วรรณกรรมนำใจ Lite Literature

เร้น ๓๕



Ren



ชลนิล


(ต่อจากฉบับที่แล้ว)



            “คุณปู่จะกลับพร้อมผมเลยมั้ยครับ คุณย่าน่าจะยังรออยู่บ้านหลังเล็ก” ธันวาถาม

            “ไม่ล่ะ บอกย่าเราเข้านอนได้เลย คืนนี้จะอยู่ที่นี่ก่อน” เผด็จตอบหลานชาย

            “ปู่ไม่พักผ่อนไม่ได้นะครับ” ธันวาสวมบท ‘คุณหมอ’ เพราะรู้ว่าคนอายุขนาดนี้มักไม่นอนแปลกที่

            “ถ้ามันกลับไปนอนได้ก็แปลกแล้ว” คงคาแซวเพื่อนเป็นเชิงบอกให้ชายหนุ่มรู้จักนิสัยปู่ตน

            “เออ...คนแก่อย่างกูมันหลับยาก หรือว่าคืนนี้มึงยังหลับลง” เผด็จสวน

            “คืนนี้ได้ยินเสียงหมาหอน กูคงนอนไม่ได้เหมือนกัน” คงคาพูดแทรกอารมณ์ขัน

            “จริงสิ...เสียงหมาหอน...” ธันวาฉุกใจนึกได้ ช่วงฝ่ายตรงข้ามมาสอดแนม เขาได้ยินเสียงหมาหอนสองสามรอบ “ทำไมหมาถึงไม่เห่าไล่คนก่อน แทนที่จะหอนโหยหวนซะขนาดนั้น”

            ข้อสงสัยของเขาผู้เฒ่ามีคำตอบให้

            “คืนนี้ ส้มน้อยมีบอดี้การ์ดมาเพิ่มน่ะ” เผด็จบอก

            ธันวานิ่งคิดชั่วแวบค่อยนึกออก

            “อ๋อ...ปกป้อง” พูดพลางมองหน้าปู่ตน “คุณปู่เห็นวิญญาณดวงนี้เหมือนกันหรือครับ”

            “ทีแรกก็ไม่รู้หรอก” ผู้เฒ่าตอบ “แก่ตัวแล้ว ไม่ชอบส่งจิตออกนอก...แต่พอหมาหอนเลยสงสัย”

            “แล้วจะมีปัญหาอะไรมั้ยครับ” ชายหนุ่มเป็นห่วง กลัวแผนเสีย

            เผด็จหัวเราะหึหึก่อนตอบ

            “ถ้าเป็นพวกมีอาคม จะรู้ทันทีเลยว่า ‘เป้าหมาย’ อยู่ไหน เพราะผีตนนั้นมีสายใยความเป็นห่วงผูกกับส้มน้อย เลยมักวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ แต่กับคนทั่วไปก็ไม่มีผลอะไรหรอก...อย่างมากโดนหลอกปรากฏตัวให้เห็นแค่แวบสองแวบเท่านั้นแหละ เพราะเจ้าตัวก็ไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์อะไร”

            “กลับไปดูแม่กับลูกเราได้แล้วล่ะ” คงคาเอ่ยปากไล่

            “ครับ...แต่ยังไงปู่ก็พักผ่อนด้วยนะ เป็นห่วงสุขภาพบ้าง” ธันวาพูดจากใจจริง

            เขารู้...ผู้เฒ่าทั้งสองมากด้วยความสามารถ เก่งกาจ เป็นนักเลงเก่า สติปัญญายังเฉียบคม แต่ร่างกายคนอายุเกือบเก้าสิบ ไม่มีทางแข็งแรงเหมือนคนหนุ่มสาว จำเป็นต้องพักผ่อนถนอมร่างกาย มากกว่าออกบัญชาการรบทั้งคืนแบบนี้

            “เออ...ไม่ต้องห่วง...พวกปู่เป็น ‘ตาแก่หนังเหนียว’ ไม่เป็นไรง่าย ๆ หรอก” เผด็จตอบอย่างอารมณ์ดี

            ธันวาลับร่างจากห้อง สองผู้เฒ่าสบตากัน หัวเราะเบา ๆ คำว่า ‘ตาแก่หนังเหนียว’ เป็นคำจำกัดความเหมาะสมกับพวกตนอย่างยิ่ง



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            ตีสาม

            บริเวณรอบบ้านปู่เผด็จตกอยู่ในความเงียบสงัด นานครั้งเกิดเสียงแมลงราตรีกรีดปีกดังสักครา สายลมเย็นพัดผ่านแมกไม้ บ้านเรือน ชักพาบางอย่างติดมาด้วย

            กลิ่นหอมฉุนแปลกเริ่มต้นจากข้างกำแพง แรก ๆ กลิ่นหอมรุนแรงก่อตัวหนาแน่น แล้วค่อยคลี่คลาย กระจายตามลมเข้ามาถึงบริเวณตัวบ้าน

            สุนัขดุสี่ห้าตัวทำหน้าที่ลาดตระเวนรอบกำแพง จนถึงบริเวณหน้าบ้านเกิดอาการชะงัก เงยหน้าสูดกลิ่นแปลกปลอมอย่างไม่แน่ใจ นัยน์ตา ‘พิเศษ’ เห็นเงาดำปรากฏกายวอบแวบ คล้ายเตือนภัย พวกมันจึงส่งเสียงหอนโหยหวน แล้วกลายเป็นร้องงี้ดง้าด แสดงอาการมึนเบลอ ไม่รู้สึกตัวก่อนหมอบลงกับพื้น หลับสนิทราวต้องมนตร์

            ...นอกกำแพง...

            เสียงหมาหอนขาดหาย หญิงสาวสวมเสื้อฮู้ดสีดำยืนหลบในเงามืด เธอเพิ่งจุดตัวยาสลบอันรุนแรงโยนเข้าไปหลังกำแพง แล้วยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู รอจนเวลาผ่านไปเกือบห้านาทีจึงโบกมือส่งสัญญาณ ให้กลุ่มชายฉกรรจ์หยิบรากไม้ขนาดเท่าหัวแม่มืออมไว้ใต้ลิ้น จากนั้นค่อย ๆ ปีนขึ้นกำแพงทีละคนจนกระทั่งเข้าไปในบ้านจนหมด

            เธอตลบหมวกฮู้ดคลุมศีรษะ เดินลัดเลาะเงามืดมาถึงรถยนต์สีดำ จอดซุ่มริมถนน เปิดประตูขึ้นไปนั่งด้านหน้าคู่คนขับ

            “ยาสลบไม่มีปัญหาใช่มั้ยเมวดี” เสียงจากชายชราหลังรถ

            “ค่ะ” หมวกฮู้ดถูกดึงออก เผยใบหน้าเรียบ ๆ ของหญิงสาวดูไม่สะดุดตา

            “มั่นใจนะว่ามันจะทำให้คนทั้งบ้านสลบจนถึงเช้า” ถามต่อเพื่อขอคำยืนยัน

            “ยาสลบนี้ ดิฉันขอให้ ‘คุณท่าน’ เพิ่มฤทธิ์มันอีกเป็นสิบเท่า เพื่อใช้กับพื้นที่กว้าง สามารถซึมเข้าไปในบ้านได้ ต่อให้ปิดประตูหน้าต่างมิดชิดก็ตาม”

            “ยาแรงขนาดนี้ รากไม้ที่ให้ไปจะป้องกันได้แค่ไหน”

            “คุณท่านทราบดีว่าส่ง ‘ยา’ ฤทธิ์แรงแค่ไหนมาให้ ท่านก็จะส่งยาแก้ที่เหมาะสม พอดีตามมาอยู่แล้ว” คำอธิบายไม่ยืดยาว พอพูดจบก็หยุดไม่แสดงกิริยาใด

            “ดี...หวังว่างานจะสำเร็จคืนนี้...” ผู้พูดดวงตากร้าว “ฉันไม่อยากเสียหน้า...ให้ใครต้องมา ‘เก็บ’ งานแทน”

            หญิงสาวไม่แสดงความเห็น ไม่สนับสนุนหรือคัดค้าน เธอไม่อยู่ฝ่ายใครทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น Killer หรือ Wolf

            ...ชีวิตเธอ...อยู่ในกำมือคุณดาวันคนเดียว...



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            ทีมจู่โจมลงจากกำแพงเข้าเขตบ้านเป้าหมาย พบสุนัขดุนอนสลบไสลตามรายทางตั้งแต่ข้างกำแพง จนใกล้ถึงตัวบ้าน ตลอดเส้นทางยังไม่พบเวรยามเฝ้าระวังสักราย หัวหน้าทีมส่งสัญญาณมือบอกให้กระจายกำลังตรวจดูมองหาว่ามีเวรยามหลับไหลจากฤทธิ์ยาบ้างหรือไม่

            ปรากฏว่าจุดที่เห็นมีคนเฝ้าระวังตอนสอดแนม กลับไม่มีใครอยู่สักคน ลูกทีมต่างรีบส่งสัญญาณมือบอกหัวหน้าให้ทราบถึงความผิดปกตินี้

            ทว่า...ช้าไปแล้ว เวรยามเฝ้าระวังบ้านโผล่จากที่ซ่อนยืนโอบล้อมกลุ่มผู้บุกรุกแน่นหนา แต่ละคนไม่มีร่องรอยง่วงงุน หรือแสดงอาการว่าตกอยู่ใต้อำนาจยาสลบอันรุนแรงเลย

            ถึงเวลานี้ การปะทะซึ่งหน้า เป็นสิ่งเลี่ยงไม่ได้แล้ว



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            ห้องนอนเจ้าของบ้านอยู่บนชั้นสอง ดับไฟมืด ภายในพื้นที่กว้างขวาง มีหน้าต่างทั้งฝั่งหน้าบ้าน และหลังบ้าน สามารถมองดูรอบตัวบ้านโดยไม่มีมุมอับสายตา

            ธันวายืนอยู่ตรงหน้าต่างฝั่งทางหน้าบ้าน รูดผ้าม่านออกมองเห็นการปะทะต่อสู้สองฝ่ายชัดเจน เสียงการเคลื่อนไหว ต่อสู้แว่วเข้ามาถึงข้างใน หรี่ตามองอย่างประเมินสถานการณ์ชั่วครู่

            ฝ่ายผู้บุกรุกประหลาดใจกับการตั้งรับโดยไม่ตกใต้อำนาจยาสลบเพียงชั่วขณะ ก่อนเข้าปะทะต่อสู้อย่างรวดเร็ว ไม่ลังเล ถึงขั้นนี้จึงเป็นการวัดฝีมือล้วน ๆ ไม่คิดหลบหนีจนกว่าภารกิจจะสำเร็จ

            แผนการตอนแรกต้องการให้ฝ่ายเจ้าของบ้านสลบไสล พวกตนเข้ามาชิงตัวเด็กอย่างเงียบเชียบ แต่เพื่อความไม่ประมาท ก็ยังจัดทีมมาเต็มที่พร้อมสรรพ สามารถรับมือกับสถานการณ์พลิกผันได้

            เมื่อเกิดการปะทะตรง ๆ สองฝ่ายมีกองกำลังใกล้เคียงกัน ต่างกันตรงทีมผู้บุกรุกได้รับการฝึกฝนแบบ ‘ทีม’ คล่องแคล่ว ว่องไวกว่า แบ่งรุกแบ่งรับ แยกกันต่อสู้ทำงานอย่างมีระบบ มืออาชีพ ฝ่ายเจ้าของบ้านมีฝีมือเฉพาะตัวบุคคลเหนือกว่า แต่เพิ่งรวมทีมแบบเฉพาะกิจดูสับสนไปบ้าง ขัดมือขวางเท้ากันบางครั้ง

            ช่วงเวลาสั้น ๆ ยังดูสูสีก้ำกึ่ง ตอบไม่ได้ว่าใครแพ้ใครชนะ



            ธันวาถอนใจยาว แอบหวั่นใจลึก ๆ เตรียมพร้อมรับมืออยู่ในห้อง นึกทึ่งกับการคาดการณ์ล่วงหน้าของสองปู่

            “ชาติ...เอารากไม้นี้ไปแบ่งให้เด็ก ๆ ทุกคนติดตัวไว้” เผด็จหั่นรากไม้เป็นท่อนขนาดเท่าปลายนิ้วก้อยให้คนสนิทตั้งแต่หัวค่ำ

            “รู้วิธีใช้แล้วใช่มั้ย” คงคาถาม

            “อมไว้ใต้ลิ้นใช่มั้ยครับ” ชาติพอจะรู้เรื่องนี้บ้าง

            “เออ...แต่เอ็งต้องรอให้พวกมันปล่อยยาก่อน ขืนอมรากไม้ตั้งแต่ตอนนี้ แล้วมันปล่อยยาสลบตอนดึก รากไม้ก็จืด ฤทธิ์ยาแก้จะหมดสภาพเสียก่อน” คงคาอธิบาย

            “แล้วจะให้อมรากไม้ตอนไหนครับ” ถามด้วยความไม่แน่ใจ

            “ก็ตอนที่พวกมันเริ่มปล่อยยาสลบน่ะสิ” คงคาบอกง่าย ๆ

            คนเป็นลูกน้องไม่กล้าเถียง แต่มองเป็นเชิงถาม...จะรู้ได้ยังไงว่าฝ่ายนั้นปล่อยยาตอนไหน?...

            เผด็จหัวเราะหึหึ...เข้าใจคำถามทางสายตา

            “เอ็งดูจากพวกหมาที่ลาดตระเวนก็ได้ ถ้ามันมีอาการแปลก ๆ เป๋ ๆ ผิดปกติเหมือนคนง่วงนอนก็รีบอมยาทันที” พูดจบก็หยุดคิด...เผื่อพวกนั้นไม่เห็นอาการของหมาล่ะ...จึงรีบอธิบายเพิ่ม “หรือไม่ก็บอกพวกเด็ก ๆ ว่าถ้าได้กลิ่นอะไรแปลก ๆ แล้วเกิดอาการง่วงก็ให้รีบอมรากไม้ได้แล้ว”

            คงคากล่าวเสริม

            “ยาพวกนี้มันไม่ทำให้สลบทันทีที่ได้กลิ่นหรอก มันใช้เวลาออกฤทธิ์สักพัก พวกมันไม่มีทางบุกตั้งแต่เริ่มวางยาแน่ เพราะงั้นถ้าได้กลิ่นแปลก ๆ ก็รีบอมยาแก้แล้วเตรียมตัวตามแผนได้เลย”

            แผนการนี้ถูกวางตั้งแต่หัวค่ำ ก่อนหน่วยสอดแนมฝ่ายตรงข้ามมาถึง

            เมื่อชาตินำรากไม้ออกไปแจกพวก ‘เด็ก ๆ’ ธันวาจึงถามสองผู้เฒ่า

            “ทำไมปู่ถึงคิดว่าพวกนั้นจะใช้ควันยาสลบครับ”

            “ตัวหัวหน้าแก๊งมันอายุเท่าไหร่?” เผด็จถามยิ้ม ๆ

            “เท่าที่ฟังรายละเอียดวันนี้ ‘โชติ’ หัวหน้าแก๊งน่าจะอายุหกสิบกว่าแล้ว” ธันวาตอบ

            “คนแก่...มันก็ชอบใช้แผนเก่า ๆ นั่นแหละ” คงคาเป็นฝ่ายตอบ แถมหาเรื่องหยอกเพื่อนสนิท

            “คนที่จะใช้แผนแบบนี้ มันต้องมั่นใจในฤทธิ์ยาตัวเองเต็มที่” เผด็จบอกหลานชาย แล้วหันไปยักคิ้วให้คู่หู “แผนการเก่า ๆ ใช่ว่าจะล้าสมัยเสมอไปเว้ยไอ้แก่...ส่วนใหญ่แผนง่าย ๆ แบบนี้แหละทำให้สำเร็จง่าย ๆ เหมือนกัน”

            ธันวาเข้าใจ เมื่อฝ่ายตรงข้ามมั่นใจ ส้มน้อยอยู่ไหน มีกองกำลังป้องกันเท่าไหร่ ก็สามารถเลือกใช้ยาสลบออกฤทธิ์แรง สามารถจัดการคนจำนวนมาก จากนั้นค่อยส่งลูกน้องมาเคลียร์พื้นที่ นำตัว ‘เป้าหมาย’ กลับไปง่าย ๆ

            “มันคงคิดไม่ถึงว่าเรามียาแก้เหมือนกัน” ธันวาพูดบ้าง

            “ไม่หรอก” คงคาพูดอย่างครุ่นคิด “มันรู้พวกเราเป็นใคร รู้ว่าต้องมียาแก้ควันสลบแน่ เพราะฉะนั้นต้องใช้ควันยาสลบรุนแรงไม่เหมือนใคร รากไม้ยาแก้ธรรมดาถอนฤทธิ์ยาพวกมันไม่ได้...แต่ที่พวกมันไม่รู้คือ...ครูแกลงมีคาถาถอนฤทธิ์ยาสลบแบบครอบจักรวาล ถ้าเอามาใช้ปลุกเสกกับรากไม้พวกนี้ ต่อให้ยาแรงแค่ไหนก็ต้านไหว...มันมีจุดอ่อนอย่างเดียวคือ หลังจากอมใต้ลิ้นแล้ว ฤทธิ์ของอาคมจะค่อย ๆ เสื่อมลง อยู่ได้นานสุดไม่เกินชั่วโมง”

            “มิน่า ปู่ถึงบอกให้พวกนั้นอมยาแก้ตอนพวกมันเริ่มใช้ยา” ธันวาเข้าใจ

            “อืม...ที่เหลือก็ต้องดูกันว่า เด็ก ๆ เราจะจัดการพวกมันได้ภายในเวลาไม่เกินชั่วโมงหรือเปล่า” เผด็จพูดแล้วนึกได้ หยิบรากไม้ให้หลานชายเหมือนกัน “เออ...เราก็อย่าลืมอมยาแก้ไว้ด้วยล่ะ”

            “ครับ” ชายหนุ่มรับรากไม้มาถือไว้



            ฤทธิ์รากไม้แก้ยาสลบมีอำนาจไม่เกินหนึ่งชั่วโมง การต่อสู้ปะทะไม่น่าจะดำเนินนานขนาดนั้น เพราะทันทีที่ฝ่ายตรงข้ามบุก ชาติจะโทรแจ้งตำรวจตามแผน ซึ่งผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จะมาถึงบ้านอย่างเร็วไม่เกินสิบห้านาที อย่างช้าไม่เกินครึ่งชั่วโมง

            ในห้องดับไฟมืด ธันวาอมรากไม้ตั้งแต่ได้ยินเสียงหมาหอน มั่นใจว่าต้องเป็นการกระตุ้นให้ส่งสัญญาณจาก ‘ปกป้อง’

            สายตาเหลือบมองบนเตียง เห็นแม่ของเขานอนหลับสนิทคู่กับส้มน้อยอย่างเป็นสุข ไม่สนใจว่าภายนอกเกิดเรื่องราวใด ฤทธิ์ยาสลบสามารถซอกซอนเข้ามาทำงานถึงในห้องนี้ ยังดีที่ปู่ทั้งสองบอกว่านอกจากทำให้หลับลึกแล้ว มันไม่เป็นอันตรายใด ตื่นเช้ามาไม่มีอาการผิดปกติ ไม่เกิดผลข้างเคียง

            การต่อสู้ภายนอกดำเนินอย่างเข้มข้น จิตใจธันวาสงบราบเรียบ สายตามองออกนอกหน้าต่าง รับชมภาพการปะทะอันว่องไว หนักแน่น เต็มไปด้วยชั้นเชิง หูเปิดรับฟังทุกเสียงแปลกปลอมภายในบ้าน เผื่อมีศัตรูใดสามารถเล็ดรอดเข้ามาได้

            ภายในบ้านมีการเฝ้าระวังไม่แพ้ด้านนอก ชั้นล่างวางพวก ‘มือดี’ ไว้ตามประตูทั้งด้านหน้าด้านหลัง ชั้นบนก็ยังมีนักมวยระดับแชมป์ของลุงชาติเฝ้าหน้าห้องอีกสองคน ไม่นับคุณหมอหมัดหนักในห้องอีกหนึ่งราย

            การระวังป้องกันแน่นหนา แข็งแรงขนาดนี้ หากใครบุกถึงห้องได้ก็นับว่าฝีมือไม่ธรรมดาแล้ว

            ...แกร๊ก...เสียงไขกระจกหน้าต่างดังขึ้น...ธันวาหันขวับ

            ตรงนั้นเป็นหน้าต่างเปิดออกรับลมทางหลังบ้าน ซึ่งขณะนี้ปิดม่านทึบ อำพรางสายตาบุคคลภายนอก บานหน้าต่างชั้นสองไม่มีเหล็กดัด เพราะผนังด้านนอกราบเรียบ ไม่มีกันสาดชายคาให้เหยียบยืน คนที่ขึ้นมาได้น่าจะมีแต่พวกไต่ผนังแบบจิ้งจกเท่านั้น

            ชายหนุ่มจรดปลายเท้า ก้าวไปทางหน้าต่างด้านหลังบ้านทันที สายตามองผ้าม่านพะเยิบพะยาบโดยไม่มีเสียงหลุดรอดออกมา

            การขึ้นมาถึงห้องแบบเกือบไร้เสียงเพียงคนเดียวนี้ ผู้บุกรุกย่อมฝีมือไม่ธรรมดา น่าจะเป็นพวกมืออาชีพ หาตัวจับยาก น่าจะเป็นคู่ต่อสู้ตึงมือคนหนึ่ง

            ผ้าม่านขยับไหวเล็กน้อย ร่างเงาดำ ๆ โผล่พ้นออกมา สายตายังไม่ทันปรับเข้ากับความมืดในห้อง ธันวาก็ชิงจู่โจมก่อนโดยไม่ให้อีกฝ่ายตั้งตัวได้

            หมัดแรกพุ่งตรงหวังให้ผู้บุกรุกสลบเหมือด แต่เหมือนอีกฝ่ายมีสัญชาตญาณต่อสู้ชั้นเลิศ หลบหมัดพร้อมสวนกลับแบบไม่ลังเล

            ธันวาเบี่ยงตัวหลบ อาศัยสายตาชินกับความมืดมากกว่า อีกทั้งคุ้นเคยภายในห้องนอนมารดาจึงเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว เป็นฝ่ายบุกโดยไม่ยอมให้อีกฝ่ายตั้งตัว

            หมัดแลกหมัด ศอกแลกศอก การต่อสู้ระยะประชิดแบบฝีมือสูสีก้ำกึ่งเต็มไปด้วยความเผ็ดร้อน ตื่นเต้น ความมืดแทบไม่เป็นอุปสรรคเมื่อสายตาฝ่ายตรงข้ามเริ่มปรับชินกับมันได้

            เจ้าของบ้านมีข้อได้เปรียบอย่างเดียวคือคุ้นเคยกับทุกสิ่งในห้อง สามารถสลับขาหลบหลีกตีโต้ว่องไว ขณะที่อีกฝ่ายพลาดกระแทกโต๊ะตู้แบบเฉียด ๆ หลายครั้งทำให้สะดุดพลาดโอกาสรุก

            การต่อสู้ภายในห้องดุเดือดแค่ไหน ก็ยังไม่เกิดเสียงดังจนผิดปกติ เวลานี้คนนอกห้องไม่สามารถปริปากร้องถามคนข้างในไม่อาจตะโกนขอความช่วยเหลือ เพราะต่างอมรากไม้ไว้ใต้ลิ้น เสียงผิดปกติเล็กน้อยเหล่านี้ นักมวยนอกห้องจึงคิดว่าเกิดจากตัวเจ้าของห้องเอง

            ธันวาใช้สมองครุ่นคิดว่องไว ก่อนชักนำคู่ต่อสู้เข้าใกล้ตู้เสื้อผ้าและโต๊ะกระจกเครื่องแป้งของแม่

            ...ปัง...เพล้ง...

            ชายหนุ่มกระหน่ำหมัด ตามด้วยเข่าจัง ๆ ทำเอาคู่ต่อสู้เซถลาชนตู้เสื้อผ้าดังลั่น จากนั้นยกขาถีบเต็มแรงดังปัง ตั้งใจปิดบัญชี ผู้ร้ายรีบหมุนตัวหลบไปกระแทกโต๊ะเครื่องแป้งอย่างแรง ทำให้กระจกหล่นโครมแตกเพล้ง ส่วนเท้าธันวาก็ทำเอาประตูตู้เสื้อผ้าพังยับ หลุดห้อยร่องแร่ง

            เท่านั้นเอง ประตูห้องเปิดผาง นักมวยที่เฝ้าระวังด้านนอกรีบเข้ามาโดยไม่ต้องร้องสั่ง เป็นโอกาสให้ฝ่ายเจ้าของบ้านได้เปรียบ

            ผู้บุกรุกเห็นเจ้าของบ้านมีผู้ช่วยตามมาอีกสอง ขนาดคนเดียวเขายังรับมือแทบไม่ไหว สมองประเมินสถานการณ์แวบเดียวก็ออกแรงกระชากผ้าม่านหน้าต่างจนหลุดคามือ แล้วโยนไปคลุมทางฝ่ายเจ้าบ้าน จากนั้นกระโดดลงจากหน้าต่างทันที

            ธันวารีบหลบผ้าม่านที่แผ่มาจะคลุมศีรษะ มองเห็นผู้บุกรุกผลุบลงจากหน้าต่าง รีบกระโจนตามไปเกาะดู ทันเห็นเบื้องล่างมีคนฝ่ายตรงข้ามรอรับพรรคพวกตนเองอยู่

            เมื่อเห็นอย่างนี้จึงพอคาดเดาแผนการพวกมันได้...

            ขณะที่ปล่อยให้ทีมจู่โจมออกไปต่อสู้รับมือกองกำลังป้องกันทางด้านหน้า ทีมลักพาตัวก็ลอบมาด้านหลัง ต่อตัวกันขึ้นมาทางหน้าต่างเพื่อชิงตัวเด็ก แล้วโยนลงไปข้างล่าง โดยมีทีมรอรับอย่างปลอดภัยอยู่แล้ว

            แผนการมันผิดพลาดนิดเดียว ตรงไม่คิดว่า บอดี้การ์ดในห้องฝีมือร้ายกาจเกินคาด มันจึงต้องรับพวกเดียวกันเองแทนตัวเด็กที่ต้องการ

            จากนั้นผู้บุกรุกส่งสัญญาณถอย แผนการชิงตัวเด็กคืนนี้ล้มเหลวแล้ว



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            เวลาสาย

            “ส้มน้อย พ่อหนูตื่นหรือยัง ไปดูหน่อยสิ” เสียงนอกห้องแว่วเข้าหูธันวา

            ประตูแง้มเบา ๆ แทบไม่มีเสียง เจ้าตัวเล็กจดฝีเท้าเข้ามาในห้องกึ่งกลัวกึ่งกล้า ชะโงกดูร่างเจ้าของห้องบนเตียงแวบเดียว พอเห็นว่าหลับตาสนิทก็ค่อยออกไป พยายามไม่ให้เกิดเสียงดังออกมา

            “ยังไม่ตื่นค่ะคุณย่า” เสียงแจ๋ว ๆ ตอบ

            “สายแล้วไม่รู้จักตื่น โตจนเป็นคุณหมอแล้วยังจะนอนกินบ้านกินเมืองอีก” ดวงสุดาบ่นไม่จริงจังนัก

            “ป้าหวีบอกส้มน้อยว่า กว่าคุณพ่อจะนอนก็ตอนเช้ามืดแล้ว ให้คุณพ่อนอนอีกหน่อยนะคะคุณย่า” เด็กหญิงต่อรองแทนบิดา

            “ย่าไม่ได้บอกให้ปลุกพ่อเราซะหน่อย” ขนาดพูดอย่างนั้นยังจงใจส่งเสียงดังกว่าปกติ “แค่บ่นให้ฟังลอย ๆ เฉย ๆ ว่าข้าวเช้าเตรียมไว้ให้นานแล้ว เดี๋ยวมันจะเย็นหมด แล้วย่าก็อยากรู้ว่ากระจกตรงโต๊ะเครื่องแป้งหายไปไหน ประตูตู้เสื้อผ้าของย่า ใครเป็นคนทำพัง”

            ขนาดบ่นลอย ๆ ยังพูดเสียยืดยาว ส้มน้อยได้แต่มองคุณย่าตาแป๋ว ไม่รู้จะแก้ตัวแทนคุณพ่ออย่างไร

            เด็กหญิงรู้สึกแปลกใจเหมือนกัน ที่ตื่นมาเช้านี้ ห้องนอนคุณย่าเปลี่ยนไป ดูโล่งขึ้น กระจกตรงโต๊ะเครื่องแป้งหายไป ประตูตู้เสื้อผ้าห้อยร่องแร่ง พื้นห้องสะอาดเอี่ยมผิดปกติเหมือนมีใครมาเก็บกวาด ถูจนสะอาดเอี่ยมตั้งแต่เช้ามืด

            พวกแม่บ้าน ลูกจ้างสาว ๆ ไม่รู้เรื่องสักคน ต่างบอกตรงกันว่าหลับสนิทรวดเดียวยันเช้า ส่วนพวกหนุ่ม ๆ ผู้ชายทั้งหลายก็ไปรวมกลุ่มอยู่เรือนคนงานด้านหลัง ไม่มีใครโผล่มาตอบข้อสงสัยคุณย่าเหมือนกัน



            ธันวาหลับตา ริมฝีปากอมยิ้ม รู้ว่าเสียงบ่นลอย ๆ ดังกว่าปกตินั้นจงใจส่งถึงใคร

            แม่รู้ว่าลูกชายเป็นคนนอนไว แค่คนแง้มประตูเข้าไปก็รู้สึกตัวแล้ว จึงแกล้งบ่นเสียงดังให้กระทบหู ถ้าลูกชายรำคาญคงยอมลงมากินข้าว บอกเล่าสาเหตุความผิดปกติในห้องให้ฟังเอง

            ธันวารู้สึกตัวครู่ใหญ่ ก่อนส้มน้อยแง้มประตูเข้ามา ขี้เกียจออกไปตอบคำถามของแม่ แต่วันนี้มีเรื่องต้องจัดการหลายอย่าง นอนต่อก็จะเสียเวลา จึงลุกจากที่นอนหลังเจ้าตัวเล็กออกจากห้องไม่นาน



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            อาหารเช้าบนโต๊ะวางเรียงไว้ราวกับให้กินได้สักสี่ห้าคน ธันวามองมารดากับส้มน้อยที่ร่วมโต๊ะด้วย ทั้งที่กินอาหารเช้าเรียบร้อยนานแล้ว

            “ของกินเยอะแยะขนาดนี้ ให้ผมกินคนเดียวเหรอแม่” ธันวาถามเปิดการสนทนา

            “ตอนนี้มันเวลาเท่าไหร่แล้วจ๊ะลูก แม่กับส้มน้อยกินข้าวแล้ว เหลือแต่คนตื่นสายอย่างเรานี่แหละ” ดวงสุดาตอบพร้อมยิ้มใส่ดวงตาลูกชายอย่างซ่อนนัยสำคัญ

            “ส้มน้อยหลับสบายมั้ย” ชายหนุ่มรู้ทันมารดาเลยเลี่ยงไปเอ่ยปากกับเด็กหญิงแทน

            “หลับสบายค่ะ ส้มน้อยไม่ฝันอะไรเลย” เจ้าตัวเล็กตอบเสียงใส

            ธันวาพยักหน้า ดูจากสีหน้ามารดาและส้มน้อย แสดงว่ายาสลบนั้นมีผลแค่ให้หลับลึกจริง ๆ ไม่เกิดอาการข้างเคียงอันตรายใด

            “แม่หลับไม่ค่อยสบายเท่าไหร่” ดวงสุดาแหย่ “ไม่รู้เมื่อคืนมีใครมาวุ่นวายในห้องบ้าง”

            “ไม่น่ามีนะครับ” ธันวาตอบแค่นั้น

            “หือ...จริงเร้อ...ลูก...” ถามเสียงสูง นัยน์ตาคาดคั้น

            ชายหนุ่มก้มหน้ารับประทานอาหารโดยไม่สนใจตอบวาจา

            คนเป็นแม่อมยิ้ม พูดไปเรื่อย ๆ

            “เอ...ถ้าไม่มีใครมาวุ่นวาย กระจกตรงโต๊ะเครื่องแป้งแม่หายไปไหนนะ...ประตูตู้ก็พังห้อยร่องแร่งยังกะโดนใครถีบแน่ะ”

            ธันวาแทบสำลักข้าว รู้ว่าต่อให้ไม่อธิบายอะไร แม่ก็เดาออกว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืน ที่มาหยอกล้อกวนใจขนาดนี้ ก็อยากให้เขาเป็นคนเล่าจากปากเอง

            กินข้าวต่ออีกสองสามคำ ค่อยเงยหน้าบอกมารดาด้วยสีหน้าเฉย ๆ ปกติ

            “เดี๋ยวกินข้าวเสร็จแล้ว ผมขอออกไปข้างนอกหน่อยนะครับ” พูดเชิงขออนุญาตไปอย่างนั้นเอง เพื่อเปลี่ยนเรื่องสนทนา

            แม่กับส้มน้อยรู้ว่า เขาต้องออกไปเยี่ยมมีนาที่โรงพยาบาลอยู่แล้ว

            ส้มน้อยมองคุณพ่อตาละห้อย อยากตามไปด้วย แต่เมื่อวานธันวาพูดชัดเจนแล้วว่าให้รอที่บ้าน...แม่มีนจะมาหาเอง อีกอย่างแม่หนูก็ทราบว่าตนเองอยู่ท่ามกลางอันตราย เมื่อเช้ายังแอบได้ยินพวกพี่ ๆ ผู้ชายคุยกันแว่ว ๆ ด้วยซ้ำว่าเมื่อคืนต้องรับมือกับพวกผู้ร้ายกันหนักขนาดไหน

            ...ทั้งหมดนี้เพราะต้องการปกป้องเธอ...

            “วันนี้ส้มน้อยอยู่กับคุณย่านะ เดี๋ยวให้คุณย่าสอนทำขนมอร่อย ๆ” ธันวาบอกเด็กหญิงอย่างเข้าใจ

            “เอาไว้วันหลังนะส้มน้อย” คุณย่าบอกหลานสาวพลางปรายตาหมั่นไส้ให้ลูกชาย “วันนี้ย่ากำลังงอนพ่อเรา”

            ธันวาเกือบหลุดเสียงหัวเราะขันมารดาตน...เขาไม่ได้อยากปกปิดเรื่องเมื่อคืน รู้ว่าแม่อยากฟังเรื่องนั้นเพื่อมีส่วนร่วม กำลังจะใจอ่อนบอกเล่าสาเหตุที่กระจกหาย ประตูตู้เสื้อผ้าพังให้ฟังแล้ว บังเอิญมีเหตุขัดจังหวะก่อน

            “คุณธันครับ” ลูกน้องลุงชาติเข้ามารายงาน “มีเพื่อนคุณมาหา รออยู่หน้าประตู”

            “ใคร” ธันวาสงสัย

            ...ติ๊ง...เสียงไลน์โทรศัพท์ดังขึ้น

            ธันวาหยิบมาดู พบข้อความสั้น ๆ

            ‘มาขอข้าวเช้ากินว่ะ!’



(โปรดติดตามต่อฉบับหน้า)



แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
Facebook! Twitter! Del.icio.us! Free and Open Source Software News Google! Live! Joomla Free PHP