วรรณกรรมนำใจ Lite Literature
เร้น ๔๐

ชลนิล
(ต่อจากฉบับที่แล้ว)
ธงรบขับรถมาส่งธันวาตรงบริเวณริมกำแพงมูลนิธิดาวันตอนสาย ชายหนุ่มได้นอนหลับเต็มอิ่มมาบนรถตลอดสามชั่วโมง สติสัมปชัญญะแจ่มใส พร้อมบุกเข้าไปภายในอย่างไม่เกรง
นายตำรวจขับรถจากไปปฏิบัติหน้าที่ตามแผนการ ธันวายืนมองริมกำแพง...เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นดวงวิญญาณเด็กชายปกป้อง สื่อสารกันด้วยความเข้าใจโดยไม่ต้องผ่านมีนา
“ส้มน้อยปลอดภัย กำลังนอนอยู่ในห้องพี่เลี้ยงบ้านดาวัน” คำรายงานจากเด็กชายกระจ่าง ชัดเจน
“เราจะไปหาดอกหญ้าแปดกลีบได้จากที่ไหน” ธันวาส่งคำถามกลับไป
“ต้องให้พี่ดอกแก้วช่วย” ปกป้องบอกเช่นนี้
ธันวาเสียวสันหลังเล็ก ๆ นอกจากจะต้องเจอ ‘ผี’ เด็กชาย ยังต้องเจอวิญญาณหญิงสาวผู้ซ่อนหลักฐานสำคัญ และอาจต้องพบดวงวิญญาณอื่นอีก
“งั้นพาฉันไปหาดอกแก้วเดี๋ยวนี้เลย”
- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -
ใต้ต้นตะแบก หนึ่งมนุษย์ สองดวงวิญญาณยืนอยู่ในบริเวณเดียวกัน
ดวงวิญญาณดอกแก้วอยู่ตรงหน้า รับฟังวาจาจากเขาชัดเจน
“ฉันอยากให้เธอช่วย” ธันวาพูดย้ำ
“คุณจะให้ฉันช่วยอะไร” คำถามย้อนกลับมา
“ผมต้องการดอกหญ้าแปดกลีบ คุณพาผมไปเก็บมันได้มั้ย”
วิญญาณดวงนั้นนิ่งอั้นครู่หนึ่ง ดวงตาอ่อนโรยแทบหรี่แสง
“มันอยู่ในสถานที่ควบคุมเข้มงวด เข้าไปเอายากมาก ออกมายิ่งยากกว่า”
“คุณแค่พาผมไปที่นั่น ส่วนที่เหลือผมจัดการเอง”
หญิงสาวพยักหน้าช้า ๆ คล้ายรับรู้ว่าชายคนนี้มีความสามารถเพียงพอ
“ได้...ฉันจะช่วยคุณ”
ธันวาถอนใจ ในที่สุดก็หาผู้ช่วยได้สำเร็จ แม้ว่าหลังจากนี้ต้องอาศัยฝีมือตนเองล้วน ๆ ก็ตาม
- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -
ดอกแก้วพาลัดเลาะผ่านแนวต้นไม้ เส้นทางภายในมาถึงเขตเรือนเพาะชำอย่างรวดเร็ว ส่วนปกป้องหายตัวไปตั้งแต่เขาสนทนากับดวงวิญญาณหญิงสาวจบ
ด้านนอกเรือนเพาะชำกระจกปลูกต้นไม้ใหญ่เป็นระยะ ตัวเรือนหลายหลังเรียงยาวเป็นระเบียบ บางหลังเก่าแก่ ไม่ได้ใช้งานมานาน ต้นไม้รกเรื้อ ดูร้างวังเวงน่ากลัว
ความทรงจำธันวาย้อนทวน ตอนมาคราวก่อน ระหว่างขับรถหาเรือนเพาะชำกระจกตามรูป จิตใจปะทะกลุ่มพลังงานแปลกปลอมจนต้องหยุดรถ ภาพในหัวเหมือนเห็นหญิงสาวคนหนึ่งโบกมือเรียก
หญิงสาวคนนั้นดูคล้ายดวงวิญญาณดอกแก้วที่เดินนำหน้า แอบสูดลมหายใจลึก ๆ
...นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ดอกแก้วช่วยเหลือเขา...
...ดวงวิญญาณที่นี่ ต้องการให้มีใครสักคนมาช่วยเหลือ เปิดเผยความลับมูลนิธิดาวันอยู่แล้ว...
ใกล้เรือนเพาะชำเป้าหมายเรื่อย ๆ พอถึงระยะหนึ่งดอกแก้วก็หยุดชะงัก หันมาบอกเขา
“ข้างหน้ามีเวรยาม ตามต้นไม้และเรือนเพาะชำจะติดกล้องวงจรปิด”
ธันวาพยักหน้า ไม่กล้าเคลื่อนไหวโดยพลการ จำได้ว่าครั้งก่อนที่นี่ก็มีหมาดุคอยเฝ้าระวังเหมือนกัน
บรรยากาศรอบกายเงียบงัน เสียงแมลงตามพงหญ้าส่งเสียงดังมาแว่ว ๆ ชายหนุ่มสัมผัสกระแสพลังงานหม่นซึมรายล้อมเข้ามา แล้วสายตาก็มองเห็นสิ่งที่ทำให้ขนลุกซู่
ในเรือนเพาะชำร้าง บนคาคบต้นไม้ใหญ่ กระทั่งริมทางเดินข้างหน้า ล้วนเรียงรายด้วยดวงวิญญาณชายหญิงนับสิบมองมาเป็นตาเดียว ชวนให้เกิดอาการตะครั่นตะครอในใจ
“พวกเขาเคยเป็นคนงานบ้านดาวัน นักข่าว ตำรวจสายสืบที่แอบเข้ามาล่วงรู้ความลับคุณดาวัน รวมถึงพวกลูกน้องโชติที่ทำความผิด ทุกคนเสียชีวิตเงียบ ๆ หายสาบสูญไร้ร่องรอย ไม่มีใครหาศพเจอมาตลอดหลายสิบปี...”
ดอกแก้วอธิบายด้วยแววตาเศร้าซึม
“พวกเขาถูกฝังอยู่แถวนี้หรือ?” ธันวาถามอย่างอดไม่ได้
“ใช่...เพราะคนภายนอกไม่เคยล่วงล้ำ สำรวจแถวนี้ได้”
“แล้ว...คุณ” ชายหนุ่มหลุดปากถาม
“ศพฉัน...อยู่ใต้ต้นตะแบกนั่น...พวกเขาฝังฉันกลางดึกโดยไม่รู้ว่า หลักฐานสำคัญที่อยากได้นักหนา อยู่ในโพรงไม้ ไม่ไกลจากที่ฝังศพของฉันเลย”
คำบอกเล่าเรียบง่าย ทว่าเยือกเย็นจนธันวาเหน็บหนาวในใจ
...เพราะดอกแก้วอยู่ตรงนั้น เธอจึงปกปิด ไม่ให้ใครหากล่องหลักฐานพบ จนกระทั่งมีนามาถึง...
“พวกเขาต้องการอะไรมั้ย” ธันวาถามด้วยใจเมตตา เข้าใจชัดว่า การมารวมตัวกันขนาดนี้ ย่อมมีจุดประสงค์บางอย่าง
“เขาอยากให้คุณ...พาคนมาขุดศพพวกเขาขึ้นมา บอกให้พวกญาติพี่น้องได้รู้”
ธันวากลืนก้อนแข็ง ๆ ลงลำคอ...นึกถึงตนเอง หากญาติพี่น้องคนสำคัญหายตัวเป็นเป็นสิบปีโดยไม่รู้ข่าวคราว จิตใจจะเป็นห่วงกังวลเพียงใด
ชายหนุ่มมองดวงวิญญาณที่เรียงราย กระจัดกระจายทั่วบริเวณนั้น สัมผัสกระแสใจพวกเขาชัดเจน
ถึงตอนนี้ เข้าใจแล้วว่า เหตุใดมีนาถึงกลัวผี ทั้งที่น่าจะชาชิน เพราะเห็นมาตั้งแต่เล็ก
มันไม่ใช่แค่ความน่ากลัวของรูปร่างหน้าตาอันอมทุกข์ สภาพชวนหดหู่ หม่นซึม แต่บุคคลซึ่งเสียชีวิตด้วยความไม่เต็มใจ มีความขัดเคือง ร้อนรุ่มกระวนกระวาย มีเจตจำนงอยากบอก อยากขอความช่วยเหลืออันอัดแน่น แล้วไม่สามารถบอก ระบายต่อใครได้ จะส่งพลังงานมืดมนออกมา
กระแสใจเหล่านี้ รบกวนจิตใจของพวก ‘เห็นผี’ บางคน จนปลุกความกลัวขึ้นมา ทั้งที่น่าจะชาชิน
ธันวาไม่หวาดกลัวอย่างใด เพราะเขา ‘เข้าใจ’ ฝ่ายตรงข้ามชัดเจน จนจิตเกิดความ ‘เมตตา’ สงสารอยากช่วยเหลือ
เมื่อความเมตตาเกิดขึ้นในใจ ความหวาดกลัวย่อมปลาสนาการสิ้น เหมือนแสงสว่างอันอบอุ่น ขับไล่ความมืดอันเหน็บหนาวออกไป
ชายหนุ่มตอบรับวาจาดอกแก้วด้วยความเต็มใจ
“ครับ...ผมสัญญา เสร็จจากงานนี้ ผมจะทำให้ความต้องการของพวกเขาเป็นจริง!”
สิ้นวาจานั้น เหล่าดวงวิญญาณที่รายล้อมแสดงอาการผ่อนคลาย ยินดีขึ้นมา
“ฉัน...ขอบคุณแทนพวกเขาด้วย” ดอกแก้วบอก
ธันวาพยักหน้ารับ จากนั้นคิดถึงภารกิจเฉพาะหน้า
“แล้วจากนี้...มีคำแนะนำอะไรมั้ย”
“รอเวลาเปลี่ยนเวรก่อน” วิญญาณหญิงสาวบอกแค่นั้น
ชายหนุ่มสงบใจรอ แล้วจู่ ๆ ได้ยินเสียงหอนจากสุนัขไม่ไกลนัก
...บรู๊วววว...
ปฏิกิริยานี้ธันวาไม่แปลกใจ ตอนนี้มีการชุมนุมภูตผีนับสิบ แต่ละรายล้วนมีเจตจำนงแน่วแน่ มีความหวังว่าเขาจะสามารถช่วยให้พ้นจากการเป็น ‘ศพไร้ญาติ’
กระแสความรู้สึกรวมตัวหนาแน่นเช่นนี้ ย่อมกระทบประสาทสัมผัสสุนัขดุ ที่กระจายเฝ้ายามโดยรอบอยู่แล้ว
“ไม่ต้องห่วงเรื่องหมาพวกนี้” ดอกแก้วหันมาบอก “พวกเขาจะช่วยปกปิดสัมผัสพวกมัน ตอนที่บุกเข้าไป หมาเหล่านี้จะไม่ได้กลิ่นคุณ ไม่ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหว สบายใจได้”
ธันวาพยักหน้า ตัดปัญหาเรื่องหมาเฝ้ายาม เหลือแค่กล้องวงจรปิด กับยามคุ้มกัน เชื่อว่าช่วงเวลาเปลี่ยนเวรจะมีช่องว่างให้ลักลอบเข้าไปได้
ระหว่างรอเวลายามเปลี่ยนเวร วิญญาณปกป้องปรากฏขึ้นด้วยสีหน้าตื่น กังวล รีบบอกข่าวทันที
“ส้มน้อยถูกพาไปหาคุณย่าดาวันแล้ว!”
ชายหนุ่มใจหายวาบ ลังเลใจ ระหว่างเข้าไปเอาดอกหญ้าแปดกลีบ กับช่วยเหลือส้มน้อย เรื่องใดเร่งด่วนกว่ากัน
- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -
บ้านคุณย่าดาวัน เป็นบ้านชั้นเดียวยกพื้นสูง ระเบียงหน้าบ้านกว้างขวาง ตั้งโต๊ะไม้สักตัวเล็กรับแขก เก้าอี้หวายรองเบาะนุ่ม วางเรียงไว้รอรับแขกผู้มาเยือน
คุณดาวันอยู่ในชุดผ้าฝ้าย กางเกงขาสามส่วน ใบหน้าเรียบเนียน ปราศจากการตกแต่ง เส้นผมดำขลับ ดวงตาทอประกายแจ่มใส ทว่า ‘เร้น’ ลึกลงไปในนั้น มันมีความล้ำลึกดำมืดเกินหยั่งคาด
บนโต๊ะตรงหน้า วางด้วยถ้วยชาบรรจุน้ำสีม่วงอมฟ้า ส่งกลิ่นโชยชายกลมกลืนบรรยากาศ
เจ้าของสถานที่นั่งจิบ ‘ยาอมตะ’ เฉพาะตนตามสบาย ไม่สนใจสังเกตหญิงชรา กับเด็กหญิงตัวเล็กที่กำลังเดินผ่านสวนสวยตรงมาที่บ้าน
‘ยาอมตะ’ หมดถ้วยเมื่อผู้มาเยือนขึ้นมาแสดงความเคารพ
“ดิฉันพาเด็กมาหาตามคำสั่งแล้วค่ะ” เยาวลักษณ์บอกต่อเจ้าของสถานที่
“นั่งสิ...กินอะไรมาหรือยัง” คุณดาวันวางถ้วยชา วาจาแรกบอกต่อหญิงชรา คำถามต่อมาจงใจถามเด็กหญิงตัวน้อยที่แสดงอาการตื่นกลัว
“กินแล้วค่ะ” ส้มน้อยกลั้นใจตอบ
เธอเคยเห็น ‘คุณย่าดาวัน’ แค่ในรูป เมื่อมาพบตัวจริงกลับดูไม่แตกต่างจากในรูปเลย หนำซ้ำมีความน่ายำเกรงบางอย่าง แผ่ออกมาแทบทำให้แข้งขาสั่น
“ขอโทษค่ะ...ดิฉันให้เด็กรับประทานอาหารก่อนมาที่นี่ เลยเสียเวลาบ้าง” เยาวลักษณ์เสริมขึ้น
“ไม่เป็นไร นั่งลงคุยกันเถอะ” ดาวันอารมณ์ดี ยิ้มให้ส้มน้อยอย่างผู้ใหญ่ใจเมตตา
ทั้งสองนั่งบนเก้าอี้ด้วยความรู้สึกแตกต่าง
ส้มน้อยเกร็งไปทั้งตัว ไม่รู้ตนถูกนำมาที่นี่ด้วยเหตุใด...เด็กหญิงใช้เวลาระหว่างอาบน้ำ รับประทานอาหารเรียบเรียงความคิด เรื่องราวตนเอง จนแยกแยะชัดเจน...เรื่องใดจริง...เรื่องใดฝัน
เรื่องจริงคือ...เธอเกือบถูกนำไป ‘ชำแหละ’ อย่างคุณลุงเตียงข้าง ๆ ในห้องน่ากลัว ‘พี่ป้อง’ ช่วยเหลือ พามาซ่อนในตึกร้างแล้วหายสาบสูญ
‘แม่มีน’ มาพบเธอตรงที่ซ่อนนั้น พาไปหาหมอแล้วชวนไปอยู่บ้านด้วยกัน
ส้มน้อยจำไม่ได้ว่าอยู่บ้านแม่มีนกี่วัน แต่มันเป็นช่วงเวลาอบอุ่น มีความสุข จนกระทั่งต้องหนีผู้ตามล่าหัวซุกหัวซุน แม่มีนบาดเจ็บเข้าโรงพยาบาล เธอไปอยู่บ้าน ‘พ่อธันวา’ โดยมีคุณย่าดวงสุดาดูแล
เด็กหญิงรู้ว่า ระหว่างที่อยู่บ้านหลังนั้น ทุกคนเตรียมตัวรับมือผู้ไล่ล่า เพื่อปกป้องเธอ
เมื่อคืนเกิดเหตุไฟดับทั้งบ้าน มีเสียงประหลาดดังขึ้น ส้มน้อยเหมือนถูกเรียกร้อง ดึงดูดให้เข้าไปหา เธอวิ่งตามเสียงเรียกก่อนจะหมดสติ...ฟื้นอีกทีก็มานอนอยู่บ้านดาวันแล้ว
ส่วนความฝันคือ...ส้มน้อยฝันเห็นการตายของ ‘พี่ป้อง’ พี่ชายคนนี้สั่งเสียบอกให้เชื่อฟังแม่มีน ฝันอีกว่ากลับไปอยู่ในห้องน่ากลัวนั้นบ่อย ๆ ฝันว่าวิ่งตามเสียงเรียกประหลาดไปอย่างไม่รู้จุดหมายปลายทาง
เมื่อแยกแยะความจริง ความฝันกระจ่างชัด เด็กหญิงจึงเริ่มรู้สึกว่า บ้านดาวันไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยสำหรับเธอ เพราะไม่อย่างนั้น เหตุใดเหล่าผู้ไล่ล่าถึงพามาส่งที่นี่
อีกทั้ง ‘คุณย่า’ ที่ดูสาวและสวยคนนี้ มีความน่ากลัวแผ่ออกมา แทบไม่แตกต่างจากกลุ่มคนที่ตามล่าเธอเลย
สำหรับเยาวลักษณ์ เกิดความระวังตัว เตรียมพร้อม มั่นใจว่าการเรียกพบส้มน้อยครั้งนี้ น่าจะเกิดเรื่องร้ายมากกว่าเรื่องดี...และเรื่องร้ายนั้น อาจลามมาถึงเธอด้วย
“ถ้ากินอะไรเรียบร้อยแล้ว ฉันขอเข้าเรื่องเลยนะ” ดาวันยิ้มให้สตรีที่ตนชุบเลี้ยง “เธอเป็นคนบอกโกเมนว่าไม่ต้องมา ‘ทำงาน’ ใช่มั้ย”
เยาวลักษณ์สะดุ้งเฮือก
“เอ่อ...ค่ะ...” คำตอบติดขัดในขณะแรก ก่อนอธิบาย “ดิฉันคุยกับภูริชแล้ว เขาบอกว่าถ้าพาไปในลักษณะนั้น...เอ่อ...มันจะยุ่งยาก เผื่อมีการตรวจสอบอาจต้องเสียเวลา ‘อธิบาย’ กันยาว เลยคิดว่าถ้าทำให้ ‘หลับ’ แบบธรรมดาจะเดินทางง่ายกว่า”
ระหว่างพูด เยาวลักษณ์อดเหลือบมองเด็กหญิงตาแป๋วข้าง ๆ ไม่ได้ อธิบายไม่ถูกว่า การต้องมาพูดถึงชะตากรรมเลวร้าย ต่อหน้าเด็กที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวของตนแบบนี้ มันชวนอึดอัด ลำบากใจแค่ไหน
“ฉันไม่เห็นด้วยนะ” ดาวันพูดด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ ไม่เหลือบตามอง ‘ผู้บริสุทธิ์’ สักแว่บ “แผนเดิมดีอยู่แล้ว ถ้าโกเมนไม่ว่างจัดการ...เธอก็น่าจะทำได้นะ”
เยาวลักษณ์เย็นวาบ ใจหล่นวูบ ไม่คิดว่า ‘คุณท่าน’ จะเล่นไม้นี้
“เอ่อ...ได้...ค่ะ” ฝืนกลืนน้ำลายตอบอย่างยากเย็น “เดี๋ยวดิฉัน...จะพาไปที่...โรงพยาบาล”
‘คุณหมอ’ จงใจไม่เอ่ยชื่อเด็กหญิง เพราะไม่อยากให้เจ้าตัวที่นั่งข้างหวาดผวาตั้งแต่ตอนนี้
“อ๋อ...ไม่ต้องหรอก” ดาวันยิ้มใจดี ปลายนิ้วคลึงถ้วยชาด้วยกิริยาคล้ายแมวหยอกหนู “ที่บ้านฉันมีเครื่องมือ อุปกรณ์ ยาที่จำเป็นครบ...ฉันเตรียมไว้ให้แล้ว...จัดการทำที่นี่เลย”
ท้ายวาจาคือคำสั่งเด็ดขาด
ส้มน้อยสะท้านเยือก หนาววูบไม่มีสาเหตุ ต่อให้การสนทนาครั้งนี้ ไม่กล่าวถึงชื่อเธอสักคำ เด็กหญิงก็รู้สึกว่า...นี่คือวาจากำหนดชะตากรรมของตน!
เยาวลักษณ์หน้าซีด ริมฝีปากเม้มแน่น ดวงตาทอประกายสับสน ตอบไม่ถูก...ตนเองควรทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้
...ยังมีปาฏิหาริย์ใดบ้าง...สามารถพาเธอผ่านพ้นช่วงเวลาอันเลวร้ายไปได้...
- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -
ปู่เผด็จย้ำว่า...ไม่ว่าเกิดเหตุการณ์ใดมาแทรกแซง ให้รีบเข้าไปเก็บดอกหญ้าแปดกลีบก่อน
ธันวาไม่ทันคิด เหตุแทรกแซงนั้น จะชวนให้ลังเลใจขนาดนี้
“ได้เวลาเปลี่ยนเวรแล้ว” ดอกแก้วบอก
ชายหนุ่มระบายลมหายใจแผ่ว ตัดสินใจหันไปบอกปกป้อง
“ฉันจะเข้าไปเก็บดอกหญ้าแปดกลีบก่อน แล้วจะตามไปช่วยส้มน้อย”
ปกป้องมองอย่างเข้าใจ ร่างค่อยเลือนหายช้า ๆ
ดอกแก้วนำทางลัดเลาะ หลบกล้องวงจรปิด อ้อมไปซุ่มอยู่หลังพุ่มไม้ข้างเรือนเพาะชำเป้าหมาย
ธันวาได้ยินเสียงเคลื่อนไหวโดยรอบดังสับสน คาดคะเนว่ามีประมาณสี่ห้าคนกำลังเดินสับเปลี่ยนเวรยาม มองจากหลังพุ่มไม้เห็นแค่ปลายรองเท้าบู๊ตเดินไปมา
วิญญาณดอกแก้วกลืนหายไปกับแมกไม้ มีแค่เสียงกระซิบข้างหูคอยแนะนำเป็นระยะ
“ออกจากพุ่มไม้ ไปซ่อนตรงหลังเสาต้นนั้น”
“หยุด...หลบ...รอก่อน”
“ออกมาได้แล้ว...ประตูทางเข้าอยู่ซ้ายมือ”
“เดี๋ยว...หลบ...พวกมันเดินมาทางด้านหลัง”
ธันวาสงบใจเคลื่อนไหวร่างกายตามเสียงกระซิบอย่างมีสมาธิ สายตาเก็บรายละเอียดรอบกาย หูสดับเสียงอื่นโดยรอบ มองเห็นประตูเรือนเพาะชำอยู่แค่เอื้อม มันปิดสนิท ต้องหาจังหวะเหมาะสมเปิดเข้าไป
เงาราง ๆ ของดอกแก้วปรากฏอยู่หน้าประตู จากนั้นมันค่อย ๆ แง้มออกมาเองโดยปราศจากเสียงผิดปกติ ธันวารอจนมั่นใจแล้วรีบผลุบเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว
หูแว่วเสียงกระซิบบอกครั้งสุดท้าย
“ระวังตัวให้ดี ในเรือนกระจกนี้ ‘คุณท่าน’ โรยสมุนไพรอาคมเอาไว้ ฉันเข้าไปช่วยคุณไม่ได้”
“ขอบคุณมาก...” ธันวากระซิบตอบแผ่วเบา
ชั่วแวบแรกที่เข้ามาภายใน รู้สึกชัดว่าอากาศเย็นกว่าข้างนอก อีกทั้งปลอดโปร่ง ชุ่มชื้นคล้ายอยู่ในป่าฝนบนภูเขาสูง เห็นต้นไม้ปลูกเป็นแถวเรียงยาว ละลานตาแทบแยกไม่ออกต้นไหนเป็นต้นไหน บางต้นปลูกลงดินสูงท่วมหัว บางต้นปลูกในกระถางเฉพาะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
ตี๋เล็กให้ดูรูปต้นช้างลืม กับต้นดอกดอยเดือน พร้อมมีคำอธิบายอย่างละเอียด
ต้นช้างลืมเป็นกอไม้ล้มลุก สูงประมาณเอว ใบเรียวรี แยกเป็นแฉกเหมือนงาช้าง ส่วนดอกดอยเดือนเป็นไม้พุ่มสูงราวเมตรครึ่ง ใบกลมคล้ายพระจันทร์ ออกดอกสีขาวเป็นพวง
เมื่อพบต้นไม้สองชนิดนี้ให้ดูบริเวณพื้นดินใกล้เคียง จะเห็นต้นหญ้าสูงไม่เกินหนึ่งคืบ ออกดอกสีเหลืองอ่อนประมาณหกถึงแปดกลีบ แต่เขาต้องเลือกเก็บเฉพาะดอกที่มีแปดกลีบเท่านั้น จึงใช้ทำยาแก้ได้
ธันวาตั้งใจไล่หาทีละแถว สายตามองต้นไม้รอบ ๆ แล้วเงยหน้าตรวจเช็คดูว่ามีกล้องซ่อนที่ใดบ้าง ในนี้ไม่มีเสียงกระซิบเตือนจากผู้ต่างภพ จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวัง และประสาทสัมผัสทั้งหมดเป็นเครื่องมือเอาตัวรอด
สายตามองหาต้นไม้ทีละแถวช้า ๆ หูคอยสดับเสียงแปลกปลอม ความเคลื่อนไหวใกล้ตัว ร่างกายเกิดการเตรียมพร้อม ระวังเหตุฉุกเฉินทุกขณะ
เดินไล่ดูต้นไม้แค่ครึ่งแถว จมูกสัมผัสกลิ่นหอมเย็น ๆ คล้ายดอกโมก ฉุกใจนึกได้ว่า ตี๋เล็กเคยบอก ดอกดอยเดือนมีกลิ่นคล้ายดอกโมก จึงเดินตามกลิ่นนั้นไปอย่างใจเย็น กระทั่งเห็นไม้พุ่มสูงเกือบเท่าตัวเขา มีใบกลม ออกดอกพวงระย้าสีขาวพราวเต็มต้น
‘ดอกดอยเดือน’ แค่มองเห็นมัน หัวอกก็โล่งกว่าครึ่ง กวาดสายตามองบริเวณใกล้ ๆ ไม่ไกลกันนักพบต้นช้างลืมปลูกเป็นแถว รีบก้าวเข้าไปหา สอดส่ายสายตาแล้วคุกเข่าลงก้มมองหาตามพื้นทันที
บริเวณใต้ต้นดอกดอยเดือนมีแค่เศษใบไม้แห้งร่วงหล่น ปราศจากหญ้าสักต้น ส่วนต้นช้างลืมเป็นไม้ล้มลุกกิ่งใบคลุมดิน หญ้าย่อมไม่ขึ้นง่าย ๆ
ธันวาลุกขึ้นขยับตัวห่างอีกหน่อย ตรงช่องว่างระหว่างแถวต้นช้างลืมกับแนวดอกดอยเดือน ที่นั่นแสงแดดส่องลงมารำไร ต้นหญ้าขึ้นหร็อมแหร็ม ชูช่อผลิดอกสะดุดตา
‘ดอกหญ้าแปดกลีบ’
ชายหนุ่มโล่งอก ยินดีแต่ยังไม่ขาดสติ เหลียวมองรอบ ๆ ไม่พบผู้คน ไม่ได้ยินเสียงแปลกปลอม จึงคุกเข่าลงไปค้นหาดอกหญ้าที่มีแปดกลีบอย่างระมัดระวัง
ดอกหญ้าที่เห็นส่วนใหญ่มีแค่หกกลีบ บางดอกเว้าแหว่งเหลือแค่สี่กลีบห้ากลีบ ต้องมุดเข้าไปลึกอีกหน่อยค่อยเจอดอกหญ้าแปดกลีบสมบูรณ์ตามต้องการ
ล้วงมือหยิบกระดาษออกมาปูบนพื้น แล้วถอนทั้งต้นและดอกวางเรียงทีละต้น จนได้จำนวนพอสมควรตามคำสั่งก็ห่อกระดาษเก็บดอกหญ้าแปดกลีบอย่างประณีต ซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อมิดชิด
ขณะขยับตัวได้ยินเสียงประตูเรือนกระจกเปิดออก ฝีเท้าคนเดินเข้ามาประมาณสี่ห้าคน ธันวารีบหลบหลังพุ่มไม้ ระวังร่องรอยตนเองไม่ให้ปรากฏ
เสียงฝีเท้าเดินหาผู้บุกรุกดังสับสน ธันวาคอยหลบหลีกอย่างใจเย็น พวกนั้นยังไม่พบเขาในช่วงเวลาสั้น ๆ ชายหนุ่มรีบเคลื่อนตัวไปทางประตูอย่างเบากริบ แนบเนียน กลับมีกลิ่นหอมหนึ่งโชยชายมาแตะจมูก
กลิ่นนั้นคล้ายดอกดอยเดือน ทว่าเข้มข้น รุนแรง หอมฉุนกว่า มันผสานด้วยกลิ่นแปลก แยกแยะลำบาก กลายเป็นกลิ่นเฉพาะตัวอย่างหนึ่งซึ่งหยุดการเคลื่อนไหวของเขาชั่วขณะ
กลิ่นหอมประหลาดลอยตลบอบอวลทั่วเรือนกระจกครู่หนึ่ง ธันวากำลังหาจังหวะออกไปนอกประตู ก็ได้ยินเสียงก้องกังวานด้วยภาษาแปลก ๆ สามสี่ประโยค
เสียงนั้นเป็นผู้หญิง...หลังจากภาษาแปลก ๆ จบลง ตามมาด้วยคำสั่งฟังชัดเจน
“ออกมา!”
ธันวาสะท้านเยือกเหมือนโดนน้ำเย็นราดบนหลังโดยไม่รู้ตัว
- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -
หากมองบ้านคุณดาวันจากภายนอก จะเห็นแค่บ้านหลังเล็ก ใช้เป็นที่พักอันร่มรื่น สงบสุขสำหรับหญิงชราในบั้นปลายชีวิต แต่ถ้าใครมีโอกาสเข้าไปภายในถึงห้องครัว จะเห็นมันสะอาด เรียบร้อย เป็นระเบียบ ราวกับไม่เคยมีใครใช้งานมาก่อน และผนังด้านหนึ่งจะดูเรียบโล่ง ธรรมดาอย่างยิ่ง
เบื้องหลังผนังนั้นสามารถเลื่อนออก เป็นบันไดลงไปสู่ห้องใต้ดินอันกว้างขวาง เป็นอาณาจักรส่วนตัวคุณดาวันอย่างแท้จริง
สถานที่แห่งนั้นแบ่งเป็นห้องกว้างหลายห้อง ทั้งใช้เป็นห้องเก็บตัวยาสมุนไพรแต่ละชนิดประเภท ห้องปรุงยารักษาโรค ปรุงยาพิษ ห้องที่มีทางลับเชื่อมออกไปสู่ประตูเรือนเพาะชำกระจก และช่องทางเดินที่สามารถพาออกไปนอกกำแพงมูลนิธิโดยไม่มีใครรู้
ดาวัน เยาวลักษณ์ ส้มน้อยอยู่ในห้องกว้างสีขาว ผนังถูกเรียงด้วยชั้นหนังสือเก่า ตรงกลางเคยตั้งโต๊ะตัวใหญ่ไว้ทำงาน อ่านหนังสือ บัดนี้ถูกเลื่อนชิดมุมห้อง แทนที่ด้วยเตียงเข็น และชั้นวางอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยาทันสมัยบางตัวที่เจ้าของห้องเพิ่งเตรียมไว้รอคอย ‘ผอ.เยาวลักษณ์’
“ฉันเตรียมของทั้งหมดไว้ให้เธอแล้วนะ...เยาวลักษณ์” ดาวันบอกด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม
...รอยยิ้มนั้นดูเมตตา ชวนไว้วางใจอย่างยิ่ง...
ส้มน้อยมองเห็นสภาพห้อง ได้ยินคำพูดคุณย่าดาวัน ตัวก็แข็งทื่อ ความทรงจำในห้องอันน่ากลัว เย็นเยียบนั้นย้อนกลับมาอีกครั้ง สังหรณ์ในใจบอกว่าเธอจะต้องขึ้นไปนอนบนเตียง รอการชำแหละเหมือนคุณลุงที่ไม่รู้จักคนนั้น
สิ่งแตกต่างมีอย่างเดียวคือ...รอยยิ้มคุณย่าดาวัน...
สำหรับส้มน้อย...นี่เป็นรอยยิ้มที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า ศพคุณลุงที่ถูกชำแหละเสียชีวิตหลายเท่า
เยาวลักษณ์กุมมือเด็กหญิงแน่นโดยไม่รู้สึกตัว ขบริมฝีปากแน่น แววตาสับสน บอกไม่ถูกควรทำอย่างไร
“ลองตรวจดูก่อนนะเยาวลักษณ์ มีอะไรขาดไปบ้างหรือเปล่า...ฉันจะได้สั่งเด็กให้เอามาเพิ่ม” ดาวันบอกเรื่อย ๆ ไม่สนใจปฏิกิริยาฝ่ายตรงข้าม
“ไม่...ค่ะ” เยาวลักษณ์กัดฟันตอบแค่นั้น...ไม่สามารถพูดประโยคเต็มได้ตามต้องการ
“ไม่ขาดจริงหรือ...ยังไม่ทันตรวจดูเลย” ดาวันยิ้มขัน ไม่ถือสา
คุณหมอวัยเกษียณอยากบอกว่า... ‘ดิฉันไม่ต้องการทำค่ะ’ ...วาจากลับหลุดมาจริงได้แค่นั้น
แววตาเจ้าของสถานที่มองมาอย่างรู้ทัน อ่านความคิดออก เพียงแต่แกล้งเฉไฉพูดไปอีกทางเหมือนหยอกล้อ เล่นสนุก
“อ้อ...เยาวลักษณ์ ฉันสงสัยอยู่เรื่องนึง” ดาวันพูดแล้วเดินไปหยิบสมุดสองเล่มมาจากชั้นหนังสือ ชูให้ดูต่อหน้า
“รู้มั้ย...นี่คืออะไร?”
เยาวลักษณ์มองสมุดสองเล่มนั้น ดวงตาวูบไหว ตอบรับสั้น ๆ
“ทราบค่ะ...มันเป็น...สมุดบันทึกของคุณท่าน”
สมุดสองเล่ม เขียนด้วยลายมือ อายุเกือบห้าสิบปี หน้าปกเป็นสีเหลืองกรอบ รอยปากกาซีดจางตามกาลเวลา แต่ยังอ่านเนื้อความภายในชัดเจน
“สมุดสองเล่มนี้ มีเธอคนเดียวที่ได้อ่านมันใช่มั้ย?” ดาวันถาม
“ค่ะ” เยาวลักษณ์ตอบรับ...เธอเป็นคนเดียวที่ได้รับอนุญาตอ่านบันทึกสองเล่มนี้จริง ๆ
นั่นเพราะคุณดาวันไม่คิดใช้ ‘ตัวยา’ ผูกมัดคนสนิท และต้องการ ‘ซื้อใจ’ คนข้างตัวให้มีความจงรักภักดี
“แล้วก็...มีเธอคนเดียวใช่มั้ย ที่รู้ว่าเวลาไหนฉันอยู่บ้าน เวลาไหนฉันออกไปข้างนอก”
ดาวันไม่ได้ทำตัวเป็น ‘ยายแก่’ เฝ้าบ้าน ปิดตัวไม่เคยเห็นโลกภายนอก เธอจะมีช่วงเวลาออกไปนอกอาณาจักรเพียงลำพังเสมอ เพื่อดูความเปลี่ยนแปลงของโลก รู้จักผู้คนรุ่นใหม่ ลอบสืบการทำงานลูกน้องตน
คนที่รู้เวลา ‘ส่วนตัว’ ดาวันมีแค่คนเดียวคือ เยาวลักษณ์
“ค่ะ”‘คนสนิท’ ตอบเสียงเบากว่าเดิม ในใจพอคาดเดาชะตากรรมตนออก
“ฉันเคยสงสัยนะ ตอนโชติกับภูริชเสนอแผนการครั้งแรก...สงสัยว่าภูริชรู้ได้ยังไงว่าคนที่มีฤทธิ์ยาสั่งจิตในตัว จะรับยาพิษตัวอื่นได้ง่ายขึ้น...ถึงขนาด ‘แกล้ง’ ถามอ้อม ๆ เพื่อให้ฉันพูดถึงยาสะกดรอย...นกหวีดเพรียกวิญญาณ...และฝุ่นสีเงิน...ออกมาเอง”
ส้มน้อยมีฤทธิ์ชาสั่งจิตในตัว เมื่อสัมผัส ‘ยาสะกดรอย’ จึงถูกตามหาง่าย สามารถกำหนดจุดปล่อยเสียง ‘นกหวีดเพรียกวิญญาณ’ เพื่อสะกดสั่งให้ออกมาโดนจับง่าย ๆ แบบนั้น
มีนาก็มีฤทธิ์ชาสั่งจิตในตัว ภูริชแกล้งถามว่า มียาชนิดใดบ้างสามารถกระตุ้นพิษในร่างเธอให้กำเริบขึ้น เพื่อให้พวกธันวาพะวักพะวง ไม่อาจส่งคนติดตามส้มน้อยอย่างเต็มกำลัง
(โปรดติดตามต่อฉบับหน้า)
| < Prev | Next > |
|---|








