วรรณกรรมนำใจ Lite Literature

เร้น ๓๓



Ren



ชลนิล


(ต่อจากฉบับที่แล้ว)



            ภาพถ่ายขาว-ดำของสตรีสูงวัย ใบหน้าเหี่ยวย่น รูปร่างเล็กผอมบางแทบปลิวลม ดวงตามีประกายคมกล้าผิดวัยตั้งใส่กรอบอยู่บนหัวเตียงดาวัน เคียงคู่กับรูปบิดา มารดา ราวกับเป็นญาติผู้ใหญ่สำคัญคนหนึ่ง

            หญิงเจ้าของรูปนั้นไม่ใช่ญาติผู้ใหญ่ แต่เป็นบุคคลให้วิชาความรู้อันเลิศเลอ ช่วยให้ดาวันปกป้องตนเองจากเหล่าร้าย จนกระทั่งใช้มันควบคุมเสือ สิงห์ หมาป่า จนกลายเป็น ‘นางพญา’ ในปัจจุบัน

            ‘คุณยายบุปผา’ คือชื่อหญิงชรา ผู้เป็นอาจารย์ถ่ายทอดสรรพวิชาสำคัญ ก่อนท่านจะลาโลก

            หลังจากบ้านดาวันเริ่มรับเด็กมาดูแลได้สี่ห้าปี ก็มีชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงมาบอกว่า พบหญิงชราไร้ญาติ ใช้ชีวิตลำบากแร้นแค้นอยู่ท้ายตลาด อาศัยเก็บผักข้างทางมาขายประทังชีวิต

            ดาวันตามไปดู...ภาพที่เห็นคือหญิงชราใบหน้าเหี่ยวย่น ตัวเล็กผอมบางเหมือนคนขาดสารอาหาร ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงป่วยกระเสาะกระแสะ ทำให้ไม่ค่อยมีใครกล้าซื้อผักของแก

            ความเมตตาสงสารบังเกิดขึ้นในใจ แอบถามประวัติจากพวกคนในตลาดก็รู้แค่ชื่อ ‘บุปผา’ เป็นคนไม่ค่อยพูดจากับใคร ไม่เคยเอ่ยปากบอกเรื่องราวตนเอง ไม่เคยกระทั่งขอความช่วยเหลือจากคนรอบตัว

            “ไปอยู่กับฉันมั้ยยาย” นี่เป็นวาจาแรกในการทักทาย

            ยายบุปผาเงยหน้ามองหญิงสาวแปลกหน้า ดวงตาหม่นมัวด้วยวัยชรากลับคมกล้าขึ้นมาชั่วขณะ แลสบดวงตาอีกฝ่ายคล้ายจ้องทะลุให้เห็นถึงก้นบึ้งในใจ

            ครู่หนึ่งประกายคมกล้าจางหาย กลายเป็นหม่นมัวดังเดิม ลักษณะคืนสู่ความเป็นหญิงชรางก ๆ เงิ่น ๆ เช่นทีแรก

            “ไม่ล่ะ...ขอบใจ” คำตอบไม่เกินคาด

            “แล้วอยู่อย่างนี้ยายไม่ลำบากหรือ?” ถามอย่างใส่ใจมากกว่าคาดคั้นอยากให้หญิงชราไปอยู่ด้วย

            “ลำบากตรงไหน” คำย้อนถามพร้อมสายตาไม่แสดงความรู้สึกใด

            ดาวันอมยิ้ม ยอมถอย

            ด้วยความที่บ้านดาวันต้องมาซื้อของที่ตลาดประจำ ดาวันจึงมักเดินเลยมาถึงท้ายตลาดช่วยอุดหนุนซื้อผักของยายบุปผาเป็นการช่วยเหลือทางอ้อม พวกเด็กบ้านดาวันที่มาช่วยถือของก็รู้จักคุ้นเคยกับหญิงชรากันทุกคน

            วันหนึ่งเด็กที่มาตลาดกับดาวันไม่เห็นยายบุปผามาขายของ ถามแม่ค้าคนอื่นก็ไม่มีใครทราบ ตามไปถึงเพิงที่พักหลังตลาด พบแกนอนป่วยอยู่จึงรีบมาบอกดาวันให้พาไปหาหมอ

            ยายบุปผาปฏิเสธความช่วยเหลือ ดาวันจึงใช้อุบายหลอกล่อ

            “ถ้าไม่ไปหาหมอ ยายก็ไปพักรักษาตัวที่บ้านฉันก่อนดีกว่า พอหายแล้วจะกลับมาที่เพิงนี่อีกฉันก็ไม่ว่า”

            หญิงชรานิ่งคิดอยู่อึดใจหนึ่ง

            “อือ...ก็ได้” ตอบรับกึ่งจำยอม

            เมื่อมาพักรักษาตัว ทุกคนในบ้านดาวันพร้อมใจเรียกแกว่า ‘คุณยายบุปผา’ นับถือเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งในบ้าน ช่วยดูแลแกอย่างดีเท่าที่จะทำได้ พอหายป่วยพวกเด็ก ๆ ก็พยายามรั้งไว้ ขอให้อยู่ต่ออีกสักสองสามวัน ซึ่งไป ๆ มา ๆ ก็กลายเป็นได้อยู่ถาวร

            ยายบุปผาพยายามช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ คอยดูแลเด็กเล็กเท่าที่ทำได้ ซึ่งดาวันไม่คาดหวังให้คนอายุขนาดนี้มาช่วยงานใดอยู่แล้ว แต่ไม่อยากทำให้หญิงชรารู้สึกเป็นภาระของที่นี่ จึงปล่อยให้แกทำงานตามต้องการ

            ยายบุปผาอยู่บ้านดาวันอย่างสงบมาระยะหนึ่ง สังขารร่วงโรยตามกาลเวลา แกไม่เคยบอกเล่าชีวิต เรื่องส่วนตัวให้ใครฟัง ดาวันและทุกคนในบ้านก็ไม่เอ่ยถาม

            ชีวิตอันแสนสงบของที่แห่งนี้เริ่มปรากฏลางร้ายเมื่อ ‘เฮีย’ นักเลงใหญ่ พ่อค้าสิ่งผิดกฎหมายก้าวเข้ามายื่นข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธ

            ในวันนั้น ถ้าดาวันไม่คิดถึงอนาคตของเยาวลักษณ์ และเด็กอีกหลายคนในความปกครอง รวมถึงความปลอดภัยของทุกคนก็คงปฏิเสธข้อเสนอไปแล้ว

            พอรับเงินมาพร้อม ‘เปิดทาง’ ให้ใช้สถานที่ ‘เฮีย’ ไม่หยุดแค่นั้น

            ‘ผู้ร้าย’ อย่างไรก็เป็นผู้ร้าย เขาไม่ได้หวังแค่อาณาเขตดาวันเป็นทางผ่าน แต่หวังครอบครองตัวหญิงสาว และทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเธอด้วย

            ดาวันตึงเครียด หาทางหลบหลีกเลี่ยงหนีมาตลอด แต่นับวันก็ยิ่งหาข้ออ้างยากขึ้น

            คาดไม่ถึง...เมื่อเธอยอมนับหนึ่ง...มีส่วนในโลกมืดแล้ว ‘ความมืด’ นั้นก็พยายามกลืนกินเธอให้กลับกลายเป็นมืดมิดด้วยเช่นกัน



            ระหว่างนั้นดาวันไม่ทันสังเกตว่า ยายบุปผาลอบดูเธอมาตลอด สังเกตวิธีรับมือกับปัญหา ดูปฏิภาณไหวพริบในการเอาตัวรอด การวางตัวอยู่ท่ามกลางปากเสือ ขันติความอดทน ข่มกลั้นอารมณ์ การเสแสร้งเหมือนจะคล้อยตามแต่ยังสามารถมั่นคงในจุดยืนของตน

            เมื่อสังเกต ตามดูจนเกิดความมั่นใจบางอย่างแล้ว ‘ยายบุปผา’ หญิงชราใกล้ตายที่ทุกคนมองข้ามจึงเอ่ยปากยื่นหนทางช่วยเหลือขึ้นมา

            “ฉันช่วยคุณได้นะ”

            “ยายจะช่วยฉันได้ยังไง” ดาวันฟังอย่างไม่อยากเชื่อ

            “คุณเชื่อใจฉันมั้ย” คำถามเช่นนี้ยากตอบปฏิเสธ

            หญิงชราบอกให้ดาวันขับรถพาเธอไปที่จังหวัดแห่งหนึ่ง ขึ้นไปบนภูเขาพบหมู่บ้านร้าง จากนั้นให้ช่วยแบกร่างชราบุกป่าด้วยความยากลำบากเข้าไปยังถ้ำลึกลับอันสวยงาม

            ถ้ำแห่งนั้นร่มรื่นด้วยภูมิอากาศเย็นสบาย ชุ่มชื่นด้วยแหล่งน้ำไหลผ่านตลอดปี ตรงกลางถ้ำมีโพรงขนาดใหญ่อยู่ด้านบน เปิดรับแสงอันอบอุ่นจากดวงอาทิตย์ในปริมาณเหมาะสม ทำให้ต้นไม้นานาพันธ์บริเวณนั้นงอกงาม เขียวขจี

            ยายบุปผาบอกให้ดาวันเก็บใบไม้ ดอกไม้ รากไม้หลายชนิดมาแยกเก็บอย่างละเอียด ประณีต เพื่อนำไปบ้านดาวัน

            ตอนลงจากถ้ำ บอกให้ทำเครื่องหมาย จดจำเส้นทางอย่างละเอียด จะได้กลับมาอีกครั้งโดยไม่หลง

            ระหว่างทางขับรถมาบ้านดาวัน หญิงชรายอมเล่าประวัติชีวิตอันพิสดารของตนเองให้หญิงสาวฟังเป็นครั้งแรก



            ยายบุปผาเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องสมุนไพร ยาสั่งระดับสุดยอด แกจำไม่ได้ว่าตัวเองอายุเท่าไหร่ แต่เพิ่งมา ‘แก่’ ในช่วงเกือบสิบปีนี่เอง

            สมุนไพรรวมกับอาคมบางอย่างทำให้แกรักษาความเป็นสาวมาเนิ่นนาน จนกระทั่งพบศัตรูร้าย ต้นตระกูลพวกมันเป็นคู่ปรับกับแกมาตลอดนับร้อยปี

            ยายบุปผาสามารถกำจัดศัตรูและบริวารจนสิ้นซาก แต่พลาดพลั้งโดนอาคมฝ่ายตรงข้ามเล่นงานปางตาย ต่อให้รักษาชีวิตได้ ฤทธิ์สมุนไพร อาคมที่ช่วยดำรงความเป็นสาวถูกทำลายสิ้น ไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาเหมือนเดิม

            ‘วิชา’ ที่มีค่อยเสื่อมถอย สังขารร่างกายเหี่ยวแห้งโรยรารอวันหมดอายุขัย การได้มาอยู่บ้านดาวันถือเป็นความสงบสุขที่สุดในบั้นปลายแล้ว

            พอพวกเหล่าร้ายมารบกวนหญิงสาวผู้มีพระคุณ ยายบุปผาคอยเฝ้าดูการรับมือของดาวัน จนมั่นใจว่าเธอเหมาะที่จะได้รับการถ่ายทอด ‘วิชา’ จึงนำทางมายังถ้ำสมุนไพรอันลึกลับของตน เพื่อนำตัวยาสมุนไพรสำคัญกลับไป

            เมื่อถึงบ้านดาวัน แกแนะนำสั่งสอนวิธีปรุงยาสะกดตัวแรก เพื่อใช้ ‘สะกด’ เฮีย...หัวหน้ามาเฟียให้อยู่ใต้อำนาจ เชื่อฟังทุกวาจา ทำให้รอดพ้นจากการถูกคุมคามได้สำเร็จ

            ยายบุปผารับดาวันเป็นลูกศิษย์ สั่งสอนวิธีปรุงยาต่าง ๆ การใช้ยารักษาแบบหมอเทวดา และการแพร่พิษอย่างแยบยล

            ดาวันไม่อาจเรียนรู้ จดจำทั้งหมดได้ในเวลาอันสั้น เธอจึงจดบันทึกแยกไว้เป็นสองเล่ม

            เล่มแรก...บันทึกตำรายาสมุนไพรรักษาโรคต่าง ๆ วิธีการปรุงยาอย่างละเอียด ลักษณะขั้นตอนการใช้ยา รวมถึงเทคนิคพิเศษในการรักษาที่ไม่เหมือนใคร

            เล่มสอง...บันทึกตำราพิษต่าง ๆ พร้อมอาคม ยาสั่งอันร้ายแรง วิธีการผสมปรุงสมุนไพรต่าง ๆ ให้กลายเป็นยาพิษ ยาสั่งรวมถึง เขียนแผนที่ไปถ้ำลึกลับนั้นไว้ บันทึกประสบการณ์ เรื่องราวในชีวิตยายบุปผาเท่าที่แกจำได้ โดยมากจะบอกเล่าถึงเรื่องการใช้พิษ แพร่พิษในสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งทำให้ทราบว่า...

            ระหว่างการใช้สมุนไพรช่วยชีวิต กับแพร่พิษคร่าชีวิต ยายบุปผาผ่านประสบการณ์ใดมากกว่ากัน

            ดาวันไม่รู้ตัวเลยว่า ตั้งแต่เริ่มต้นร่ำเรียนวิชาต่าง ๆ ของยายบุปผา ตนเองค่อย ๆเปลี่ยนแปลงไป จิตใจกระด้าง เย็นชาทีละน้อย ไม่รู้สึกผิดอย่างใดกับการใช้ยาสั่งควบคุมเหล่าคนชั่วที่มาคุกคามพวกตน

            การใช้ยาสั่ง ‘สะกด’ เฮียหัวหน้ามาเฟีย ช่วยให้บ้านดาวันและตัวเธอพ้นวิกฤตก็จริง แต่พอใช้สักระยะพวกลูกน้องอาวุโสในแก๊งเริ่มผิดสังเกต เห็นว่าหัวหน้าตนอ่อนข้อให้กับหญิงสาวเจ้าของบ้านเด็กกำพร้ามากเกินไป จนบางทียังออกหน้าแทนเจ้านายข่มขู่เธอ

            ดาวันปรึกษาเรื่องนี้กับยายบุปผา คำแนะนำที่ได้รับทำให้อึ้งชั่วขณะ

            “อย่างนี้ต้อง ‘ล้างบาง’ นับหนึ่งใหม่ ปั้นคนของเราให้เป็นหัวหน้าแทน”

            หญิงสาวสะดุ้งเฮือก เข้าใจคำว่า ‘ล้างบาง’ ชัดเจน ไม่ใช่แค่แพร่พิษสังหารเฮียหัวหน้าแก๊ง มันต้อง ‘เก็บ’ พวกลูกน้องระดับบิ๊กให้สิ้นซากด้วย

            ดาวันไม่ตอบรับ หรือปฏิเสธคำแนะนำนั้น เก็บไปคิดอยู่นาน จนพบว่าเธอไม่จำเป็นต้องรีบสังหารใคร เพราะเวลานี้ยังไม่รู้จะ ‘ปั้น’ ใครมาแทนที่เฮียหัวหน้าแก๊ง

            พอรู้สึกตัวว่ายังไม่ต้องฆ่าใคร ใจมันก็โล่งขึ้นมาวูบหนึ่ง แล้วความหนักใจทบทวีตามมา...เวลานี้เธอเหมือนขี่หลังเสือ จะอยู่นิ่งใจเย็นไม่ได้ ถ้าไม่ทำตามคำแนะนำยายบุปผา บ้านดาวันจะอยู่ในสภาพหวั่นไหว ไม่เป็นสุขไปตลอด

            ช่วงเวลานั้น ‘โชติ’ ลูกน้องคนสนิทเฮียทำงานพลาด ต้องหนีหัวซุกหัวซุน ยายบุปผามองลักษณะคนคนนี้เพียงปราดเดียวก็บอกได้ว่า

            “ปั้นไอ้หนุ่มคนนี้แหละ น่าจะเหมาะที่สุดแล้ว”

            ดาวันตามตัวหนุ่มมาเฟียจนพบ เกลี้ยกล่อมให้กลับเข้าแก๊งพร้อมรับรองความปลอดภัย ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องยากเลย ในเมื่อเฮียยังตกอยู่ใต้อำนาจยาสะกดของเธออยู่

            โชติยอมกลับมา พร้อมสร้างผลงานแก้ตัวจนเป็นที่ยอมรับกับพวกเด็ก ๆ ในแก๊ง ดาวันจึงเชื่อว่าเขาจะเป็นผู้นำคนใหม่ได้ไม่ยากนัก

            งานยากที่สุดตกมาอยู่ที่เธอ...การสังหารคนครั้งแรก!

            การปรุงตัวยาบางอย่างเพิ่มเข้าไป ทำให้เฮียเสียชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติไม่ใช่เรื่องยากเลย...มันยากที่การทำใจแพร่พิษสังหารผลาญชีวิตคนอื่น...ต่อให้เวลานั้นจิตใจเย็นชาจนวางยาสะกดได้โดยไม่รู้สึกผิด เธอก็ยังไม่อำมหิตพอจะฆ่าใครด้วยมือตัวเอง

            คนที่ช่วยจัดการแพร่พิษเป็นตัวอย่างให้ดูคือยายบุปผา...มันเป็นบทเรียนหน้าสุดท้ายที่หญิงชราทิ้งไว้ให้หญิงสาวผู้มีพระคุณ

            เฮียหัวหน้าแก๊งเสียชีวิตพร้อมคำสั่งสุดท้าย

            “กูให้ไอ้โชติเป็นหัวหน้าแก๊งแทน!”

            ยายบุปผาก็หมดอายุขัยโดยทิ้งวาจาสุดท้ายเช่นกัน

            “ประสบการณ์ชั่วชีวิตของฉัน สอนคุณหมดแล้ว...ตอนนี้ ‘มือ’ ของฉันช่วยคุณไม่ได้อีก ถ้าคุณจะอยู่ต่อไปท่ามกลางเสือสิงห์พวกนี้ให้ได้ ‘มือ’ คุณต้อง ‘แข็ง’ พอที่จะกำราบพวกมัน...ต้องทำให้มันอยู่ใต้อำนาจคุณ ไม่ใช่คุณต้องยอมเชื่อฟังมัน”

            ดาวันเหมือนได้รับ ‘พลังอำนาจ’ ระลอกสุดท้ายจากยายบุปผามาไว้ในตน ทำให้จิตใจเธอแข็งกร้าว เย็นชา เหี้ยมโหดกว่าเดิม...

            และนั่นจึงไม่น่าแปลก เมื่อหนทางเป็นเบอร์หนึ่งของโชติไม่ได้ราบรื่น โรยกลีบกุหลาบ ดาวันก็ช่วย ‘แผ้วถาง’ เส้นทางนั้นให้โล่งเตียน เหล่าผู้อาวุโสระดับบิ๊กในแก๊งล้วนเจ็บป่วย เสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุทีละราย จนไม่เหลือใครเป็นอุปสรรคแก่มาเฟียหนุ่มอีกเลย



            เมื่อ ‘สัญญาปิศาจ’ ถูกลงนามด้วยใจ โชติกลายเป็นเสือร้ายที่เชื่องเชื่อ อยู่ในอาณัติดาวันโดยไม่รู้สึกตัว เขาสามารถท่องทะยานในวงนักเลงโดยไม่เกรงกลัวใคร ขึ้นเป็นใหญ่อย่างไม่มีใครกล้าแตะต้อง แต่กลับรู้สึก ‘เกรงกลัว’ และไม่กล้าขัดคำสั่งผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนเดียว

            ‘ยาสะกดสั่ง’ บางประเภทออกฤทธิ์เป็นธรรมชาติ คนที่ได้รับจะไม่รู้สึกว่าตนโดนยาใด ๆ เพราะร่างกายความคิดปกติทุกอย่าง ยกเว้นส่วนลึกในใจจะไม่กล้าหักหลัง ยอมเชื่อฟังผู้ปรุงยาโดยไม่ตะขิดตะขวงใจ

            ลูกน้องคนสนิทของโชติสังเกตเห็นความผิดปกตินี้ เคยเตือนผู้เป็นนายหลายครั้ง กระทั่งพูดปรามาสต่อหน้าดาวัน และนั่นทำให้เขาเสียชีวิตอย่างไร้สาเหตุตรงหน้าผู้เป็นนายทันที

            นั่นแหละโชติจึงรู้ว่าตนเองโดน ‘ยา’ บางอย่างเข้าไปแล้ว ตลอดหลายปีจากนั้นเขาพยายามหาวิธีรักษาทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนโบราณ ซึ่งทุกท่านต่างยืนยัน ให้ความเห็นตรงกันว่าร่างกายเขาปกติ ไม่มีสารพิษใดอยู่เลย

            ...มีแต่เจ้าตัวเท่านั้น ‘รู้แก่ใจ’ ว่าตนเป็นทาสผู้หญิงคนนั้นแล้ว...



            หลังจากควบคุมเสือร้ายมาเฟียสำเร็จ รายได้เข้ามาสม่ำเสมอ ดาวันไม่มีปัญหาใดต้องห่วง จึงสนใจศึกษาตำราคำสอนของยายบุปผา แล้วกลับไปที่ถ้ำ ทยอยนำสมุนไพรหายากลงมาเพาะปลูกที่บ้านดาวันจนสำเร็จ

            ถ้าถามว่า ‘วิชา’ ใดของยายบุปผาที่น่าสนใจสุด ดาวันคงบอกอย่างไม่ลังเลเลยว่า...วิชาอมตะ คงความสาวไว้ให้เนิ่นนานที่สุด...

            ส่วนลึกในใจ เธออยากให้ ‘กรกฏ’ น้องเขย อดีตคนที่เคยรักได้มาเห็นเธอว่ายังคงความสาว เยาว์วัย ไม่ว่าจะผ่านไปอีกกี่สิบปี ขณะที่ ‘วันดี’ น้องสาวเธอเหี่ยวแห้งร่วงโรยลงทุกวัย

            ...มันเป็นความสะใจลึก ๆ เมื่อคิดว่าจะได้เห็นแววตาผิดหวังเสียดายจากผู้ชายคนนั้น...

            ทว่า...ดาวันกลับมีเรื่องชวนสะใจมากกว่า เมื่อได้ข่าวว่า ‘ภรต’ ลูกชายคนเดียวของทั้งสองเป็นแกะดำ เกเร คบผู้หญิงไม่มีหัวนอนปลายเท้า หนีออกจากบ้านไปสุมหัวอยู่ด้วยกัน จนมีหลานชาย ‘ภูริช’ ออกมาโดยพวกผู้ใหญ่ไม่ยอมรับ ทำให้กรกฎ กับวันดีแทบอกแตกตาย

            ถึงตอนนี้ดาวันไม่จำเป็นต้องอวดใครว่า...‘วิชาอมตะ’ สามารถใช้ได้จริง ช่วยหยุดวัยของเธอไว้ที่สามสิบกว่า ๆ มาตลอดหลายสิบปีจนถึงปัจจุบัน



            การควบคุมเสือร้าย จำเป็นต้องเข้มแข็ง ร้ายกาจยิ่งกว่า ทำให้มันกลัวจนยอมสยบ...แต่...การผูกมัดคนดี...จำเป็นต้องใช้ความรัก ความผูกพัน...คุณงามความดีเข้าฉุดรั้งไว้...

            เยาวลักษณ์...เด็กบ้านดาวันคนแรก ประสบความสำเร็จด้านการงานอาชีพอย่างสูง ดาวันต้องการให้เด็กคนนี้ช่วยงานอยู่ข้างกาย เพราะคุณหมอคนนี้รู้เบื้องหลังความลับบ้านดาวันมากเกินไป เคยเห็นกระทั่งตำราบันทึกของยายบุปผา

            ครั้งนี้ดาวันไม่คิดใช้ ‘ยาสะกด’ อาคมใดมาผูกมัด ด้วยรู้ว่ามีบางสิ่งเหนียวแน่น มั่นคงกว่าอาคม ยาสะกดเหล่านั้น

            ...คนดีต้องใช้ ‘ความดี’ ฉุดรั้ง...โดยเฉพาะความดีอันยิ่งใหญ่ ที่เป็นความฝันในวัยเยาว์ของเธอ

            “หนูอยากเป็นคุณหมอ จะได้ช่วยรักษาน้อง ๆ เวลาเจ็บป่วย คุณท่านจะได้ไม่ต้องลำบากพาพวกเขาไปรักษาที่โรงพยาบาลไกล ๆ”

            “ได้สิ...ถ้าเธอสอบติดแพทย์ ต่อให้ขายสมบัติจนหมดก็จะส่งเธอเรียนให้ได้”

            “อย่างงั้นหนูไม่เอาหรอก หนูจะขอทุนเรียนเอง คุณท่านเก็บเงินไว้เลี้ยงน้อง ๆ คนอื่นดีกว่า”

            “เอ้า...อย่างงั้นก็ได้ ถ้าเธอเป็นคุณหมอได้จริง ๆ นะ แล้วฉันเกิดรวยขึ้นมาจะเปิดโรงพยาบาลให้เธอรักษาคนป่วยฟรี ๆ เลยเอามั้ย”

            “ดีค่ะคุณท่าน”

            ถึงจิตใจข้างในดาวันจะแปรเปลี่ยนไป แต่เธอก็ไม่เคยลืมคำสนทนาในวันนั้น

            นั่นคือที่มาของโรงพยาบาลดาวัน!

            เจตนาแท้จริงในการก่อตั้งโรงพยาบาลดาวัน ก็เพื่อให้คนที่ไว้ใจได้อย่างเยาวลักษณ์มาช่วยทำงานข้างกาย อีกทั้งเป็นตัวแทนเธอในการออกงาน ดูแลเรื่องราวต่าง ๆ

            ยิ่งนานวันมูลนิธิดาวันเติบโตมากขึ้น มีงานภายในมากขึ้น เจ้าของมูลนิธิจำเป็นต้องปรากฏตัวในที่ต่าง ๆ ดาวันไม่อยากให้ตนเองเป็นประเด็นในสังคม

            เพราะหากเกิดข้อสงสัยในเรื่องหนึ่ง ก็จะถูกสืบสาวในเรื่องอื่นเช่นกัน

            เวลานั้นดาวันมีอำนาจเหนือธุรกิจมืด ธุรกิจสีเทาของโชติโดยไม่จำเป็นต้องออกหน้า ทำรายได้เข้ามาไม่น้อย สามารถแบ่งส่วนมาใช้บริหารโรงพยาบาลดาวันในระยะแรกโดยไม่ขัดสน สร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่มูลนิธิดาวันจนเป็นที่จดจำ

            ต่อมา...เมื่อถึงปีวิกฤตเศรษฐกิจ นักธุรกิจจำนวนมากสิ้นเนื้อประดาตัว ดาวันกลับมองเห็นเส้นทางนำ ‘เงินบาป’ มา ‘ฟอก’ ลงทุนให้เกิดผลงอกเงย

            ‘มาโนช’ เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมในเวลานั้น เขาได้รับสนับสนุนด้านการเงิน และอิทธิพลลับ ๆ จนสามารถทะยานขึ้นจากกองเถ้าถ่านเศรษฐกิจอย่างสง่างาม คืนทุน สร้างกำไรให้แก่ดาวันจนทำให้มูลนิธิดาวันมั่นคง มีทุกวันนี้อย่างภาคภูมิ

            ...กับเสือร้ายอย่าง ‘โชติ’ ต้องใช้ความแข็งกร้าวของ ‘ยาสั่ง’ อำนาจเข้าควบคุม...กับคนกตัญญูอย่าง ‘เยาวลักษณ์’ ใช้บุญคุณ ความดี และเด็กบ้านดาวันเข้าผูกมัด แต่กับหมาป่า...หมาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์อย่าง ‘มาโนช’ จำเป็นต้องใช้ผลประโยชน์ และ ‘ยา’ เข้ากำราบควบคุม...ถึงอย่างนั้น มันก็ยังทรยศ!

            ดาวัน ‘สร้าง’ เด็กในความดูแลบางคนไว้เป็น ‘มือสังหาร’ เพราะเธอไม่จำเป็นต้องลงมือเองอีกแล้ว แต่มือสังหารที่สร้างกลับสมคบกับมาโนช เพื่อหาทางพ้นจากกรงเล็บ อำนาจของเธอ

            ‘ดอกแก้ว’ นำความลับของ ‘ยา’ ไปบอกมาโนชว่า ‘ว่านเต่าภูเขา’ ที่เขาดื่มจะหมดฤทธิ์ภายในหนึ่งปี หากช่วงเวลานั้นไม่มีใครแพร่ ‘ชาสั่งจิต’ เข้าใส่ เขาจะปลอดภัย

            มาโนชจึงวางแผนหลบหนี ซ่อนตัว...แต่ก็พลาด...ถูกจัดการจนได้...



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            ห้องนอนคุณดาวันกว้างขวาง เฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นมีความเก่าแก่ โบราณบอกอายุ ที่หัวนอนตั้งรูปบิดา มารดา และยายบุปผาไว้เป็นที่เคารพบูชา บนฝาผนังเป็นภาพถ่ายขาว-ดำของเธอสมัยสาวรุ่นใส่กรอบแขวนไว้เด่นชัด

            บนโต๊ะริมหน้าต่างมีถ้วยชาวางอยู่ ในนั้นมีน้ำสีม่วงอมฟ้าส่งกลิ่นหอมควันกรุ่น ดาวันนั่งบนเก้าอี้หยิบถ้วยชานั้นมาจิบ ‘น้ำ’ อย่างสบายอารมณ์

            น้ำสีม่วงอมฟ้าเมื่อแตะปลายลิ้นจะมีรสขมปร่า พอซึมซ่านถึงลำคอจะบังเกิดความหวานละมุน กลิ่นหอมของมันเมื่อสูดดมเข้าไปจะทำให้หัวโปร่งโล่ง ขับไล่ความฟุ้งซ่านวุ่นวายในหัวออกไป

            นี่คือ ‘น้ำอมตะ’ สมุนไพรตำรับเฉพาะของยายบุปผา นอกจากดื่มน้ำชนิดนี้ทุกวัน เธอยังต้องหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์หลายชนิด และทุกคืนวันพระต้องสวดบริกรรมคาถาบทสำคัญเพื่อให้เกิดสมาธิ ช่วยส่งเสริมอำนาจฤทธิ์ยาเข้าไปรักษาความเยาว์วัย และบำรุงอวัยวะภายในไม่ให้เสื่อมสภาพง่ายดาย

            น้ำอมตะหมดถ้วย ดาวันผ่อนคลาย หัวโปร่งโล่ง ใจสงบเยือกเย็น สายตาทอดมองนอกหน้าต่างเห็นต้นไม้ใบไม้เขียว ๆ โดยไม่โฟกัสจุดใดโดยเฉพาะ จิตใจเกิดสมาธิตามธรรมชาติ แล้วพลันปรากฏนิมิตขึ้นมาแวบหนึ่ง

            ดาวันขยับตัว ขมวดคิ้วครุ่นคิด ใบหน้ามีริ้วรอยโทสะจาง ๆ ภาพในนิมิตไม่ชัดเจนนัก มองไม่ออกเป็นเรื่องราวใด สัมผัส ‘รู้’ ในใจกระตุ้นเตือนชัด

            ‘ผู้อยู่ใต้อำนาจจะคิดทรยศ!’

            มันเป็นนิมิต ผัสสะพิเศษที่คอยเตือนเธอล่วงหน้ามาตลอดหลายสิบปี ทำให้สามารถยืนหยัดถึงทุกวันนี้อย่างปลอดภัย

            ...ใครคือคนทรยศ?...

            ‘โชติ’ ไม่น่าใช่ เพราะเขาพิสูจน์แล้วว่า ไม่มีใครถอนอำนาจ ‘ยา’ ของเธอได้ คนอย่างนั้นไม่มีวันกล้าเสี่ยงกับการสูญเสียทุกอย่างในพริบตาแน่

            ‘เยาวลักษณ์’ อาจเป็นได้...ถึงอดีตเด็กบ้านดาวันคนนี้จะกตัญญูรู้คุณแค่ไหน เธอก็ทำงานชดใช้บุญคุณนั้นมาตลอดชีวิตแล้ว ไม่แปลกที่อาจมีใจออกห่าง

            ดาวันเห็นความโกรธ ไม่พอใจของเยาวลักษณ์ ที่โรงพยาบาลดาวัน เปลี่ยนคนไข้อนาถาให้กลายเป็น ‘สินค้า’ ยิ่งพอเธออนุญาตให้ ‘ส้มน้อย’ เด็กบ้านดาวันคนหนึ่ง กลายไปเป็น ‘ของแลกเปลี่ยน’ เพื่อผลประโยชน์ เยาวลักษณ์ก็แสดงท่าว่าจะไม่ยอมหรี่ตาข้างเดียว...

            ความขัดแย้ง ไม่พอใจครั้งหลังสุดนี้ อาจทำให้เยาวลักษณ์ไม่ยอม ‘ฝืนมโนธรรม’ อีกต่อไป

            ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ดาวันไม่ห่วงอะไร เพราะเธอเตรียมวิธีให้เยาวลักษณ์ ‘เกษียณ’ อายุอย่างสวยงามแล้ว อีกทั้งพร้อมผลักดัน ‘โกเมน’ คนที่ควบคุมง่ายกว่าขึ้นมาแทนที่เช่นกัน

            บุคคลสุดท้าย... ‘ภูริช’ เป็นไปได้มากสุด...เขาฉลาด รอบจัด เอาตัวรอดเก่ง แถมมีวิธีจัดการกับมาโนชอย่างแยบยล รวบรัดเกินคาดหมาย

            ภูริชเป็นหลานชายที่ดาวันไม่ค่อยไยดีนัก เขาเกิดจาก ‘ลูกชายแกะดำ’ ของกรกฏ กับวันดี บุคคลซึ่งเธอชิงชัง

            ที่ช่วยเหลือให้รอดชีวิตครั้งนั้นก็เพราะ ‘ข้อตกลง’ บางอย่างเท่านั้น

            ตอนอยู่อเมริกา ภูริชกลับสร้างผลงานโดดเด่น ฉายแววอัจฉริยะ ต่อสู้ด้วยตัวเองจนประสบความสำเร็จ โดยที่เธอยื่นมือไปช่วยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

            คนคนนี้ก้าวมาแทนตำแหน่งมาโนชอย่างไม่ยากเย็น และอาจทรยศเธอง่ายดายกว่าใคร

            

            ต่อให้สรุปการคาดหมายตัวผู้ทรยศไว้เช่นนั้น ดาวันก็ไม่คิดวางแผนทำอย่างไร นอกจากมีรอยยิ้มเยาะมุมปาก

            เธออยู่มาจนอายุแปดสิบ ผ่านเสือสิงห์มาเท่าไหร่ เจอมรสุมคลื่นลมขนาดไหน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนทรยศ

            อาณาจักรดาวันยิ่งใหญ่เท่าไหร่ แรงเสียดทานยิ่งรุนแรง...เบื้องบนบัลลังก์นี้ หนาวเหน็บนัก แต่เธอได้เลือกแล้ว...

            เมื่อคนอย่างเธอสามารถอายุยืนกว่าใคร ย่อมหมายถึงทุกคนรอบตัวต้องตายจากจนหมด เพราะเธอไม่ยินยอมแบ่งปัน ‘ชีวิตยืนยาว’ เช่นนี้ให้ใคร และเมื่อต้องโดดเดี่ยว จำเป็นต้องมีเงิน และอำนาจอันมั่นคง มหาศาลมาหนุนค้ำบัลลังก์ตน

            ฉะนั้นจึงไม่แปลก ที่ดาวันจะเมินเฉยต่อชีวิตผู้คนรอบตัว เพื่อแลกกับทรัพย์สิน อำนาจอันยิ่งใหญ่ที่ต้องการ

            หากมีใครทรยศ เขย่าบัลลังก์เธอ นับว่ามันผู้นั้นคิดผิดมหันต์

            ขนาดเยาวลักษณ์ ผู้เคยอ่านตำราของยายบุปผาทั้งสองเล่มแล้ว ก็ยังไม่นับว่ารู้ความลับเธอทั้งหมด ยิ่งเป็นเด็กหน้าใหม่อย่างภูริช...ก็เหมือนแมงเม่าบินเข้ากองไฟ โคหนุ่มลำพองไม่รู้จักหวาดกลัวพยัคฆ์ร้าย ไม่วายต้องพบจุดจบน่าอนาถโดยไม่รู้ตัว



(โปรดติดตามต่อฉบับหน้า)



แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
Facebook! Twitter! Del.icio.us! Free and Open Source Software News Google! Live! Joomla Free PHP