วรรณกรรมนำใจ Lite Literature

เร้น ๓๙


            
Ren



ชลนิล


(ต่อจากฉบับที่แล้ว)



            ถึงธันวาจะรู้ว่าสามารถหาดอกหญ้าแปดกลีบได้จากไหน สีหน้าตี๋เล็กยังไม่ผ่อนคลาย แววตากังวลจนผู้อาวุโสทั้งสองสังเกตได้

            “มีปัญหาอะไรหรือเปล่า” คงคาถาม

            “มีครับ” เด็กหนุ่มไม่ปฏิเสธ “ดอกหญ้าแปดกลีบใช้ถอนพิษได้ก็จริง แต่พิษยาสั่งนี้ต้องยังไม่ซึมเข้าสู่อวัยวะสำคัญในร่างกาย”

            “ฝังเข็มชะลอไว้อย่างนี้ก่อนไม่ได้หรือ?” เผด็จถาม

            “ไม่ได้หรอกครับปู่...ฝังเข็มช่วยยืดเวลาได้แค่ชั่วโมงเดียว ถ้านานกว่านั้นมันจะเร่งพิษให้ทำงานเร็วขึ้น”

            “มีวิธีอื่นมั้ย” ได้ยินอย่างนี้ธันวายิ่งใจเสีย

            เด็กหนุ่มถอนใจ มองหน้าสองผู้เฒ่าอย่างกังวล

            “ถ้าใช้อาคมกับกำลังสมาธิเข้าช่วยยับยั้งเป็นระยะ จะชะลอการไหลเวียนของพิษ อย่างน้อยก็เกือบสองวัน มากพอที่จะรอให้พี่ธันไปเอาดอกหญ้าแปดกลีบมาถอนพิษได้”

            “งั้นก็เอาเลยสิ” เผด็จพูดอย่างใจร้อน

            ตี๋เล็กนิ่ง ถอนใจเบา

            “ทำไม...พวกปู่สองคนทำไม่ได้รึ” คงคาถามเสียงเรียบ

            “ครับ” เด็กหนุ่มพยักหน้า “ปู่สองคนเก่งก็จริง อาคมสมาธิไม่เป็นรองใคร แต่อายุมากแล้ว งานนี้มันหนักแรงเกินไป เพราะต้องใช้อาคมถ่ายพลังติดต่อกันเป็นระยะ แทบไม่ได้พักเลย ร่างกายรับไม่ไหวหรอก...แค่ใช้อาคมกับสมาธิหยุดยั้งมันในรอบแรก ปู่ต้องเสียพลังชีวิตไปเกินครึ่ง อาจทำให้ป่วยหนัก ฟื้นตัวไม่ได้อีกเลย”

            “อายุจะเก้าสิบแล้ว ยังต้องกลัวอะไรอีก” คงคาพูดเสียงหนักแล้วหันไปทางเพื่อนสนิท “ไอ้เผด็จ...งานนี้มึงไม่ต้องยุ่ง กูจะทำคนเดียว”

            “มึงจะเก้าสิบแล้วกูสิบเก้าหรือไง” เผด็จย้อนเพื่อน “หลานมึงก็เหมือนหลานกู มึงทำคนเดียวไม่ได้หรอก กูจะช่วยเอง เป็นไงเป็นกัน”

            ธันวาได้ยินคำโต้ตอบสองผู้เฒ่า ในใจเต็มตื้น หัวอกอัดแน่น อยากเอ่ยปากบอก...ขอร้องให้พวกท่านรามือ ไม่จำเป็นต้องช่วยมีนา...หากทั้งสองเป็นอะไรไป ต่อให้หญิงสาวรอดตาย ก็จะรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต...เช่นเดียวกับเขา

            แต่ว่า...วาจาทัดทานไม่อาจหลุดจากปาก ด้วยหัวใจก็ไม่ยอมปล่อยให้หญิงสาวที่รัก ต้องสูญเสียชีวิตโดยไม่ได้ช่วยเหลือ

            ...ความรู้สึกสองฝ่ายต่อสู้กันจนไม่สามารถตัดสิน...ควรทำอย่างไร...

            ตี๋เล็กส่ายหน้าปฏิเสธผู้อาวุโส ไม่ยอมบอกอาคม วิธีใช้สมาธิเพื่อชะลอหยุดยั้งพิษร้าย...มีบางอย่างที่เขาไม่กล้าเอ่ยจากปากตรง ๆ

            อาคมสมาธิของเผด็จ คงคายังไม่เพียงพอใช้หยุดยั้งพิษร้าย ต่อให้ฝืนกระทำ ก็ฉุดรั้งไม่เกินครึ่งคืน ร่างกายไม่อาจทนทานไหว อาจหมดสติ...หรือไม่ก็เสียชีวิต

            ในโลกนี้...นอกจากครูแกลง...ทวดผู้ถ่ายทอดวิชาให้เขาแล้ว ยังมีบุคคลอีกสองราย ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดอาคมแห่งตน สู่ความเป็น ‘ผู้ทรงเวท’ตัวจริง กำลังสมาธิอาคมแกร่งกล้า เด่นล้ำกว่าสองเฒ่าผู้เป็นอาจารย์ ฝีมือสูงยากหาคนเทียบเคียง...สองคนนี้เท่านั้น สามารถช่วยมีนาได้



            ประตูห้องคนป่วยถูกเคาะเบา ๆ เป็นเชิงขออนุญาต ก่อนเปิดออกอย่างเกรงใจ หนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินเข้ามาพร้อมยกมือไหว้สองผู้อาวุโส

            “สวัสดีครับปู่...ขอโทษที่มาช้า”

            “สวัสดีค่ะปู่...ไอ้จิกมันเหยียบเต็มที่จนเกือบแหกโค้งไปสามสี่โค้งแล้ว...”

            พิจิก เมษายืนอยู่หน้าประตู ส่งรอยยิ้มอ่อนเพลีย บอกให้ทราบว่ารีบเร่งเดินทางจริง ๆ

            “ตอนจะเข้ามาเยี่ยมเจ้มีน...พี่ธงบอกว่าเกิดเรื่อง แต่ไม่ยอมอธิบายอะไรเลย” ชายหนุ่มผู้มาใหม่บอกพร้อมเดินเข้ามาหา

            เมษามองเห็นพี่สาวบนเตียง มีเข็มปักเรียงยาวก็เข้าใจสถานการณ์บางส่วน

            “เจ้มีนโดนอะไรมาคะ” ถามด้วยน้ำเสียงปกติ เพราะมั่นใจ ไม่ว่าเรื่องร้ายแรงใด หากมีพวกตนและปู่ทั้งสองร่วมมือ ย่อมผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

            เวลานั้นเด็กหนุ่มค่อยหันหน้ามายิ้มกว้าง ดวงตาคลายความกังวลกว่าครึ่ง

            “หวัดดีครับพี่...มาได้เวลาพอดี ผมมีเรื่องอยากให้ช่วยหน่อย...”

            “ได้เลย...อาจารย์อา” พิจิกหลิ่วตาตอบ

            “ยังไงก็ช่วยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังก่อนได้มั้ย” เมษาถาม

            บรรยากาศอึดอัด หนักอึ้งคลี่คลายลง รอยยิ้มเริ่มปรากฏบนใบหน้าสองผู้เฒ่า

            ธันวาถอนใจเฮือกใหญ่ คล้ายภาระหนักหน่วงบนบ่าถูกถ่ายออกไปเกินกว่าครึ่ง



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            ส้มน้อยเหมือนอยู่ในความฝันอันยาวนาน...ฝันแสนสวยงาม อบอุ่นเต็มไปด้วยความสุข

            ในฝันนั้นเธอมี ‘คุณพ่อ’ รูปหล่อ พูดน้อย เก่งกล้า สามารถคุ้มครองเธอได้ ‘แม่มีน’ สวยน่ารัก พูดเก่ง มีอ้อมกอดอันอบอุ่นกว่าใคร เข้าใจเธอเสมอ มักเล่าเรื่องสนุกสนานให้ฟังโดยไม่เบื่อ

            นอกจากนี้ เธอยังมีคุณย่าดวงสุดาผู้อ่อนหวาน พูดจาไพเราะใจดี เอาใจใส่หลานสาวอย่างดี คุณปู่ทวดเผด็จ คุณย่าทวดร้อยกรอง คุณตาทวดคงคา...ผู้ใหญ่เหล่านี้ล้วนเห็นเธอเหมือนสายเลือดแท้ ๆ เป็นเหลนคนแรกที่พวกท่านยินดีต้อนรับ

            ครอบครัวใหญ่ในฝันนี้ช่างแสนดี ห้อมล้อมอบอุ่นด้วยญาติผู้ใหญ่ อบอวลความสุขอย่างที่ไม่มีวันเกิดขึ้นในชีวิตจริงเด็ดขาด

            และแล้ว...เสียงประหลาดก็เรียกร้องให้เธอตื่นจากความฝัน

            เสียงนั้นมีแรงดึงดูด ฉุดรั้งให้ส้มน้อยต้องปล่อยมือจากคุณย่าดวงสุดา แล้ววิ่งตามเสียงเรียกออกไปโดยไม่อาจต่อต้าน ทัดทาน

            วิ่ง...วิ่ง...วิ่ง...วิ่งไปสู่ความมืดอันเหน็บหนาว แสนน่ากลัว

            ส้มน้อยหลับอยู่ในความฝันอันยาวนานเกินไปแล้ว ถึงเวลาต้องตื่นเสียที

            เด็กหญิงไม่อยากลืมตา จมูกสัมผัสกลิ่นอายอันคุ้นเคย หูแว่วเสียงบรรยากาศเดิมตั้งแต่จำความได้ ทั้งเสียงและกลิ่นนั้นยืนยันว่า เธอกลับมาอยู่โลกความจริงแล้ว

            เปิดเปลือกตา มองเห็นเพดานห้องคุ้นตา ขยับตัวลุกขึ้นนั่ง พบว่าตนเองอยู่ในห้องนอนเดี่ยวในเรือนนอนบ้านดาวัน บานหน้าต่างเปิดอ้า แสงสว่างยามเช้าส่องเข้ามาพร้อมสายลมพัดผ้าม่านปลิวไสว

            ส้มน้อยลุกจากเตียง เดินไปยืนริมหน้าต่าง มองออกไปข้างนอกแล้วถอนใจเบา...เธอกลับมาแล้วจริง ๆ

            ห้องนี้อยู่บนชั้นสองของเรือนนอน ปกติให้พี่เลี้ยงที่คอยควบคุม ดูแลเด็ก ๆ ใช้เป็นห้องพักส่วนตัว นอกหน้าต่างมองเห็นสนามหญ้าเขียวขจี เรือนนอนใกล้ ๆ ตึกอาคารคุ้นตา

            เวลานี้เด็กบ้านดาวันส่วนใหญ่ออกไปโรงเรียนกันหมด เหลือเด็กเล็กไม่กี่คน ซึ่งกำลังฝึกเรียนท่อง ก.ไก่ ข.ไข่ อยู่ที่ห้องเล็กข้างล่าง

            ที่นี่คือ ‘บ้าน’ จริง ๆ บ้านที่เธอไม่มีวันหนีพ้น

            เด็กหญิงปวดแปลบในใจ นึกถึงความฝันสวยงามอันแสนสั้น อยากยืดเวลาให้มันเนิ่นนานกว่านี้เหลือเกิน

            ที่คอมีวัตถุบางอย่างห้อยอยู่ เอื้อมมือดึงมันออกมาก็จำได้ว่า เป็นจี้เส้นเล็กที่ปู่ทวดเผด็จ ย่าทวดร้อยกรองให้ไว้...

            มันคือที่ระลึกชิ้นเดียว ซึ่งยืนยันว่าเหตุการณ์ผ่านมา...ไม่ใช่ความฝัน!

            ส้มน้อยสูดลมหายใจลึก ๆ เรียกความเข้มแข็งคืนสู่ใจ...ต่อให้เรื่องราวนั้นไม่ใช่ฝัน เธอก็คงไม่อาจกลับไปหามันได้อีกแล้ว



            เสียงลูกบิดขยับดังกริ๊ก...ส้มน้อยชะงักงัน รีบเก็บจี้นั้นไว้ใต้คอเสื้อ หันไปทางประตูห้อง เห็นมันเปิดออก แล้วบุคคลที่คาดไม่ถึงก็เดินเข้ามา

            “คุณหมอ ผอ.” เด็กหญิงเอ่ยเรียกพร้อมกับยกมือไหว้ ตามมารยาทที่ได้รับอบรมมา

            ผอ.เยาวลักษณ์ไม่ค่อยคลุกคลีเด็กบ้านดาวันเป็นการส่วนตัว แต่มักลงมาดูแลสม่ำเสมอ รับฟังปัญหาทุกคน และมีชั่วโมงอบรม พูดคุยให้ความรู้ แนวคิดสัปดาห์ละครั้ง

            ท่านมักให้เด็ก ๆ เรียกว่า ‘คุณหมอ’ หรือไม่ก็ ‘คุณยายหมอ’ แต่เด็กบ้านดาวันสมัครใจเรียกท่านว่า ‘คุณหมอ ผอ.’ ตามพวกพี่เลี้ยงมากกว่า

            “ตื่นแล้วหรือส้มน้อย” เสียงทักทายนุ่มนวล ดวงตาแฝงความกังวล

            “ค่ะ คุณหมอ ผอ.”

            “ไปอาบน้ำแต่งตัวใหม่ซะ เดี๋ยวเราจะออกไปทำธุระด้วยกัน”

            คำพูดนี้ทำให้ส้มน้อยใจหายวูบ แต่ไม่อาจปฏิเสธ สังเกตเห็นแววตาผู้สูงวัยทอประกายแปลก ทั้งสับสน คับข้องยากอธิบาย

            “ค่ะ” เด็กหญิงรับคำ

            คุณหมอเยาวลักษณ์มองส้มน้อยหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ แล้วเดินเข้าห้องน้ำด้วยความสับสนใจบอกไม่ถูก

            ...เธอต้องพาเด็กคนนี้ไปพบ ‘คุณท่าน’ จริง ๆ หรือ?...



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            ตั้งแต่เยาวลักษณ์เอ่ยปากขอร้องคุณดาวันให้ไว้ชีวิตส้มน้อย แล้วได้รับคำปฏิเสธ เธอก็พยายามทำใจ กัดฟัน ฝืนข่มความรู้สึกสงสารเห็นใจลงไป ทำหน้าที่ตนตามปกติ...รู้ว่าไม่มีทางช่วยเหลือเด็กหญิงได้ เพราะต่อให้เธอยืนกรานคัดค้าน ยอม ‘หัก’ กับผู้มีพระคุณ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไร

            สุดท้าย คุณดาวันก็ยังเอา ‘ชีวิต’ ส้มน้อยอยู่ดี หนำซ้ำตัวเธออาจโดน ‘เก็บ’ อย่างไร้ค่า ไม่ได้อะไรขึ้นมา

            วันที่ส้มน้อยถูกพาไปโรงพยาบาลดาวัน เธอภาวนาขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ช่วยเหลือ มีเหตุให้เด็กแคล้วคลาด รอดพ้นการถูกทำให้โคม่า

            สิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นกลับส่งเด็กชาย ‘ปกป้อง’ มาแทน

            เยาวลักษณ์ลอบช่วยเหลือ เป็นคนพาปกป้องไปที่คลินิกงามพิศ แนะนำเส้นทางคร่าว ๆ แล้วยัดโทรศัพท์มือถือ บอกให้เขาโทรหา เมื่อพาส้มน้อยออกมาได้แล้ว

            ช่วงเวลาที่คลินิกชุลมุนวุ่นวาย เยาวลักษณ์แอบดูห่าง ๆ ไม่สามารถหาจังหวะช่วยเด็กทั้งสองออกมาได้

            ตอนที่ปกป้องกับส้มน้อยเกือบโดนเจอตัว เธอจึงแกล้งโทรศัพท์หาหมอโกเมนเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ เปิดโอกาสให้เด็กทั้งสองหลบซ่อน

            พอปกป้องกับส้มน้อยหนีออกจากคลินิกสำเร็จ เยาวลักษณ์เห็นโทรศัพท์ที่เด็กชายทำหล่น จึงรีบเก็บมันไว้ไม่ให้เป็นหลักฐานมัดตนเอง

            เวลานั้นเธออยากออกไปช่วยพาเด็กทั้งสองหนี แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ ทีมไล่ล่าของโชติกระจายตัวเต็มไปหมด ทำได้แค่ภาวนาให้เด็กซ่อนตัวในที่มิดชิด

            เยาวลักษณ์คิดว่าปกป้องต้องโทรศัพท์หาเธอ เพราะต่อให้โทรศัพท์หาย เขาก็น่าจะจำเบอร์โทรได้ ดังนั้นจึงไปซุ่มรอตรงตู้โทรศัพท์สาธารณะเครื่องเดียวที่ยังเหลือ ในบริเวณใกล้คลินิกงามพิศ

            ปกป้องไม่สามารถโทรศัพท์หาเธอ...เยาวลักษณ์ได้ข่าวว่าเขาเสียชีวิตในวันต่อมา



            ตลอดเวลาที่รู้ข่าวความเคลื่อนไหวส้มน้อย เธอนึกภาวนาขอให้ครอบครัวที่ดูแลมีมือที่ ‘แข็ง’ พอสามารถคุ้มครองเด็กหญิงได้ตลอดรอดฝั่ง

            ...เพราะเธอ...ไม่อาจทนเห็นเด็กบ้านดาวันต้องตายอย่างเด็กชายปกป้องได้อีกแล้ว...

            สุดท้าย...คำภาวนาไม่เป็นผล แผนถูกเปลี่ยนเล็กน้อย ส้มน้อยถูกพากลับมาซ่อนบ้านดาวัน ไม่จำเป็นต้องให้หมอโกเมนมาจัดการทำให้โคม่า แค่ใช้ยาสลบอย่างอ่อน เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียต่ออวัยวะภายในแทน แล้วรอขึ้นเครื่องเดินทางเวลาเที่ยงคืน

            แต่แล้ว... ‘คุณท่าน’ กลับมีคำสั่ง ‘ปลุก’ ส้มน้อย เพื่อให้พาไปหาทันที

            เยาวลักษณ์ไม่อาจรู้ได้เลยว่า...คุณดาวันมีเจตนาในใจอย่างไร








บทที่ ๒๔



            เวลาสาย

            ตะแบกต้นนั้นสูงใหญ่ แผ่กิ่งใบหนา ยืนต้นตระหง่านท้าแดดลม ห่างออกไปโดยรอบเป็นแปลงดอกไม้สวยงาม ปลูกดูแลโดยเด็กบ้านดาวัน

            ด้านหลังต้นตะแบกเป็นเนินดินลาดชันลงไป ข้างล่างมีโพรงไม้ถูกปกปิดด้วยก้อนหินใหญ่ เศษใบไม้

            ...หลักฐานสำคัญเคยอยู่ในนั้น...

            ธันวายืนอยู่บนเนินหลังต้นตะแบก สายตามองลงไปบริเวณหน้าโพรงไม้ข้างล่าง แลเห็นหญิงสาวใบหน้าเรียบ ๆ ดวงตาเศร้า บอบบาง ยืนนิ่งอยู่ใต้เงาไม้

            เธอเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มด้วยแววคาดหวัง

            “คุณ...มาช่วยฉัน...กับ...ทุกคนใช่มั้ย” เสียงนั้นก้องในหัว ร่างเธอไม่ได้ชัดเจนทึบแสงเหมือนมนุษย์ปกติ

            “เรา...ควรช่วยเหลือกันและกันมากกว่า...ดอกแก้ว” ธันวาตอบ

            ‘ดอกแก้ว’ หญิงสาวอดีตมือสังหารคุณดาวัน ถูก ‘เก็บ’ เนื่องจากมีใจออกห่าง ปราศจากชีวิตแล้ว เหตุใดธันวาจึงมองเห็น สื่อสารกันได้?

            ชายหนุ่มไม่ใช่ ‘คนเห็นผี’ อย่างมีนา ยิ่งไม่ใช่ผู้มีอาคมอย่างปู่หรือน้องชายตนเอง

            หากจะสงสัยว่า เขาเห็นผู้ต่างภพได้อย่างไร...ควรสงสัยก่อนว่า...เข้ามาในอาณาจักรดาวันแบบไหน โดยไม่มีผู้พบเห็น หนำซ้ำยังมาถึงพื้นที่ด้านใน ซึ่งไม่มีคนนอกเข้ามา นอกจากเด็กบ้านดาวันเป็นคนนำทางเท่านั้น

            ธันวามีเด็กบ้านดาวันนำทางมาจริง ๆ เด็กคนนั้นพามุดกำแพงมาในทางลับ ซึ่งพวกเวรยามมูลนิธิดาวันไม่รู้ แล้วลัดเลาะหลบการระวังป้องกันอันเข้มงวดมาจนถึงแปลงดอกไม้เด็กบ้านดาวัน เพื่อขอความช่วยเหลือจากดวงวิญญาณดอกแก้ว

            เด็กคนนั้นยืนอยู่ใกล้ ๆ ยามเขาสนทนากับวิญญาณหญิงสาว ถึงจะมีอาการกระวนกระวายเป็นห่วง ‘ใคร’ บางคนบ้าง ก็ยังไม่หนีหายไปไหน

            เด็กชายคนนั้น...คือปกป้อง...



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            คืนก่อน

            ซุนวูบอกว่า...ในสงคราม...หากรู้เขา รู้เรา...รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง

            สองผู้เฒ่ารู้ชัด มองกระจ่างว่าฝ่ายตนมีกองกำลังแบบไหน ใช้งานอย่างไร มีศักยภาพสูงสุดเท่าไหร่ แต่กับฝ่ายตรงข้าม ‘องค์กรดาวัน’ ข้อมูลที่ได้ยังไม่เพียงพอ

            ระหว่างตี๋เล็ก พิจิก เมษาร่วมมือกันใช้อาคม สมาธิหยุดยั้ง ชะลอการไหลเวียนของพิษ ธันวากับสองผู้เฒ่าออกมาพักผ่อนในห้องประชุมเล็กของโรงพยาบาล

            ชายหนุ่มใช้ช่วงเวลานั้นบอกเล่า อธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับบ้านดาวัน มูลนิธิดาวัน และตัวคุณดาวันทั้งหมดให้ปู่ทั้งสองฟัง

            เผด็จ คงคาขมวดคิ้ว สิ่งที่ธันวาเล่าเป็นเพียงข้อมูลภายนอก ยังไม่ลงลึกถึงรายละเอียดสำคัญ ไม่สามารถนำมาใช้วางแผนบุกชิงตัวส้มน้อย และตามหาดอกหญ้าแปดกลีบได้

            “ออกไปก่อน” เผด็จบอกหลานชายหลังฟังจบ

            “ถ้าคุณปู่จะพักผ่อน ผมว่าในห้องประชุมนี้อาจไม่สะดวก เดี๋ยวผมขอให้ทางโรงพยาบาลเปิดห้องพิเศษข้างบนให้พักดีมั้ยครับ”

            ธันวาพูดเช่นนี้เพราะคิดว่าสองผู้เฒ่าคงอ่อนเพลีย อยากพักผ่อน ซึ่งโรงพยาบาลแห่งนี้ ท่านทั้งสองเป็นผู้บริจาคสบทบทุนรายใหญ่ ช่วยให้มีตึกทันสมัย เครื่องมือแพทย์คุณภาพดี ทางโรงพยาบาลย่อมเกรงใจ เปิดห้องผู้ป่วยให้พักชั่วคราว

            “ไม่ต้องหรอก ปู่ขออยู่เงียบ ๆ ในนี้สักพัก เราออกไปเฝ้าอยู่ข้างนอก อย่าให้ใครมารบกวนแล้วกัน”

            “ครับ” ธันวาตอบรับ ก่อนออกจากห้องโดยไม่ซักถามอะไร

            เมื่อทั้งห้องว่าง ปราศจากคนอื่น สองผู้เฒ่าสบตากันอย่างรู้ใจ นั่งผ่อนคลายบนเก้าอี้คนละมุม ระบายลมหายใจคั่งค้างออกแล้วสูดลมเข้าอย่างเป็นธรรมชาติ สติระลึกรู้ลมหายใจ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิครู่หนึ่ง แล้วใช้ญาณหยั่งรู้ออกไปสำรวจอาณาจักรดาวัน

            จากคำบอกเล่าของหลานชาย ทำให้สองผู้เฒ่ากำหนดสถานที่แม่นยำ ส่งจิตออกไปสำรวจเส้นทางภายใน ทุกสิ่งที่ซุกซ่อน กระทั่งตัว ‘ดาวัน’ แผนการและวิชาของเธอก็ถูก ‘อ่าน’ รับรู้อย่างละเอียดเพียงชั่วเวลาสั้น ๆ ชนิดที่เจ้าตัวแค่สงสัย สังหรณ์ว่ามีคนลอบดู แต่ไม่ได้ใช้จิตติดตามย้อนกลับมาค้นหา



            เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง เผด็จ คงคาออกจากสมาธิ นั่งคิดทบทวน ปรึกษากันครู่ใหญ่ แล้วจึงเรียกธันวา ธงรบ และชาติเข้ามาในห้องประชุมเพื่อบอกแผนการโดยรวม และสั่งการเฉพาะบุคคล

            ธงรบติดต่อประสานงานกับพฤกษ์ ปฐวี เรื่องจังหวะช่วงเวลาใช้หมายค้นเข้าไปในพื้นที่มูลนิธิดาวัน และคอยดักตามจุดเส้นทางหนีต่าง ๆ ชาติจัดสรรกำลังคนเป็น ‘ทีมเงา’ คอยเสริม ช่วยเหลืออยู่รอบนอก

            ท่านผู้เฒ่าลงลึกถึงแผนการอย่างละเอียด บอกวิธีให้ธงรบ แจ้งข่าวปฏิบัติการอย่างแยบยล รัดกุม สั่งงานชาติให้วางคนตามจุดต่าง ๆ ราวกับตาเห็น จนหลานชายประหลาดใจ คาดไม่ถึงว่าการ ‘รู้’ ของประมุขตระกูล จะกว้างขวาง ลึกซึ้งขนาดนี้

            ยิ่งฟังผู้เฒ่าวัยใกล้เก้าสิบวางแผน สั่งงานได้รอบคอบ ราวกับ ‘รู้เขา’‘รู้เรา’ ทุกซอกมุม เปลี่ยนแปลงการรุกรับได้ทุกสถานการณ์แบบนี้ ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดสองบ้านจึงเจริญรุ่งเรือง หยั่งรากลึกมั่นคงจนถึงปัจจุบัน

            คราวนี้สองผู้เฒ่าบอกภารกิจหลานชาย

            ธันวามีหน้าที่ไปหาดอกหญ้าแปดกลีบ และช่วยส้มน้อยก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าตรวจค้น

            “ให้ผมเข้าไปหาดอกหญ้าแปดกลีบ กับช่วยส้มน้อย” ธันวาทวนหน้าที่ตนโดยไม่ปฏิเสธ ย่นหัวคิ้วคิดหาหนทาง

            เขาต้องลอบเข้าไปหาดอกหญ้าแปดกลีบตามเรือนเพาะชำกระจกต่าง ๆ และควานหาตัวส้มน้อยในอาณาจักรดาวันอันกว้างใหญ่

            ...มันเป็นงานหินที่สุดงานหนึ่งทีเดียว...

            “ไม่ต้องกลัว มันไม่ยากเท่าที่คิดหรอก” เผด็จมองหลานชายแล้วพูดยิ้ม ๆ หันไปโบกมือไล่นายตำรวจ กับลูกน้องตนให้ออกจากห้องไปก่อน

            ธงรบกับชาติแสดงความเคารพ ออกจากห้อง เตรียมตัวปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง

            ส่วนธันวานั่งรอ ฟังรายละเอียดในงานของตน

            สองผู้เฒ่ารอจนในห้องประชุมปิดสนิท ไม่มีบุคลอื่นอยู่ร่วม จึงเอ่ยปากกับหลานชาย

            “ก่อนจะไปทำงานนี้ ต้องมีการ ‘เปลี่ยน’ บางอย่างในตัวเราก่อน” เผด็จเริ่มต้น แววตาบอกถึงการตัดสินใจในเรื่องยากบางอย่าง

            “เปลี่ยนอะไรครับ” ธันวาไม่เข้าใจ

            “บางอย่าง...ไม่มากหรอก” เผด็จยังไม่เข้าประเด็น เพื่อนสนิทที่นั่งใกล้อมยิ้ม อดไม่ได้ต้องสอดขึ้นมา

            “มึงอย่าลีลาเยอะไอ้แก่ ดูหน้าหลานมึงสิ...งงเป็นไก่ตาแตกแล้ว”

            ธันวามองหน้าปู่คงคา แล้วหันมองปู่เผด็จอีกที คราวนี้พบรอยยิ้มเมตตา เสียงหัวเราะเบา ๆ

            “มึงจะรีบขัดกูไปไหนวะไอ้เล้ง ก่อนจะเปลี่ยนมัน ก็ต้องปรับพื้นฐานความเข้าใจให้ตรงกันก่อน” ยิ่งเผด็จพูด หลานชายยิ่งงุนงงกว่าเดิม

            คงคาจึงบอกง่าย ๆ

            “พวกปู่จะเปลี่ยนธันวาให้เป็น ‘ผู้ทรงเวท’ ชั่วคราวน่ะ พอไหวมั้ย”

            บอกแค่นี้พอเข้าใจ...หากเขาสามารถเป็นพวก ‘ผู้ทรงเวท’ แม้สักชั่วคราว ก็จะสามารถติดต่อวิญญาณ ภูตผีให้ช่วยเหลือได้ หนำซ้ำยังมีความสามารถพิเศษที่เคยเห็นแค่ปู่ กับน้องชายทำได้เท่านั้น

            “ได้ครับ...แต่...มันจะง่ายขนาดนั้นเลยหรือ” ธันวายังสงสัย เขาเห็นพิจิกฝึกฝนอาคมกับปู่มาตั้งแต่เล็ก จึงรู้ว่าเรื่องนี้ไม่ง่ายดายเลย

            “มันไม่ใช่เรื่องง่ายหรือไม่ง่าย” คงคาพูดซ่อนนัย ถอนใจเบา ๆ คล้ายเรื่องนี้เป็นการตัดสินใจยากข้อหนึ่งสำหรับพวกตน “แต่มันอยู่ที่ว่าควรทำหรือไม่ควรทำต่างหาก”

            ...ควรทำหรือไม่ควรทำ...ประโยคนี้ถูกเน้นชัดเจน

            ธันวาอึ้ง รู้ว่าปู่ทั้งสองมีความสามารถเกินธรรมดาอยู่แล้ว เขาเชื่อว่าผู้ทรงเวทระดับนี้สร้าง ‘ปาฏิหาริย์’ ได้ เพียงแต่พวกท่านจะพิจารณาอย่างรอบคอบ วางขอบเขตว่าควรทำอะไร แค่ไหน ด้วยเหตุผลใด

            ในครั้งนี้ พวกท่านย่อมพิจารณาไตร่ตรองอย่างละเอียดแล้ว มองเห็นว่า หากไม่ใช้วิธีนี้ จะหาวิธีเอาชนะคุณดาวันไม่ได้เลย

            “เราน่ะมี ‘ของเก่า’ อยู่แล้ว” เผด็จบอกด้วยแววตาเข้าใจลึกซึ้ง “ไม่อย่างนั้นจะมีสัมผัสรับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกภูตผี อันตรายต่าง ๆ ได้ยังไง”

            “พวกปู่แค่ ‘เปิด’ และ ‘เพิ่มเติม’ อะไรบางอย่าง เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยเราทำงานนี้สะดวกขึ้น” คงคาอธิบายเสริม

            “ถ้าปู่ว่าอย่างนั้น ผมก็ไม่มีปัญหาครับ” สำหรับเขา หนทางใดที่พอช่วยเหลือมีนา ส้มน้อยได้ ย่อมไม่คิดปฏิเสธอยู่แล้ว

            “ดี” เผด็จตอบรับ ดวงตาทอประกายเข้มข้น ทรงพลังอำนาจกว่าทุกครั้ง

            “เรามาเริ่มต้นกันเลย...” คงคาบอก ดวงตาฉายพลังเร้นลึกไม่แพ้เพื่อนสนิท

            สองผู้เฒ่าทำ ‘พิธี’ อันศักดิ์สิทธิ์เป็นพิเศษ เพื่อส่งเสริมหลานชาย อย่างที่ไม่เคยทำกับใครมาก่อน

            พลังปราณอันบริสุทธิ์สองสายผสานรวมกัน แทรกเข้าไปตามเส้นประสาท ซอนไซทั่วร่าง ‘เปิด’ ตามจุดจักระต่าง ๆ ให้โปร่งโล่ง กระตุ้นความสามารถอันเร้นลับที่เจ้าตัวเองยังไม่เคยรู้ ไม่เคยสนใจฝึกฝน ให้เผยออกมา

            ธันวารู้สึกชาซ่าน ตัวพองแทบจะระเบิด รับรู้ถึงการไหลเวียนของพลังงานประหลาดภายในร่าง แรก ๆ มันค่อนข้างเชื่องช้า กระทั่งถูกพลังงานภายนอกจากผู้เฒ่าทั้งสองกระตุ้น ส่งเสริม อัดแรงเข้าไป พลังงานพิเศษนั้นจึงหมุนวนรุนแรง

            ชายหนุ่มรู้สึกราวกับตัวตนขยายใหญ่คับห้อง ปีติความสุขบังเกิดขึ้นย้อมจิตจนขนลุกซู่ทั่วร่าง พลังจากปู่ทั้งสองคอยควบคุม จัดระเบียบพลังพิเศษในร่างเขาให้อยู่ในรูปรอยอันเหมาะสม ไม่กระจัดกระจายจนฟุ้งซ่าน เสียสติ

            ครู่หนึ่งปรากฏการณ์ทั้งหมดค่อยสงบลง ธันวากระชุ่มกระชวยอย่างบอกไม่ถูก ปลอดโปร่งราวกับยืนอยู่บนยอดเขาอากาศบริสุทธิ์

            ในที่สุด...พลังที่ ‘เร้น’ อยู่ในร่าง อยู่ในจิตอันลึกลับของธันวา ถูกกระตุ้นขึ้น ก่อร่างขึ้นเป็นพลังพิเศษชั่วคราว อาจไม่เก่งกาจเทียบเท่าผู้ทรงเวทตัวจริง แต่สามารถช่วยให้งานครั้งนี้สะดวกขึ้น



(โปรดติดตามต่อฉบับหน้า)


Kesara
About the author:


แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
Facebook! Twitter! Del.icio.us! Free and Open Source Software News Google! Live! Joomla Free PHP