วรรณกรรมนำใจ Lite Literature
เร้น ๓๖

ชลนิล
(ต่อจากฉบับที่แล้ว)
“เขาบอกว่าชื่อภูริชครับ”
ชื่อที่รายงานพ้องกับข้อความทางไลน์ ธันวาชะงักนิ่งงันครู่ใหญ่ บอกไม่ถูกถึงอารมณ์ปัจจุบัน...งุนงง โมโห แค้นเคือง
“บอกให้เขาเข้ามาสิ” ธันวาตอบรับ
ภูริชคงกินดีหมี หัวใจเสือมาแน่ ๆ ถึงกล้าบุกมาถึงบ้านเขาเวลานี้
ลูกน้องลุงชาติลับร่างออกไป ดวงสุดาขมวดคิ้วพึมพำเบา ๆ
“เอ๊ะ...ภูริช...ใครนะ” พอนึกได้ก็โพล่งขึ้นทันที “อ๋อ...ภูริชเพื่อนสนิทของธันตอนมัธยมนี่...แม่จำได้แล้ว คนที่มากินข้าวบ้านเราบ่อย ๆ”
คนเป็นแม่รู้จักเพื่อนลูกชายเกือบทุกคน โดยเฉพาะ ‘ภูริช’ เด็กหนุ่มผู้โดดเด่น น่าสนใจไม่แพ้ลูกชายตน
“แม่พาส้มน้อยไปหาคุณปู่คุณย่าก่อนดีมั้ยครับ” ธันวาบอกเสียงเรียบ สีหน้าผิดปกติ
ดวงสุดาชะงัก เห็นแววตาลูกก็รู้แล้วว่า เขาไม่ได้ล้อเล่น หรือหาเรื่องหลีกเลี่ยงตนอย่างตอนแรก
“เมื่อเช้าคุณย่าร้อยกรองมาจากบ้านเล็ก บอกว่าคุณปู่ขอนอนพักถึงเที่ยง คุณย่าเลยบอกให้แม่ครัวเอากับข้าวไปส่ง แล้วไม่ให้ใครไปรบกวน แต่ไม่เป็นไร แม่จะพาส้มน้อยไปเล่นบ้านแม่เภาก็ได้”
ความที่เป็นเมียนายตำรวจ สะใภ้นักเลงเก่า ดวงสุดาจึงรู้ว่าเวลาไหนควรเล่น เวลาไหนควรจริงจัง ระวังตัว
“ดีครับ พาเข้าไปเล่นห้องมีนาก็ได้ ส้มน้อยน่าจะชอบ”
“ห้องแม่มีนหรือคะ” เด็กหญิงตาโต สนใจจริง ๆ
“ไปสิจ๊ะส้มน้อย เดี๋ยวย่าพาไปเล่นที่นั่นกัน” ดวงสุดารับคำ มองลูกชายด้วยแววตาสงสัยแกมเป็นห่วง
ธันวาพยักหน้าเป็นเชิงบอกให้วางใจ คนเป็นแม่ถอนใจพาหลานสาวออกไปทางหลังบ้านอย่างรวดเร็ว
- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -
โต๊ะอาหาร...ผู้ชายสองคนนั่งคนละฟาก จานชามถูกเพิ่มอีกชุด เครื่องดื่มถูกรินวางไว้รับแขก แล้วคนงานในบ้านก็ออกไปจนหมด
ธันวาสบตา ‘อดีต’ เพื่อนรัก เป็นฝ่ายรอให้พูดก่อน
“กูจำได้ว่าแม่มึงทำกับข้าวอร่อยมาก” ภูริชเริ่มต้น
“อือ...มึงถึงมากินข้าวบ้านกูบ่อยจนแม่จำได้” ธันวาพูดเรียบ ๆ
“แม่อยู่ไหนวะ กูจะได้ไปไหว้ทักทายซะหน่อย ไม่เจอกันตั้งหลายปี” คนเป็นเพื่อนพูดยิ้ม ๆ
“มึงมานี่เพื่อจะทักทายแม่กูเหรอ” ธันวาย้อนถาม
“กูบอกแล้วไง...มาขอข้าวกิน”
“งั้นก็ตามสบายเลย...กับข้าวบ้านกู...ไม่ใส่...ยาสลบ” คำพูดจงใจแทงกันตรง ๆ
ภูริชยิ้มแปลก
“เท่าที่กูรู้มา...ยาสลบ ‘ชั้นดี’ ก็ยังทำอะไรคนบ้านมึงไม่ได้”
“มึงจะมากินข้าวหรือมาชวนคุย” ธันวาไม่ใส่ใจวาจานั้น
“กินข้าว” ภูริชพูดพร้อมตักอาหารคำแรกรับประทานอย่างเพลิดเพลิน
เพียงครู่เดียว สองหนุ่มรับประทานอาหารเงียบ ๆ ร่วมกันจนหมดโต๊ะ ภูริชถอนใจเฮือกใหญ่ คล้ายอาหารมื้อนี้เป็นสมรภูมิรบยิ่งใหญ่ ที่ผ่านมาด้วยความเหน็ดเหนื่อย
“กูมาที่นี่...มีเรื่องอยากตกลงกับมึง”
ในที่สุด การเจรจาเริ่มต้น ธันวารอฟัง ฝ่ายตรงข้ามจะมีลูกไม้อะไร?
บทที่ ๒๒
เวลาตีสี่ครึ่ง
หลังจากทีมจู่โจม Killer ทำงานพลาดประมาณชั่วโมงเศษ
การติดต่อทางวิดีโอคอลระหว่าง Light Killer Wolf และบุคคลที่นานครั้งจะร่วมประชุมทางไกล
Center คุณดาวัน
“บอกฉันได้มั้ย ภารกิจนี้พลาดเพราะอะไร” ดาวันถาม
“บ้านเป้าหมายมีการป้องกันแน่นหนา ทุกคนพร้อมรับมือร้อยเปอร์เซ็นต์” โชติตอบ
“เธอคงอยากบอกว่า...ยาสลบ ‘พิเศษ’ ที่ฉันให้ไป ทำงานไม่ได้ผลมากกว่า...ใช่มั้ย” ดาวันบอกกึ่งเยาะ
นั่นเป็นเหตุผลจริงที่ไม่มีใครกล้ากล่าวต่อหน้า ‘คุณท่าน’
โชตินิ่ง ไม่มีใครแสดงอาการตอบรับ ยืนยัน รู้ว่าเจ้าของยาสลบนั้นภูมิใจผลงานตนแค่ไหน และจะรู้สึกแย่เพียงไรเมื่อ ‘ยา’ ของตนไม่ประสบผล
“หลังจากนั้นเป็นอย่างไร” ดาวันถามต่อ
“พอทีมลักพาตัวทำงานล้มเหลวก็ล่าถอย โดยมีทีมจู่โจมคอยปิดท้ายระวังหลังให้” โชติอธิบาย
“พวกนั้นไม่ไล่ล่าติดตาม พวกเราไม่ถูกจับ ไม่มีใครทิ้งร่องรอยเลยหรือ?” คำถามกึ่งประชด
“ครับ” โชติตอบสั้น ๆ ไม่อธิบายว่าถูกไล่ล่าแต่พวกตนเชี่ยวชาญการหลบหนีโดยไม่ทิ้งร่องรอยใด
สีหน้าแววตาดาวันฉายรอยเยาะหยัน ปรามาสอย่างปิดไม่มิด โชติข่มอารมณ์ไม่แสดงอาการตอบโต้ ไม่กล่าวแก้ตัว ขอโอกาสทำงานใหม่
เยาวลักษณ์ที่นิ่งเงียบมาตลอดถอนใจเบา เอ่ยปากบ้าง
“คุณท่านคะ ถึงแผนขั้นแรกของเราจะพลาด แต่ก็ยังส่งไม้ต่อให้แผนสำรองของภูริชได้อยู่นะคะ”
“แผนสำรอง...” ดาวันยิ้มเยือกเย็น “ภูริช...ไหนเธอลองบอกแผนสำรองของเธออีกครั้งสิ”
“ได้ครับ” ภูริชตอบรับ “แผนสำรองของผมมีการปรับเปลี่ยนนิดหน่อยจากครั้งแรกที่ประชุม ตอนนี้จำเป็นต้องขอความร่วมมือจากคุณท่าน...และขอถามคุณโชติด้วยว่า...สิ่งที่ผมขอร้องให้ทีมลักพาตัว ‘ทำงานบางอย่าง’ หากแผนลักพาตัวผิดพลาด เขาได้ทำให้ผมหรือยัง”
“ทำแล้ว!” โชติกัดฟันตอบเสียงเข้ม
ในการประชุมครั้งก่อน เมื่อดาวันบอกให้ทั้งสองบอกแผนการตนเอง พอโชติเล่าแผนการลักพาตัวจบ ภูริชก็เกริ่นถึงแผนการของตน บอกว่าจะใช้เป็นแผนสำรอง เมื่อแผนการของโชติล้มเหลว จะได้ไม่เป็นการซ้ำซ้อนกัน โดยขอร้องให้ทีมลักพาตัวของโชติ ‘ทำงาน’ บางอย่างก่อนหลบหนี เพื่อตนจะได้เชื่อมต่อกับแผนการตนเองได้
ถึงโชติจะมั่นใจว่าแผนการตนไม่พลาด แต่ก็ยอมรับปากภูริช ยอมสั่งงาน ‘พิเศษ’ กับลูกน้องตน
นัยน์ตาดาวันไม่แสดงอารมณ์ทั้งดีหรือร้าย ปากกล่าววาจากับภูริชเรียบ ๆ
“ฉันรับปากจะให้ความร่วมมือกับเธอแต่แรกอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วง...บอกมาสิว่าครั้งนี้เธอจะปรับแผนสำรองยังไง เพื่อให้งานมันสำเร็จ”
ภูริชคลี่รอยยิ้มแปลก ดวงตาทอประกายเจิดจ้า อธิบายด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเป็นจังหวะ ชักจูงให้คนฟังคล้อยตาม เห็นด้วยกับแผนการนี้
- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -
การประชุมระหว่างบุคคลสำคัญทั้งสี่จบลง ภูริชปิดหน้าจอเครื่องตน พลางส่งเสียงถามคนขับรถด้านหน้า
“ถึงไหนแล้วครับลุงขจร” น้ำเสียงยกย่องให้เกียรติ
“เลยครึ่งทางแล้วคุณภูริช” คำตอบด้วยวาจาทุ้มหนักมีพลัง
‘ลุงขจร’ อายุรุ่นราวคราวเดียวกับ ‘ภรต’ พ่อภูริช เคยอยู่แก๊งเดียวกัน สนิทสนมช่วยเหลือร่วมเป็นร่วมตายมาตลอด
ตอนภรตวางแผนยึดอำนาจในแก๊ง ขจรแอบให้ความช่วยเหลืออย่างลับ ๆ พอแผนแตก ภรตรับผิดคนเดียวไม่ซัดทอดใคร ขจรจึงอยู่ในแก๊งได้ ต่อให้มีคนสงสัยก็ยังไม่กล้าเล่นงานเขา เพราะขาดหลักฐาน และไม่มีใครกล้าเสี่ยงกับฝีมืออันร้ายกาจ กับทีมลูกน้องชุดใหญ่ที่แข็งแกร่งอย่างนั้น
เมื่อภูริชกลับมา ‘ล้างแค้น’ ขจรจึงเป็นหัวหอกในการทลายแก๊งจากข้างใน เพื่อยึดอำนาจ
ต่อมาภูริชเปิดบริษัทบังหน้าเพื่อโอนเงิน ‘เลี้ยง’ ขจรและลูกทีมทั้งหมด เพื่อ ‘สร้าง’ กองกำลังส่วนตัวขึ้นมา
ขจรจึงมีชื่อเป็นเจ้าของบริษัทบังหน้าธุรกิจสีเทาของตน อีกทั้งยังควบตำแหน่งหัวหน้ากองกำลังภูริชอีกด้วย
ตอนธันวา มีนาถูกไล่ล่าริมถนน เหล่าภูตผีช่วย ‘กำบัง’ อำพรางให้ ขจรผู้เป็นหัวหน้าทีมก็สามารถใช้วิชาอาคม เปิดม่านอำพรางสำเร็จ
ภูริชรู้ว่า ‘เพื่อนเก่าพ่อ’ มี ‘วิชา’ ไม่ธรรมดาตกทอดจากต้นตระกูล อีกทั้งมีปมอดีตอันคับแค้นบางอย่าง ซึ่งชายหนุ่มเห็นว่าสามารถใช้เป็นเหตุผลให้คนคนนี้มาร่วมมือกับตนเองได้
“ถ้างั้นพอใกล้ถึงที่นั่น ช่วยปลุกผมด้วยนะครับ” ภูริชบอก
“ได้สิคุณภูริช” คนขับรถฐานะ ‘ไม่ธรรมดา’ ตอบรับ
รถยนต์วิ่งนิ่มแทบไม่มีอาการสะเทือน ภูริชหลับตาถอนใจยาวมุมปากมีรอยยิ้มสาสมใจ
ตั้งแต่ฟังแผนการ Killer โชติ ก็รู้ว่ามันไม่มีทางสำเร็จ แต่ไม่แสดงความเห็นคัดค้าน เสนอแนะใด ๆ นอกจากเสนอแผนสำรองที่สอดคล้องกับแผนการอีกฝ่าย แสดงให้เห็นว่าตนไม่ต้องการทำงานซ้ำซ้อน แย่งชิงผลงานกับใคร
พอได้รับข่าวจาก ‘สาย’ จึงรีบออกเดินทางทันที คาดไม่ถึงระหว่างทาง ‘คุณท่าน’ ดาวันจะสั่งให้มีการประชุมทางไกลโดยด่วน
โอกาสลักพาตัวเด็กหญิงเหลือไม่มากนัก ฉะนั้นการจู่โจมครั้งที่สองจะพลาดไม่ได้เด็ดขาด ดาวันจึงสั่งเปิดประชุมเอง
ต่อให้โชติยังไม่เสียตำแหน่ง Killer ความสำคัญย่อมถูกลดทอนลง ปล่อยให้ภูริชสามารถทำงานควบสองตำแหน่งง่าย ๆ เพิ่มความสำคัญให้แก่ตนเอง
ดาวันมองเห็นเด็กหญิงส้มน้อยเป็นแค่ ‘เครื่องมือ’ ในการขยายอาณาจักรไปยังประเทศมั่งคั่งนั้นอย่างสะดวกดาย
ภูริชกลับมองอีกมุมหนึ่ง
การที่ดาวันไม่เห็น ‘เด็กในปกครอง’ เป็นสิ่งมีชีวิต นับเป็นการกระทำผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดของคนที่ดำรงตำแหน่ง Center
- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -
“เรื่องที่อยากตกลง...” ธันวาทวนคำภูริช “มึงอยากตกลงอะไรกับกู”
คำย้อนถามพร้อมประกายโทสะในดวงตา
“ขอเด็กให้กูได้มั้ย...กูรับรองความปลอดภัยได้”
“ปลอดภัย?” ธันวาลงเสียงหนัก “ปลอดภัยยังไง ทั้งที่ส้มน้อยเกือบโดนทำให้โคม่า เพื่อส่งไป ‘ขาย’ แยกอวัยวะ”
“ตอนนั้นมาโนชยังอยู่” ภูริชโบ้ยความผิด “มาโนชเป็นคนรับข้อเสนอจาก ‘ทางนั้น’ แล้วคนทางนี้ก็เห็นดีด้วย ทำให้เด็กตกอยู่ในอันตรายอย่างที่เห็น”
“มึงจะบอกว่า...” แววตาธันวาแข็งกร้าว “พอมึงแทนตำแหน่งมาโนชแล้ว ส้มน้อยจะไม่โดนจับไปขายอย่างนั้นหรือ?”
ภูริชนิ่งไม่มีคำตอบ ธันวาถอนใจยาว มองหน้าเพื่อนด้วยแววตาบางอย่าง
“มึงรู้อยู่แล้วว่ากูไม่มีทางยกส้มน้อยให้...บอกกูมาตรง ๆ ดีกว่า ที่มาบ้านกูนี่มีเจตนาอะไร”
คำพูดราวกับอ่านจิตใจฝ่ายตรงข้ามออก
ภูริชยิ้มสีหน้าท่าทางผ่อนคลายกว่าเดิม
“ก็...ถ้าอ่านใจกูได้ขนาดนั้น ทำไมถึงไม่รู้ล่ะว่าเจตนา ‘จริง’ ของกูคืออะไร...คุณหมอ!”
ท้ายวาจาภูริชสะกิดให้ ‘จิตแพทย์’ ใช้ความสังเกตมากกว่าปกติ
ธันวา ‘อ่าน’ ใจคนไม่ได้ แต่ด้วยวิชาชีพที่ร่ำเรียนมาฝึกให้ช่างสังเกต อ่านสีหน้า ลักษณะท่าทางผู้คน เพื่อใช้ประกอบในการวิเคราะห์วินิจฉัยผู้ป่วย
จากลักษณะท่าทาง ‘ผู้ป่วย’ ขณะนี้ มีเล่ห์กลอุบายซ่อนอยู่สองส่วน ความจริงใจสามส่วน และจงใจปกปิดอำพรางถึงห้าส่วน
พอจิตใจถอยออกมาเป็น ‘ผู้ดู’ นำอคติความรักความชังออกไป มองบุคคลตรงหน้าเหมือนประเมินวิเคราะห์ ‘ผู้ป่วย’ ไม่ใช่ ‘เพื่อนสนิท’ ที่ตนรู้จักสนิทสนม ทำให้เห็นความจริงบางอย่างซึ่งหากเป็น ‘ธันวา’ ไม่ใช่ ‘คุณหมอ’ จะมองไม่เห็นเลย
ภูริชมาหาเขาด้วยเจตนาแฝงเร้น แต่ไม่ได้คิดร้ายต่อเขาและครอบครัว ในใจผู้ชายคนนี้มีแผนการลึกลับซับซ้อนที่คนธรรมดาทั่วไปไม่มีวันอ่านออก
จากการประเมินลักษณะนิสัยบุคคลนี้ขั้นต้นสรุปว่า...เขาเป็นคนอำมหิต เลือดเย็น สามารถทำได้ทุกเรื่อง แต่...เวลานี้เขาไม่มีเจตนาร้าย...เป็นไปได้ว่า...การรับรองความปลอดภัยส้มน้อย...เป็นคำพูดจริง!
พอเกิดความเข้าใจนั้น ธันวาถอนใจเบา ๆ มองเพื่อนเก่าด้วยแววตาแปลก
“กูเป็นจิตแพทย์ ไม่ใช่หมอดู...ถ้ามึงจริงใจ ก็บอกเจตนามาบ้านกูตรง ๆ ดีกว่า”
ภูริชพยักหน้า พูดตรงจนน่าตกใจ
“กูมาสำรวจดูลาดเลาบ้านมึง มองหาว่าเป้าหมายอยู่ไหน...จะได้วางแผนลักพาตัวถูก”
ผู้มาเยือนบอกเจตนาตรงไปตรงมาเช่นนั้น ฝ่ายเจ้าบ้านจึงตอบด้วยวาจาตรงพอกัน
“ถ้าสำรวจเสร็จแล้วก็กลับไปเถอะ”
อาคันตุกะยิ้มอย่างไม่ถือสา
“เออ...ขอบใจ”
“ไม่ต้องมาขอบคุณ...กูไม่อยากให้มึงเข้ามาสำรวจบ้านอยู่แล้ว” ธันวาตอบ
“เปล่า...” ภูริชพูดด้วยแววตาจริงใจชั่วแวบ “กูขอบใจ...ที่มึงยังนับว่ากูเป็นเพื่อน”
...นี่เป็นอีกครั้งที่ภูริชบอกธันวาด้วยวาจานี้...
ภูริชกลับออกไปโดยเจ้าของบ้านไม่เดินไปส่ง คล้าย ‘จงใจ’ ปล่อยให้เดินสำรวจดูรอบบ้านจนพอใจ
ต่อให้วาจาที่สนทนาวันนี้มีความซับซ้อน ซ่อนนัยใด ๆ คำพูดสุดท้ายของภูริชคือวาจาแท้จริง
...ธันวายังนับเขาเป็นเพื่อนอยู่ ไม่เช่นนั้นคงไม่ยอมให้เข้าบ้าน ไม่สนทนาด้วยสรรพนามสนิทสนมดังเดิม...
ภูริชต่างหาก ยังคิดว่าธันวาเป็นเพื่อนอยู่หรือไม่?
- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -
ธันวายืนมองจนกระทั่งรถยนต์ภูริชแล่นออกจากบ้าน ในใจเกิดสังหรณ์ร้าย...มั่นใจว่าเพื่อนเก่าไม่คิดร้ายกับครอบครัวตน แต่ทำไมสังหรณ์ส่วนลึกกลับรู้สึกถึงเหตุพลิกผัน อันตรายเกินคาดเดา
เมื่อคืนหลังจาก ‘โจร’ ลักพาตัวกระโดดลงจากหน้าต่าง ทีมเฝ้าระวังบ้านตามไล่ล่า หวังจับตัวมาสอบปากคำส่งตำรวจ พวกมันมีชั้นเชิงหลบหนีเป็นทีมแบบแยบยล จนเอาตัวรอดได้หมด
เวลานั้นธันวาสำรวจความเสียหายห้องแม่ พบว่านอกจากประตูตู้พัง กระจกแตกเกลื่อนพื้น และกองผ้าม่านหลุดลุ่ยแล้วก็ไม่มีอะไรเสียหายมากกว่านี้
ดวงสุดา ส้มน้อยหลับลึก ขนาดเกิดเรื่องใหญ่เสียงดังโครมครามยังไม่ตื่น ธันวาจึงไม่รบกวน บอกให้เด็ก ๆ เก็บกวาดทำความสะอาดห้องให้เรียบร้อย
เศษกระจกถูกนำไปทิ้ง ประตูตู้ไม่สามารถซ่อมแซมทันที ผ้าม่านถูกเก็บขึ้นมาเตรียมแขวนอย่างเดิม ชายหนุ่มตาไวมองเห็นคราบสีเหลืองจาง ๆ บนผืนผ้านั้น
พอดูใกล้ ๆ ได้กลิ่นหอมเจือจาง ชวนวิงเวียน รีบนำผ้าม่านนั้นไปให้ปู่ทั้งสอง เพราะรู้ว่าพวกท่านยังไม่นอน
ปู่เผด็จ ปู่คงคาสังเกตคราบสีเหลืองที่เจือจางกว่าเดิม ดมกลิ่นบาง ๆ หลงเหลือเล็กน้อยแล้วขมวดคิ้ว สั่งให้เด็กในบ้านตัดผ้าม่านตรงที่เป็นรอยนั้นเก็บไว้ในกล่องพลาสติกปิดฝามิดชิด
“กลับไปพักผ่อนก่อน ที่เหลือปู่จัดการเอง” เผด็จบอกหลานชายโดยไม่อธิบายอะไรเกี่ยวกับรอยเหลืองบนผ้านั้น
เวลาใกล้เช้า ธันวาจำเป็นต้องพักผ่อนเพื่อเตรียมรับมือการจู่โจมระลอกต่อไป จึงรับคำโดยไม่ถามไถ่ กลับไปนอนพักเอาแรงตามคำสั่ง
ไม่อยากเชื่อ ตื่นมาไม่นาน ต้องเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้ามแล้ว
การมาของภูริชแสดงชัดว่ามั่นใจแผนการตนเองยิ่ง นั่นทำให้ธันวาประมาทไม่ได้ ยิ่งสังหรณ์ลับในใจกระตุ้นเตือน จำเป็นต้องคิดแผนหาวิธีรับมือ
ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์กดหมายเลขน้องชายที่อยู่ต่างประเทศ ด้วยใจร้อนเกินกว่าจะส่งข้อความทางไลน์แล้วรอคำตอบ
“ว่าไงพี่ธัน” เสียงพิจิกชัดเจนเหมือนอยู่ใกล้
“กลับมาบ้านตอนนี้ได้มั้ย” ธันวาเข้าประเด็นโดยไม่เกริ่นนำ
“ที่บ้านเกิดเรื่องล่ะสิ” พิจิกพูดเหมือนรู้
“ใช่” ธันวาบอกแค่นั้น
“ผมกับหมวยเล็กซื้อตั๋วเครื่องบินแล้ว ตอนนี้กำลังรออยู่ที่สนามบิน”
คำพูดน้องชายทำเอาธันวานิ่งอั้น พูดอะไรไม่ออก
พิจิกหัวเราะเบา ๆ เดาอาการพี่ชายไม่ยาก
“ปู่โทรหาผม บอกเรื่องราวคร่าว ๆ ...ทีแรกว่าจะมาคนเดียว แต่หมวยเล็กรู้เรื่องด้วยเลยห่วงเจ้มีน มันเลยฝากงานให้เพื่อนทำก่อน แล้วรีบหาซื้อตั๋วมาเมืองไทยเที่ยวด่วนสุดด้วยกัน...เพิ่งได้ตั๋วตะกี้เอง แต่กว่าจะถึงเมืองไทย กว่าจะขับรถไปถึงบ้านก็น่าจะดึกหน่อยนะ” คนอยู่เมืองนอกอธิบายยืดยาว
“อือ...ก็ยังดี” ธันวาตอบรับ นึกทึ่งในความรวดเร็วฉับไวของสองผู้เฒ่า
คนเป็นน้องชายรู้สึกว่าพี่ชายยังมีความกังวลในใจจึงพูดเสริมขึ้น
“อ้อ...พี่ธันไม่ต้องเป็นห่วงนะ...ถึงผมกับหมวยเล็กจะไปถึงช้าสักหน่อย แต่ปู่ติดต่อเรียกตัว ‘อาจารย์อา’ มาแล้ว น่าจะช่วยรับมือได้” น้ำเสียงพิจิกแฝงอารมณ์ขัน
“อาจารย์อา...” ธันวาทวนคำแล้วนึกถึง ‘ตี๋เล็ก’ เด็กหนุ่มเคยบอกว่าพิจิก เมษาเรียกเขาว่า ‘อาจารย์อา’
“น้องเพชร...ตี๋เล็กน่ะหรือ?”
“ครับนั่นแหละ” พิจิกตอบกลั้วหัวเราะ “รายนี้ตัวจริง เก่งจริง อนาคตเป็นตัวแทนครูแกลงได้เลยนะ”
ถึงพิจิกไม่กล่าวรับรองขนาดนั้น ธันวาก็เชื่อ ด้วยเคยเห็นฝีมือกันมาแล้ว
“อืม...แล้วเจอกัน” ธันวาโล่งใจ
“เดี๋ยวก่อนพี่ธัน...” พิจิกเรียกรั้ง...ทางสายของเขามีเสียงดังอู้อี้คล้ายมีคนพูดอยู่ข้าง ๆ “หมวยเล็กมันบอกว่า...ฝากดูแลเจ้มีนดี ๆ ด้วย”
“แน่นอน” ธันวารับคำสั้น ๆ แต่หนักแน่น
เขาไม่ยอมให้เกิดเรื่องร้ายกับมีนาอีกแน่นอน
- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -
หลังจากรถยนต์ผ่านประตูหน้าบ้านธันวาไม่ไกลนัก ภูริชเอ่ยปากถามคนขับรถทันที
“เป็นยังไงบ้างลุงขจร”
“ตอนนี้เด็กอยู่บ้านอีกหลัง” ขจรตอบแล้วอธิบายเพิ่ม “พวกนั้นทำตามที่รับปากจริง ๆ ก่อนมันจะกระโดดหนีออกมา ได้ทิ้ง ‘ยาสะกดรอย’ ไว้ในห้องด้วย ทำให้เรารู้ว่าเด็กอยู่ไหน”
‘ยาสะกดรอย’ เป็นสิ่งที่ภูริชขอคุณดาวันไว้ตั้งแต่ประชุมคราวก่อน บอกว่าหากทีมลักพาตัวทำงานพลาดขอให้ปล่อยยาตัวนี้ไว้
ส้มน้อยเคยสัมผัสชาสั่งจิตมาแล้ว ต่อให้ดมยาแก้ทัน แต่ก็ยังมีตัวยาค้างในร่างกาย เมื่อสัมผัสยาสะกดรอยเข้าไปจะทำให้ทีมติดตามสามารถรู้ได้ว่าหลบซ่อนอยู่ไหน ง่ายต่อการลักพาตัวอีกครั้ง
“Killer ไม่โกหกนี่นะ” ภูริชพูดกึ่งหยัน
ขจรพูดถึงงานตนต่อ
“ผมแอบเดินสำรวจทั้งสองบ้านคร่าว ๆ แล้ว ถ้าเอาข้อมูลจากตาเห็นมารวมกับ ภาพจากโดรนก็น่าจะใช้วางแผนให้คนของเราได้”
“แล้วลุงเจอ...เจ้าของบ้านสองหลังมั้ย” นี่เป็นบุคคลที่ภูริชประมาทไม่ได้
“ไม่เจอ แต่สัมผัสกระแสพลังงาน อาคมของพวกเขาได้” ขจรพูดพลางถอนใจหนัก แววตากังวล
“แสดงว่าสองผู้เฒ่านี่ร้ายกาจอย่างที่เราคิด” ภูริชเห็นอาการนั้นก็เข้าใจ
ขจรส่ายหน้า ถอนใจอีกครั้ง
“พวกเขาร้ายกาจกว่าที่คิด!” ผู้อาวุโสกว่าพูดเสียงหนัก “แผนของคุณอาจพัง ถ้าพวกเขาทั้งสองคอยกุมบังเหียนอยู่เบื้องหลังแบบนี้”
ภูริชขบริมฝีปากครุ่นคิด
“ลุงรับมือพวกเขาไม่ไหวจริงหรือครับ?”
ชายหนุ่มถาม...สำหรับเขา...เรื่องวิชาอาคมมันไกลตัวเกินไป ต่อให้เห็น ‘ความอ่อนเยาว์’ ของย่าดาวัน แต่นั่นก็ยังคิดว่าเกิดจากการใช้ยาอายุวัฒนะ ซึ่งน่าจะสามารถพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้
โดยส่วนตัว เขาไม่เคยปฏิเสธอำนาจ ความมีอยู่ของไสยเวท ศาสตร์ลึกลับ แต่ไม่คิดว่าชีวิตนี้ต้องมาเผชิญหน้ากับมัน
“ผมทำได้อย่างมากก็แค่ ‘ยัน’ อำนาจญาณหยั่งรู้ของพวกเขาชั่วคราว ไม่เกินห้านาที เพื่อให้ทีมคุณทำงานได้สะดวก หลังจากนั้นก็ต้องวัดกันที่ฝีมือแล้ว”
ขจรพูดอย่างจริงจัง ไม่อวดโอ่ ไม่ถ่อมตัว
ภูริชหรี่ตา วางแผนในหัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“ไม่เกินห้านาที...” ทวนคำช้า ๆ “ก็ยังดี...ผมจะลองปรับแผนอีกที...ขอบคุณมากครับลุง”
ขจรนิ่ง ทำหน้าที่ขับรถตามปกติโดยไม่รู้สึกยินดียินร้ายกับคำชมนั้น
ภูริชไม่ได้โกหกเพื่อนสนิท เจตนาการมาครั้งนี้เพื่อสำรวจ ‘บ้านเป้าหมาย’ จริง ๆ เพียงแต่ผู้สำรวจไม่ใช่ตน
เขาใช้ตัวเองมาล่อความสนใจ แล้วปล่อยให้ ‘มืออาชีพ’ อย่างขจรปลอมตัวเป็นคนขับรถท่าทางไม่มีพิษมีภัย แอบสำรวจเก็บข้อมูลโดยไม่มีใครสงสัย ระวังตัว
แผนการคืนนี้ต้องสำเร็จอย่างเดียว ไม่เช่นนั้นเขาไม่อาจดำเนินแผนขั้นต่อไปได้
ภูริชจริงใจกับธันวาสามส่วน มีเล่ห์กลสองส่วน และปกปิดความจริงห้าส่วนจริง ๆ
ทุกคำที่กล่าวต่อเพื่อนเก่าไม่มีวาจาเท็จ แต่มันแฝงเล่ห์กลข้างใน ซ่อนเจตนาสำคัญหลายเรื่องซึ่งไม่อาจหลุดจากปากได้
ธันวาอ่านออกว่า ภูริชไม่คิดร้ายต่อตนและครอบครัว...แต่ไม่มีทางรู้ว่าเพื่อนคนนี้เปลี่ยนไปแล้ว
ภูริชไม่อยากทำร้ายเพื่อนและครอบครัวก็จริง แต่จำเป็นต้องใช้ธันวา และครอบครัวเป็น ‘เครื่องมือ’ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์บางอย่างในใจ
และเพื่อบรรลุเป้าหมายในใจ คนอย่างภูริชก็กล้าเสี่ยงทำเรื่องอันตรายต่าง ๆ ได้ทั้งนั้น
(โปรดติดตามต่อฉบับหน้า)
| < Prev | Next > |
|---|








