กลุ่มเฝ้าระวัง ‘สินค้า’ จึงไม่อาจส่งข่าวบอกโชติ และดาวันได้ หนำซ้ำถูกจู่โจม บุกจับแบบไม่ทันตั้งตัว สัญชาตญาณเอาตัวรอดจึงสั่งให้ต่อสู้ก่อน เพราะ ‘หลักฐาน’ มัดตัวขนาดนี้ ยังไงก็เลี่ยงไม่พ้น

            ปัง...ปัง...เปรี้ยง...เปรี้ยง...เสียงปืนต่อสู้กันดังสนั่น ฝุ่นควันตลบคละคลุ้ง กลุ่มผู้ร้ายสู้พลางพยายามหนีออกทางด้านหลังถ้ำ แต่ฝ่ายตำรวจทหารก็คอยซุ่มดัก ตลบหลังอย่างรู้เท่าทัน

            การต่อสู้ครั้งนี้คาดเดาผลไม่ยากเลย



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            เสียงปืนจากการต่อสู้ดังมาถึงบ้านดาวันน้อย

            โชติเพิ่งวางโทรศัพท์จาก ‘สาย’ ทางกรุงเทพฯ กำลังชั่งน้ำหนักในใจ ควรจัดการเรื่องเหล่านี้อย่างไร เสียงปืนก็ดังกระทบหู ลุกขึ้นมองออกไปนอกหน้าต่างยังไม่เห็นอะไรชัดเจน

            พอหันกลับมา พบนายตำรวจระดับสูงเดินเข้ามาในห้องพร้อมลูกน้องอีกห้านาย

            โทสะ ความคิดอยากต่อสู้เอาตัวรอดเกิดขึ้นแค่แวบเดียวแล้วสงบลง

            ‘ข่าว’ ที่ได้รับ เสียงปืนที่ได้ยิน และนายตำรวจระดับสูงที่ยืนต่อหน้าเป็นเครื่องยืนยันแล้วว่า...ฝ่ายกฎหมายดำเนินแผนรัดกุมแค่ไหน ปิดหนทางรอดทุกด้านจนยากกระดิกตัว

            บ้านดาวันน้อยแห่งนี้ ไม่ใช่ใครก็เดินเข้า-ออกง่าย ๆ นายตำรวจใหญ่กลับนำกำลังเดินเข้ามาเงียบ ๆ โดยไม่มีลูกน้องเขา หรือเจ้าหน้าที่บ้านดาวันน้อยคนใดกล้าเข้ามารายงานก่อนเลย

            เท่านี้ก็บอกได้แล้วว่า...ใครถือไพ่เหนือกว่า

            “สวัสดีครับ...คุณโชติ” ปฐวีเอ่ยทักเสียงสุภาพ

            “สวัสดีเช่นกัน...ท่านปฐวี...เชิญนั่งสิครับ” โชติทักทายพร้อมเชื้อเชิญ

            นายตำรวจระดับสูงท่านนี้ ตนเองเคยได้ยินชื่อเสียงมานาน ตำแหน่งปัจจุบัน เป็นรองแค่ ผบ.สำนักงานตำรวจฯเท่านั้น

            “ผมมีเรื่องอยากคุยด้วย” ปฐวีนั่งลง เอ่ยด้วยสีหน้าเป็นมิตร

            “ท่านมีเรื่องอะไรจะ ‘ตกลง’ กับผมหรือ?” โชติดักคออย่างรู้ทัน

            พฤกษ์ ปฐวีอดีตคู่หูมือปราบชื่อเสียงโด่งดังตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม มีความแตกต่างกันบางเรื่อง...พฤกษ์มักออกหน้าลุยก่อน พูดน้อย ใจร้อนกว่า ขณะที่ปฐวีใจเย็น บู๊ได้ ลุยได้ และเชี่ยวชาญการ ‘เจรจา’ มากกว่าเพื่อนคู่หู

            การส่งพฤกษ์เป็นผู้นำทีมบุกจับ ยึดของกลาง และให้ปฐวี เผชิญหน้าโชติเพื่อเจรจาต่อรอง จึงเป็นการวางแผนเหมาะสมอย่างยิ่ง

            “ผมน่าจะเป็นฝ่ายถามคุณโชติมากกว่า...ว่า...คุณอยากให้ช่วยอะไรบ้าง ถ้าเราต้องการให้คุณร่วมมือด้วย?”

            การเจรจาเริ่มต้นขึ้นแล้ว...และการที่โชติไม่โทรศัพท์ หรือแจ้งเหตุการณ์ทางนี้แก่ดาวัน ย่อมเป็นการแสดงออกชัดเจนแล้วว่า...

            การเจรจาครั้งนี้มีผลอย่างไร!



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            จี้ห้อยคอส้มน้อยเป็นเครื่องส่งสัญญาณ ตำรวจตามจนพบเฮลิคอปเตอร์จอดบนยอดตึก W.คอร์ป ส่วนตัวเด็กหญิงถูกนำไปบ้านดาวัน

            สายสืบนายหนึ่งลอบติดตามจนเข้าไปถึงบ้านดาวัน เห็นเด็กถูกส่งต่อให้ ผอ.เยาวลักษณ์

            เมื่อรายงานขึ้นไป และรอรับคำสั่งว่าจะให้ปฏิบัติงานต่ออย่างไร...คำตอบจาก ‘เบื้องบน’ สั่งลงมาให้คอยเฝ้าดูอย่างเดียว ถ้าเกิดเหตุที่จะเป็นอันตรายต่อเด็กค่อยเข้าไปช่วยเหลือ

            สายสืบรายนั้นซุ่มรออยู่หน้าตึกนอน จนตอนสาย ๆ จึงเห็นเด็กออกมารับประทานอาหารอย่างปลอดภัยพร้อม ผอ.เยาวลักษณ์

            เสร็จจากส่งรายงาน เขาได้รับคำสั่งให้ลอบออกจากบ้านดาวัน เพื่อส่งมอบหน้าที่ต่อ ‘ทีมนิรนาม’ ซึ่งตนไม่เคยเห็นหน้าตา

            หัวหน้าทีมเป็นชายสูงวัย หน้าดุ หนวดเฟิ้ม ลูกทีมเรียกเขาว่า ‘ลุงชาติ’

            ชาติพร้อมด้วยลูกทีมรับหน้าที่ติดตามสัญญาณส้มน้อยต่อ

            ขณะที่ธันวาลอบเข้าไปในเขตมูลนิธิดาวัน ทีมของชาติก็คอยเฝ้าระวังตรงปากทางออกเส้นทางลับ ซึ่งเผด็จ คงคาระบุตำแหน่งเอาไว้

            นอกจากระบุตำแหน่งทางออก สองผู้เฒ่ายังวาดแผนผังเส้นทางลับด้านในอย่างละเอียดให้ชาติดูจนเข้าใจ พร้อมออกคำสั่งว่า เมื่อใดธันวาช่วยส้มน้อยสำเร็จ จะส่งข้อความมาบอก...ให้เข้าไปรับตัว

            ‘ทีมนิรนาม’ ต้องใช้เส้นทางลับนี้ ลอบเข้าไปด้านใน อาศัยเครื่องส่งสัญญาณจากจี้ส้มน้อยเป็นตัวบอกทิศทาง เข้าไปรับตัวเด็กหญิงออกมาอย่างปลอดภัย

            แผนการวางไว้เช่นนี้ เหลือแค่รอเวลาธันวาทำหน้าที่สำเร็จ ส่งสัญญาณเรียกขอความช่วยเหลือเท่านั้น



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            ปกป้องนำทางธันวาออกมายังห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่ง แง้มประตูจรดฝีเท้าแผ่วเบา มุ่งหน้าไปทาง ‘ห้องขัง’ อย่างระมัดระวัง

            เงาสีเทาของวิญญาณเด็กชายปรากฏเดี๋ยวชัดเดี๋ยวเลือนรางเป็นระยะ พามาถึงมุมเสาต้นหนึ่งก็หายลับต่อหน้าต่อตา

            ธันวาสะดุดใจ ค่อยย่องด้วยปลายเท้าจนไม่เกิดเสียงผิดปกติมาจนถึงมุมเสานั้น สอดสายตามองออกไปพบเบื้องหลังหญิงสาวคนหนึ่งยืนกอดอกเฝ้าอยู่หน้าห้อง ลักษณะเหมือนได้รับคำสั่งให้เป็นยามเฝ้านักโทษชั่วคราว

            แสดงว่าทีมตำรวจนำหมายค้นเข้ามาแล้ว ดาวันต้องรีบออกไปรับหน้า แล้วสั่งลูกน้องให้คอยดูว่านักโทษจะหนีออกมาได้หรือไม่

            ชายหนุ่มสังเกตรูปร่าง ลักษณะ เสื้อผ้าที่สวมก็จำได้ว่าคือ ‘เมวดี’ หญิงสาวที่พาเขามาพบดาวัน เท่าที่รู้ข้อมูลคร่าว ๆ เธอน่าจะเป็น ‘มือสังหาร’ คนสนิทดาวัน ไม่เช่นนั้นคงไม่รู้จักวิธีใช้ควันชาสั่งจิตจัดการกับเขาในเรือนเพาะชำกระจก

            ธันวาพิจารณาดูแล้ว...ถ้าจะช่วยเชลยในห้อง ต้องจัดการบุคคลหน้าห้องนี้ก่อน

            การจะลอบเข้าไปจัดการ ‘ผู้คุมสาว’ คนนี้ให้สลบเหมือดคามือ มันไม่ใช่เรื่องยากสักนิด แต่เขาถูกเลี้ยงมาอย่างให้เกียรติผู้หญิง จึงไม่สมัครใจลงมือทำร้ายเพศแม่รุนแรงถึงขั้นสลบได้...ต่อให้เธอเป็นมือสังหารก็ตาม

            ขณะลังเลใจ ไม่รู้ควรทำอย่างไร ก็มองเห็นเงาเลือน ๆ ของดอกแก้วปรากฏขึ้นต่อหน้าเมวดี อากาศเยือกเย็นแผ่ออกมาจากบริเวณนั้นจนรู้สึกได้ชัด



(โปรดติดตามต่อฉบับหน้า)



แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
Facebook! Twitter! Del.icio.us! Free and Open Source Software News Google! Live! Joomla Free PHP