วรรณกรรมนำใจ Lite Literature
เร้น ๓๘

ชลนิล
(ต่อจากฉบับที่แล้ว)
บทที่ ๒๓
เวลาใกล้พลบค่ำ
นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่มีนามองเห็น ‘เพื่อนต่างภพ’ แล้วจิตใจอบอุ่น ยินดี
เสี่ยหมงหายไปตั้งแต่คืนที่ช่วยพวกเธอจากแก๊งตามล่า พอปรากฏกายให้เห็นกลางห้องคนป่วยเช่นนี้ มีนาคล้ายเจอเพื่อนเก่า นึกอยากเอ่ยปากขอบคุณที่ช่วยเหลือเมื่อคืนก่อน
ยังไม่ทันพูดอะไร ใจนึกสงสัยขึ้นมาก่อน
...การปรากฏตัวแต่ละครั้งของเสี่ยหมงย่อมมีวัตถุประสงค์เสมอ ไม่เคยมาทักทายเล่น ๆ สักที...
ครั้งนี้ก็เช่นกัน...
“พวกมันเตรียมตัวอยู่รอบโรงพยาบาลแล้ว...”
เสี่ยหมงบอกแผนร้ายฝ่ายตรงข้าม...นอกจากพวกมันจะบุกบ้านธันวาเพื่อลักพาตัวส้มน้อย ยังวางแผนจัดคนอีกชุดมาล้อมโรงพยาบาลเพื่อจับตัวเธอไว้เป็นข้อแลกเปลี่ยน หากปฏิบัติการณ์ลักพาส้มน้อยไม่สำเร็จ
มีนาฟังแผนร้ายด้วยใจหวั่น นึกไม่ออก...หากต้องมีการแลกเปลี่ยนเธอกับส้มน้อย ธันวาและพวกผู้ใหญ่จะตัดสินใจอย่างไร
หญิงสาวบอกแผนการที่รู้ให้แม่ฟังอย่างละเอียด ‘คุณนายเภา’ ไม่สงสัยเรื่องการเห็น ‘ผี’ ของลูกสาว จึงวางแผนป้องกัน รับมืออย่างรอบคอบ
ทันทีที่ไฟดับทั้งเมือง สัญญาณเพลิงไหม้ดังลั่น โรงพยาบาลปั่นป่วนวุ่นวาย มีนา เภามณียังสงบใจไม่ตื่นเต้น ด้วยรู้ว่ามันเป็นแผนของฝ่ายตรงข้าม
ทั้งหมดเป็นแค่การสร้างสถานการณ์ โรงพยาบาลไม่ได้เกิดเพลิงไหม้...แต่...ความวุ่นวายต่าง ๆ นั้นเอื้อประโยชน์ให้พวกมันทำงานสะดวกขึ้น
- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -
‘พวกเขา’ ศึกษาเป้าหมายอย่างดี ทั้งหมายเลขห้องผู้ป่วย จำนวนบอดี้การ์ดอารักขา นอกจากนี้ยังรู้อาการว่าผู้ป่วยแขนหักเข้าเฝือก ซี่โครงร้าว เดินไม่สะดวก ต้องเคลื่อนย้ายด้วยเก้าอี้เข็น
แผนการทางนี้วางไว้รัดกุม สอดประสานกับอีกทีมที่ไปลักพาตัวเด็กหญิง
ไฟดับพรึ่บทั่วเมือง หนึ่งในทีมแอบไปกดสัญญาณเพลิงไหม้ เสียงกริ่งดังลั่นทั่วโรงพยาบาล
ขณะเดียวกัน สถานที่สำคัญอื่น ไม่ว่าโรงแรม ห้างสรรพสินค้า ตึกอาคารสำคัญก็ล้วนมีคนแอบกดสัญญาณเพลิงไหม้ในเวลาเดียวกัน เพื่อให้ทั้งเมืองปั่นป่วน สับสน
เสียงกริ๊งงงง...ลากยาว ไฟสำรองฉุกเฉินสว่างเป็นจุด หมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่ต่างวิ่งวุ่นเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเพื่อความปลอดภัย
พวกเขาอาศัยความชุลมุนค่อยแทรกซึมมาจนถึงบริเวณใกล้ห้องผู้ป่วย
กลุ่มบอดี้การ์ดยืนคุมเชิงหน้าประตู ไม่แตกตื่นวุ่นวายไปกับพวกเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล เพียงแต่ถอยหลังชิดผนัง ในมือมีวิทยุคลื่นสั้นคอยติดต่อบอกความเคลื่อนไหว รายงานสถานการณ์เป็นระยะ
ทีมบอดี้การ์ดรู้แล้วว่าไม่เกิดเพลิงไหม้จริง จึงคอยระวัง คุ้มครองหญิงสาวในห้องอย่างแน่นหนา
กลุ่มผู้มีเจตนาร้ายส่งสัญญาณให้กัน ทำตัวกลมกลืนกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ญาติคนป่วย อาศัยความชุลมุนเคลื่อนตัวไปทางหน้าประตูห้องมีนาโดยไม่ผิดสังเกต
พอผ่านทีมบอดี้การ์ด ก็แยกย้ายกันประกบแบบสองต่อหนึ่ง จัดการบอดี้การ์ดแต่ละคนจนสลบเหมือด ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวาย ไม่รู้ใครเป็นใคร
ทีมบอดี้การ์ดหน้าห้องทรุดฮวบลงกับพื้น ผู้บุกรุกสองรายแง้มประตูเข้าไปสำรวจก่อน ผลคือได้กลิ่นฉุนกึกชวนเวียนหัว เป็นยาสลบที่ใช้ฉีดแบบสเปรย์ มีฤทธิ์ร้ายไม่แพ้ยาสลบสมุนไพรของดาวัน ส่งผลให้เข่าอ่อนเกือบหมดสติทันที
พวกที่ตามหลังพบความผิดปกติจึงรีบลากเพื่อนออกมาก่อน จากนั้นให้คนในทีมใช้ผ้าปิดจมูกปาก แล้วถีบประตูเข้าไป
ในนั้นมีแต่ทีมบอดี้การ์ด อาวุธครบ ไม่มีบุคคลเป้าหมาย...
พวกเขาไม่เสียเวลาต่อสู้ รีบหนีโดยเร็ว อาศัยความวุ่นวายนอกห้องเป็นฉากกำบัง พาตนเองและพรรคพวกที่พลาดท่าหลบออกมาโดยไม่ยอมถูกจับ ‘รีด’ ความลับเด็ดขาด
ระหว่างทางก็ส่งข้อความสั้น ๆ ผ่านการสื่อสารพิเศษว่า...
“ใช้แผนสองได้!”
- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -
มีนา เภามณี และบอดี้การ์ดอีกสามคนแอบออกจากห้องคนป่วยก่อนไฟดับโดยฝ่ายตรงข้ามไม่รู้ ขึ้นไปหลบอยู่ห้องว่างอีกชั้นซึ่งมั่นใจว่าปลอดภัย
แรกทีเดียวมีนาบอกว่าอยากออกไปนอกโรงพยาบาลมากกว่า
คนเป็นแม่คัดค้าน
“ออกไปข้างนอกมันเสี่ยงมากกว่า เราก็บอกเองนี่ว่าพวกมันเตรียมตัวอยู่รอบโรงพยาบาล จะแอบออกไปแบบไหนมันก็น่าจะสังเกตออก”
“มีนปลอมตัวได้” หญิงสาวเถียง
“คิดว่าโจรมันโง่เหมือนในละครหรือไง” เภามณีดุให้
ห้องที่ซ่อนนี้ซับซ้อนเกินกว่าคนนอกจะรู้ มั่นใจว่าพวกมันไม่มีทางหาเจอ
พอไฟดับ เสียงกริ่งดังลั่น ก็ทราบทันที ฝ่ายตรงข้ามเคลื่อนไหวแล้ว
เภามณียืนริมหน้าต่างมองทั้งเมืองตกอยู่ในความมืดแล้วเบิกตากว้าง
“มันทำได้ขนาดนี้เลยหรือ” พึมพำอย่างไม่อยากเชื่อ
มีนาเข็นรถตามมาดู พยายามลุกขึ้นยืนเกาะขอบหน้าต่างทั้งที่แขนเข้าเฝือก เคลื่อนไหวไม่สะดวก
“อะไรคะ” ถามด้วยความอยากรู้ พอเห็นภาพที่ปรากฏก็ยืนอึ้ง รู้สึกปวดแปลบตรงซี่โครงขึ้นมาจนต้องลงไปนั่งบนเก้าอี้เข็นอีกครั้ง
ทั้งเมืองมืดมิด แสงสว่างมีเฉพาะบนท้องถนน เกิดจากแสงไฟหน้ารถที่คลาคล่ำ ติดขัด เสียงหวอรถดับเพลิงดังลั่นถนน เสียงรถหวอกู้ภัยดังตาม ๆ กัน
“ไม่น่าเชื่อ” หล่อนคำนวณความสามารถฝ่ายตรงข้ามผิดไปมาก “เราควรทำยังไงดีคะ”
หญิงสาวถามมารดาอย่างนึกอะไรไม่ออก
“ที่นี่ปลอดภัยแน่”‘คุณนายเภา’ ยังมั่นใจ ไม่มีที่ใดปลอดภัยกว่าจุดที่เธออยู่ “ไม่ต้องห่วง”
“จริงหรือคะ” มีนายังไม่มั่นใจ
“พวก ‘ผี’ ไม่ได้กระซิบเตือนอะไรอีกใช่มั้ยล่ะ” ผู้เป็นมารดาหาวิธีพูดให้ลูกสาวคลายใจ
“ค่ะ” มีนาตอบรับเสียงอ่อย แล้วชะงักงันชั่วขณะ
เสี่ยหมงปรากฏเป็นร่างสีเทาจางตรงหน้า มือชี้ไปทางช่องระบายอากาศด้านบนเพดาน
“ห้องนี้อยู่ไม่ได้...รีบออกไปเร็ว!”
มีนามองตามมือชี้ ใจหายวาบรีบหันไปบอกมารดา
“แม่คะ...เราอยู่ห้องนี้ไม่ได้”
เภามณีได้ยินอย่างนั้นก็ขมวดคิ้วสงสัย
“ทำไมล่ะลูก”
หญิงสาวพยายามยกมือขึ้นเพื่อจะชี้ไปทางช่องระบายอากาศ ร่างกายไม่ยอมทำตามคำสั่ง จมูกได้กลิ่นแปลก ๆ รู้สึกเหมือนร่างกายกำลังเป็นอัมพาต
“มะ...แม่...” เธอพยายามส่งเสียงร้องเรียกมารดา
“มีน...มีนา...เป็นอะไรไปลูก” เภามณีเรียกลูกสาวอย่างตกใจ ทั้งเธอและบอดี้การ์ดไม่รู้สึกผิดปกติใด ๆ ทำไมหญิงสาวจึงเกิดอาการเช่นนี้
มีนาไม่สามารถตอบโต้ ร่างเธออ่อนยวบ ฟุบลงบนเก้าอี้เข็นราวกับเป็นร่างไร้กระดูก
เภามณีรีบเข็นรถลูกสาวออกจากห้องลับ ตกใจกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน สถานที่ปลอดภัยที่สุดกลับไม่ปลอดภัยสำหรับมีนาเสียแล้ว
เกิดสิ่งใดกับหญิงสาว...แล้วทำไมทั้งเภามณี กับบอดี้การ์ดไม่รู้สึกผิดปกติ...คำตอบนี้...ผู้เฒ่าที่มองเห็นด้วยญาณพิเศษสามารถบอกได้
- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -
ขณะเผด็จถอนจิตจากสมาธิ ลุกขึ้นไปบอกข่าวหลานชาย จิตคงคายังอยู่ในสมาธิ อีกทั้งพุ่งตรงไปทางโรงพยาบาลด้วยกระแสเหนี่ยวนำบางอย่าง
พบที่นั่นกำลังเกิดเหตุคับขัน ฝ่ายตรงข้ามส่งคนมาหวังจับมีนาเป็นตัวประกันแลกเปลี่ยนส้มน้อย ยังดีที่เสี่ยหมงมาเตือน หลานสาว และลูกสะใภ้วางแผนรับมือได้ดี จึงรอดจากการบุกลักพาตัวได้
ทว่า...พวกมันยังมีแผนสอง
ในทีมฝ่ายตรงข้าม มีผู้หญิงสาว ใบหน้าเรียบ ๆ ไม่สะดุดตาเฝ้ารอคอยคำสั่งเงียบ ๆ จนกระทั่งรับรู้ว่าทีมลักพาตัวทำงานพลาด มีคำสั่งให้ใช้แผนสอง เธอจึงใช้ตัวยาบางอย่างปล่อยลงไปยังช่องระบายอากาศทุกชั้นของโรงพยาบาล
คงคาใช้ญาณพิเศษ ‘ดู’ ยาชนิดนั้น พบว่ามันเป็นตัวยาที่เกือบไร้สีไร้กลิ่น มีฤทธิ์กระจายเป็นวงกว้าง ไม่มีผลต่อคนทั่วไป แต่ถ้า ‘ใคร’ เคยสูดดมควัน ‘ชาสั่งจิต’ มาก่อน หลงเหลือฤทธิ์ยาในร่างเพียงเล็กน้อย มันก็จะผสมเข้ากับตัวยาใหม่นี้ จนกลายเป็น ‘ยาพิษ’ อันร้ายแรง ขั้นต้นเหมือนเป็นอัมพาต ต่อมาสลบไสลไม่ได้สติ ชีวิตคาบเกี่ยวความเป็นความตาย ถ้าถอนพิษไม่ทันจะเสียชีวิตภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง
เมื่อ ‘ดู’ เข้าไปในความคิดหญิงสาวผู้แพร่พิษ จะเห็นว่าเธอทำงานตามคำสั่ง และ ‘ผู้สั่งการ’ นั้นกำชับกับเธออย่างหนักแน่นว่า...จะใช้แผนสองก็ต่อเมื่อแผนหนึ่งไม่ประสบความสำเร็จเท่านั้น
คงคาเห็นหลานสาวตนประสบเภทภัยร้ายแรงเช่นนี้ จิตใจย่อมหวั่นไหววูบหนึ่ง ส่งผลให้จิตถอนจากสมาธิ ระบายลมหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย ลืมตาขึ้นมาพยายามหาวิธีถอนพิษอย่างเร่งด่วน...
- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -
ตอนที่ธันวาขับมอเตอร์ไซค์มาถึงโรงพยาบาล ทั้งเมืองกลับสู่เหตุการณ์ปกติแล้ว ไฟฟ้าสว่าง สัญญาณเพลิงไหม้เงียบลง รถดับเพลิงทยอยกลับที่ตั้ง ไม่มีสถานที่ใดประสบเหตุอัคคีภัย รถราติดขัดค่อยคลี่คลาย คล่องตัว
ธันวาไม่อยากเชื่อ ภูริชจะลงทุนสร้างสถานการณ์ขนาดนี้เพื่อลักพาตัวส้มน้อย
มอเตอร์ไซค์จอดสนิท ชายหนุ่มแทบวิ่งเข้าโรงพยาบาล ใจเป็นห่วงหญิงสาว ไม่รู้เกิดเหตุร้ายใด...คำบอกสั้น ๆ ว่าทางโรงพยาบาลเกิดเรื่อง ย่อมยืนยันว่าเหตุร้ายนั้นมันยากเยียวยาแก้ไข
ถึงหน้าห้องผู้ป่วย พบรองผู้กำกับธงรบยืนคุยกับลูกน้องลุงชาติ สอบถามเหตุการณ์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“พี่ธงรบ” ธันวาเอ่ยทัก
“มาแล้วเหรอคุณธัน” ธงรบหันมา แววตากังวลใจ
“มีนาเป็นยังไงบ้าง” เขาถามถึงหญิงสาว โดยไม่สนใจ...นายตำรวจผู้เพิ่งเข้ากรุงเทพฯ เมื่อวาน รีบกลับมาทำธุระอะไรวันนี้
“อยู่ในห้อง คุณธันไปดูเองเถอะ” บอกสั้น ๆ ไม่ต้องการอธิบายอะไร
ประตูเปิด ธันวาพบว่าในห้องมีคนมากกว่าที่คิด...ปู่เผด็จ ปู่คงคา เภามณี และบุคคลที่ไม่คิดว่าจะมาเร็วขนาดนี้ ‘ตี๋เล็ก’
“หวัดดีครับพี่ธัน...เจอกันอีกแล้ว” น้ำเสียงเด็กหนุ่มพยายามปรุงให้สดใส สีหน้ากลับมีรอยกังวลใจปิดไม่มิด
“มีนาเป็นอะไรไป...ช่วยได้มั้ย” เขาถามรัวเร็วพร้อมก้าวไปยืนข้างเตียง
หญิงสาวเหมือนคนนอนหลับ หายใจเข้าออกเนิบช้า ใบหน้าซีดอมเหลือง ริมฝีปากแห้งปราศจากสีสัน
ธันวาเห็นแล้วใจหล่นวูบ เกิดสังหรณ์ร้ายจับใจ ต้องสะกดน้ำเสียงหันไปถามเด็กหนุ่มอีกครั้ง
“เขา...โดนอะไร?”
“พิษ...ที่ผมไม่รู้จัก” ตี๋เล็กตอบ เป็นครั้งแรกที่น้ำเสียงเด็กหนุ่มไม่มีร่องรอยอารมณ์ขัน มองโลกแง่ดีอย่างเดิม
- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -
รถยนต์วิ่งตรงเข้ากรุงเทพฯ ด้วยความเร็วสูง ผู้นั่งเบาะหลังเปิดจอคอมพ์อ่านรายงานจากลูกน้องตนด้วยความพึงพอใจ...จนกระทั่งถึงบรรทัดสุดท้าย
...ที่โรงพยาบาล...ใช้แผนสอง...ประสบผลสำเร็จ...
ภูริชถอนใจยาว เขาไม่ต้องการใช้ ‘แผนสอง’ กับมีนา...หญิงคนรักของเพื่อน คิดว่าแผนขั้นต้นน่าจะเพียงพอ คาดไม่ถึงพวกเธอจะรู้ล่วงหน้า รีบซ่อนตัวก่อนไฟดับพร้อมทั้งวางกับดักเรียบร้อย
น่าเสียดาย แผนสองภูริชรัดกุม เฉียบขาด...ตราบใดมีนายังอยู่โรงพยาบาล ไม่มีทางพ้นมือ
“ลุงขจรครับ” ชายหนุ่มเอ่ยเรียกคนขับรถ
“ครับ...คุณภูริช”
“ลุงบอกว่า ผู้เฒ่าสองบ้านนั้น ร้ายกาจกว่าที่คิดใช่มั้ย” คำถามชายหนุ่มเกินคาดหมายเล็กน้อย
“ครับ” ขจรตอบรับสั้น ๆ นึกแปลกใจที่ภูริชไม่ถามถึงเด็กหญิงที่กำลังอยู่บนเฮลิคอปเตอร์สักคำ
“คิดว่าสองคนนั่นจะถอน ‘ยาพิษ’ คุณย่าดาวันได้มั้ย”
“ผมไม่ทราบ” คำตอบรวบรัด ชัดเจน
ภูริชถอนใจ มองออกไปความมืดนอกหน้าต่าง...ในใจหวังว่า...เผด็จ...คงคา...สองผู้เฒ่าจอมเวทในตำนานจะสามารถถอนพิษหลานสาวได้
...เพราะเขา...ไม่อยากทำลายหัวใจเพื่อน!...
- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -
ตอนที่ธันวาพูดถึงอาการมาโนช หลังโดนควัน ‘ชาสั่งจิต’ เข้าไปผสมกับฤทธิ์ว่านเต่าภูเขาในตัว ตี๋เล็กได้ยินแล้วบอกง่าย ๆ
‘ไม่มีทางรักษาแล้ว’
ยิ่งเขาใช้ผงว่านครูแกลงให้มาโนชสูดดม เพื่อฟื้นคืนสติ มันกลับเป็นการเร่งเวลาให้ตายเร็วขึ้น
เวลานี้ ‘พิษ’ ที่มีนาได้รับ มันร้ายแรงกว่า ‘ยาพิษ’ ที่มาโนชโดนหลายเท่า ยังเหลือหนทางใดพอรักษา ชุบชีวิตเธอบ้าง
ตี๋เล็กรีบจัดการฝังเข็มตามจุดต่าง ๆ บนร่างมีนาเจ็ดแปดจุด เพื่อหยุดการไหลเวียนของพิษที่ไม่รู้จักชั่วคราว สภาพเธอจึงคล้ายเจ้าหญิงนิทรา แต่เข็มเหล่านี้ช่วยยื้อเวลาได้ไม่เกินชั่วโมง หากไม่รีบถอนออกมาจะกลายเป็นเร่งพิษให้ออกฤทธิ์เร็วขึ้น
ห้องคนป่วยเหลือแค่เผด็จ คงคา ตี๋เล็ก และธันวา ส่วนเภามณีถูกสั่งให้ออกไปดูแลลูกน้องที่บาดเจ็บจากการถูกลอบทำร้ายหน้าห้องผู้ป่วยชั้นล่าง
ตรงหน้าบุคคลทั้งสี่เป็นเศษซาก หลงเหลือจากการใช้ยาฝ่ายตรงข้าม
เศษผ้าม่านในห้องดวงสุดา เม็ดแคปซูลที่ถูกบิทิ้งในห้องคนป่วย ‘นักโทษ’ มือสังหาร และสุดท้าย เศษผงคล้ายฝุ่นสีเงิน ที่คงคาสั่งให้ลูกน้องขึ้นไปเก็บมาจากบนช่องระบายอากาศ
ฝุ่นผงสีเงินนี่เองที่เป็นตัวการให้หญิงสาวเป็นเช่นนี้
สองผู้เฒ่าเล่าเหตุการณ์ในนิมิต ช่วยให้ธันวา ตี๋เล็กมองเห็นรายละเอียดแผนการฝ่ายตรงข้ามชัดเจนขึ้น
ธันวาขบกรามแน่น คับแค้นใจ ‘อดีต’ เพื่อนรัก เขาไม่โกรธที่ภูริชวางแผนชิงตัวส้มน้อย แต่เจ็บปวดใจที่คนคนนี้ไม่เห็นแก่ความเป็นเพื่อน ทำร้ายคนรักเขาขนาดนี้
ตี๋เล็กพิจารณา ‘ซาก’ หลงเหลือของยาตรงหน้า ทั้งดมกลิ่น พิจารณาลักษณะ สีสัน พยายามระบุชนิดของมันออกมาให้ได้
“ผมรู้แค่เจ้าแคปซูลนี่มีผงของชาสั่งจิตหลงเหลือ ส่วนคราบเหลืองบนผ้าม่าน กับฝุ่นสีเงินนี่ ผมแยกไม่ออกเลยว่ามันทำมาจากตัวยาอะไร แบบไหน” เด็กหนุ่มบอกอย่างหนักใจ
ถ้าระบุชนิดยาพิษไม่ได้ ย่อมไม่สามารถหาทางแก้ไข ถอนพิษสำเร็จ
“เรารู้แค่...คุณดาวันเป็นเจ้าของยาพวกนี้” ธันวาบอกโดยไม่ต้องสืบ
“ดาวัน...ผู้หญิงที่แกบอกว่าอายุแปดสิบแต่ดูไม่แก่คนนั้นรึ” คงคาถาม
“ครับ”
“นังคนนี้มันเรียนวิชาพิษ สมุนไพรแปลก ๆ แบบนี้มาจากไหน” เผด็จพึมพำ ครุ่นคิด
“น่าจะเป็นแม่เฒ่าบุปผา ผู้หญิงอายุเกือบสองร้อยปีที่ปู่บอกไงครับ” นอกจากชื่อนี้ ธันวาก็นึกไม่ออกว่ายังมีใครความสามารถสูงขนาดนั้น
โดยเฉพาะวิชา ‘ชะลอความเยาว์วัย’ ซึ่งไม่น่ามีบุคคลที่สองอีก
“ถ้าเป็นวิชาของแม่เฒ่านั่น...” เผด็จถอนใจ “มันก็หนักข้อจริง ๆ”
ถึงสองผู้เฒ่าจะไม่เคยเจอแม่เฒ่าบุปผา แต่ถ้าครูแกลงยกย่องใคร ฝีมือคนผู้นั้นย่อม ‘เกินธรรมดา’
ตี๋เล็กได้ยินพวกผู้ใหญ่เอ่ยชื่อแม่เฒ่าบุปผาก็ขมวดคิ้ว ความทรงจำผุดขึ้นมา
“เดี๋ยวนะครับ...แม่เฒ่าบุปผาคนนี้...ใช่คนที่ทวดบอกว่าขนาดไม่เจอกันนับสิบ ๆ ปีแต่เธอไม่แก่เลย แถมวิชาพิษวิชาอาคมก็ร้ายกาจ ขนาดตัวคนเดียวยังสามารถสังหารขุนโจรยกรังได้จนเป็นที่ร่ำลือ”
“ใช่ แม่เฒ่าคนเดียวกันนั่นแหละ” คงคาบอก
“ทวดเคยศึกษายาพิษที่ใช้ฆ่าพวกโจร แล้วก็สมุนไพรต่าง ๆ ที่แม่เฒ่าคนนี้เคยใช้...ทั้งรักษาคนแล้วก็ฆ่าคน...” ดวงตาเด็กหนุ่มทอประกายความหวัง
ตี๋เล็กหยิบแล็บทอปของตนมาเปิดไล่หาข้อมูลที่ตนบันทึกไว้
“ทวดเคยเขียนถึงการใช้ยาต่าง ๆ ของแม่เฒ่าบุปผา รวมถึงวิธีแก้ไข ผมเห็นว่าสมุนไพรที่ท่านบอกในตำรามันสูญพันธ์เกือบหมดแล้ว เลยไม่ได้ศึกษาละเอียด แต่ถ่ายหน้าตำราพวกนี้เก็บเอาไว้ในคอมพ์เหมือนกัน”
เด็กหนุ่มไล่หาในแล็บทอปจนเจอ เปิดอ่านละเอียด เปรียบเทียบกับซากตัวยาที่เหลือแล้วอธิบายออกมา
“คราบเหลือง ๆ บนผ้าม่านมันมีกลิ่นอ่อน ๆ เป็นกลิ่นเฉพาะคล้ายกลิ่นยาจีนตัวนึงที่ผมรู้จัก...มันคือยาสะกดรอย...มีผลกับคนที่มีฤทธิ์ชาสั่งจิตอยู่ในตัว แล้วถ้ามีการใช้คลื่นเสียงที่เหมาะสม จะเป็นการ ‘สะกดจิต’ สั่งให้คนคนนั้นตกอยู่ใต้อำนาจ มีเรี่ยวแรง คล่องแคล่วผิดธรรมดา อีกทั้งคลื่นเสียงก็เป็นเครื่องนำทาง สามารถเรียกให้คนที่ถูกสะกดเข้ามาหาได้ง่าย ๆ”
ธันวาฟังถึงตอนนี้จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมส้มน้อยถึงคล่องแคล่ว รวดเร็ว สามารถหลบหลีกบอดี้การ์ดจำนวนมากในความมืดออกไปได้อย่างนั้น
“ส่วนฝุ่นสีเงินนี่ ทำมาจากแก่นไม้สามชนิดเผาไฟรวมกันในเตาอบควบคุมอุณหภูมิสามวัน จนได้เป็นเกล็ดฝุ่นละเอียดสีเงินแบบนี้ โดยตัวมันเองแทบไม่มีสีไม่มีกลิ่น ใช้สูดดมเพื่อผ่อนคลาย ไล่หวัด ขับน้ำมูก คนปกติธรรมดาสูดดมจะไม่มีผลอะไร แต่กับคนที่มีฤทธิ์ชาสั่งจิต มันจะเกิดพิษร้ายแรง...ทวดใช้คำว่า...ยาสั่งพิษ...”
ชื่อนี้หลุดจากปาก ผู้ฟังล้วนหนาววูบขึ้นมา
“มียาแก้มั้ย” ธันวารีบถาม
“มีครับ...แต่...” สีหน้าตี๋เล็กหนักใจ “แต่มันสูญพันธ์ไปแล้ว!”
ดวงตาธันวาลุกวาบ
“ว่านเต่าภูเขา ดอกดอยเดือน ต้นช้างลืม พวกนี้ก็สูญพันธ์หมดแล้ว...ทำไมถึงยังปรากฏอยู่ได้” เขาเถียงด้วยใจคับแค้น
“ครับ” เด็กหนุ่มยอมรับ “เราอาจมีหวัง...ยาถอนพิษชนิดนี้คือ ดอกหญ้าแปดกลีบ ซึ่งมันจะขึ้นอยู่ระหว่างต้นช้างลืม กับต้นดอกดอยเดือน...ถ้าเราหาได้ว่าต้นไม้สองชนิดนี้ปลูกอยู่ไหน ก็จะได้ดอกหญ้าแปดกลีบมาถอนพิษเหมือนกัน”
“เราจะไปหามันได้จากไหนกัน?” คงคาถามอย่างหนักใจ
“มูลนิธิดาวัน!” ธันวามั่นใจ เขาเคยเห็นเรือนเพาะชำกระจกหลายหลังในบริเวณมูลนิธิดาวัน สมุนไพรหายาก สูญพันธ์หลายชนิดน่าจะอยู่ที่นั่น
“เราต้องไปที่นั่นอยู่แล้วใช่มั้ย” เผด็จถามหลานชาย
“ครับ” ธันวาพยักหน้า ดวงตาทอประกายวาวโรจน์...เขาต้องไปที่นั่นอยู่แล้ว...
- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -
ตอนธันวาเข้ามาในห้องผู้ป่วย เห็นมีนาโดนพิษที่ไม่รู้จัก ตี๋เล็กยังไม่ได้เริ่มฝังเข็มชะลอการไหลเวียนของพิษ ชายหนุ่มกังวลใจ สับสน ทำอะไรไม่ถูก
ส้มน้อยถูกลักพาตัว มีนาโดนยาพิษ สองเรื่องร้ายแรงประดังมาพร้อมกัน สติกระเจิดกระเจิง ไม่สามารถเรียงลำดับความสำคัญ สับสนว้าวุ่น ไม่รู้ควรทำอะไรก่อนหลัง
เผด็จเห็นหลานชายละล้าละลังเช่นนั้นก็เข้าใจ เอ่ยปากช่วยให้อีกฝ่ายสงบสติอารมณ์
“ใจเย็น...ธัน”
น้ำเสียงมีพลังมากพอทำให้ชายหนุ่มเกิดสติชั่วขณะ
“ผมจะทำยังไงดีครับปู่...ส้มน้อยถูกจับขึ้น ฮ.ไปแล้ว มีนาก็มาโดนยาพิษอะไรแบบนี้อีก”
“เรื่องส้มน้อย ยังไงเราก็ตามตัวเจอแน่” เผด็จบอกหลานชาย
ธันวามองปู่อย่างสงสัย
“ทำยังไงครับ”
“จำจี้ที่ห้อยคอเขาได้มั้ย” เผด็จทบทวน
ชายหนุ่มหรี่ตา เค้นความทรงจำ นึกได้ว่าเคยเห็นจี้ที่ห้อยคอส้มน้อย ซึ่งดวงสุดาบอกว่าเป็นของรับขวัญเหลนจากคุณทวดเผด็จ
“จำได้ครับ...หรือว่า...” พอปู่เปิดทางอย่างนั้นสมองทำงานเร็วจี๋ “จี้นั้นเป็นเครื่องติดตามตัว”
“ใช่”
พอได้ยินเช่นนั้นค่อยคลายใจเปลาะหนึ่ง มั่นใจต้องตามตัวเด็กหญิงเจอ แต่อีกใจยังกังวล กลัวส้มน้อยถูกทำให้โคม่า กลายเป็นเจ้าหญิงนิทราตั้งแต่ถึงกรุงเทพฯ
“ผมกลัวว่าพวกนั้นจะทำให้ส้มน้อยโคม่าเสียก่อน”
“ไม่ต้องห่วง พ่อเราสั่งให้ตำรวจคอยประกบ สะกดรอยหมอโกเมน กับหมอเยาวลักษณ์ไว้อยู่แล้ว คิดว่านอกจากหมอสองคนนี้ ไม่น่ามีหมอคนอื่นร่วมขบวนการด้วยแน่”
ธันวาคลายใจ สติปัญญาเริ่มทำงานคล่องแคล่ว
“ผมว่าพวกนั้นต้องเอาส้มน้อยไปซ่อนที่มูลนิธิดาวันก่อน ที่นั่นบริเวณกว้างมาก...ถ้ามีเครื่องติดตามตัวอยู่แล้วน่าจะหาง่ายขึ้น...งั้นผมจะโทรบอกพ่อ ให้ตำรวจตามรอยส้มน้อยทันทีที่ ฮ.ลงกรุงเทพฯ เลยครับ”
“ดี” เผด็จเห็นด้วย
ชายหนุ่มรีบโทรติดต่อบอกสถานการณ์ทางนี้กับบิดา พร้อมบอกแผนการเสร็จสรรพ
พฤกษ์เห็นด้วยกับลูกชาย รับปากตรวจสอบว่า ฮ.ลงตรงจุดไหน จะได้ตามรอยส้มน้อยต่อได้
การสนทนาจบลงในเวลาไม่นาน ชายหนุ่มคลายใจอีกเปลาะหนึ่ง แต่ถึงอย่างไรเขาต้องรีบเข้ากรุงเทพฯ ตามไปยังมูลนิธิดาวันโดยเร็วอยู่ดี
...เส้นทางช่วยเหลือบุคคลสำคัญทั้งสอง บรรจบที่จุดเดียวกัน...
(โปรดติดตามต่อฉบับหน้า)
| < Prev | Next > |
|---|








