วรรณกรรมนำใจ Lite Literature
เร้น ๓๒

ชลนิล
(ต่อจากฉบับที่แล้ว)
เรื่องความเลวร้ายใด ๆ เยาวลักษณ์อดทนหรี่ตา ไม่มองไม่รับรู้ได้ แต่กับเรื่องล่าสุด ‘ส้มน้อย’ ในใจเธอต่อต้านรุนแรง มันเป็นเรื่องหนักหนาที่สุดเท่าที่คุณดาวันสั่งงานมา
ไม่มีใครรู้ว่าเยาวลักษณ์เจ็บปวด สะเทือนใจแค่ไหน กับการต้องหยิบยื่น ‘เด็ก’ บ้านดาวันออกไปเป็นเหยื่อเช่นนี้
สำหรับเธอ ‘เด็กบ้านดาวัน’ ทุกคนเป็นเหมือนน้อง เหมือนลูกหลาน ที่ดูแลอุ้มชูตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงปัจจุบัน ความรักความผูกพันเหนียวแน่นเกินกว่าใครเข้าใจ
ที่ผ่านมา แค่เด็กบ้านดาวันถูกมหาเศรษฐีต่างชาติรับไปเลี้ยง เธอก็ยังเป็นห่วง กลัวแทนเด็กสารพัดว่าจะสามารถปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ ครอบครัวใหม่ได้หรือไม่ ครอบครัวนั้นจะรักเอ็นดูเด็กต่างชาตินานแค่ไหน
นี่เธอต้องยอม ‘ขาย’ ชีวิต อวัยวะเด็กกำพร้าคนหนึ่งเพื่อทรัพย์สิน อำนาจ สิทธิพิเศษในประเทศหนึ่ง ซึ่งในสายตาเธอแล้ว มันไม่คุ้มค่า ไม่ควรกระทำเลย
“ครั้งนี้ดิฉัน ‘ขอ’ ได้มั้ยคะคุณท่าน” นี่เป็นคำขอร้องที่นานครั้งจะหลุดจากปากหมอเยาวลักษณ์
ดาวันยิ้มอย่างเข้าใจก่อนอธิบายด้วยเหตุผลที่ฟังแล้วต้องสะอึก
“ฉันยอมให้มือเปื้อนบาปเพื่อให้เธอได้เป็นหมอ...มาช่วยรักษาคนหลายสิบปี ตอนนี้ฉันก็แค่ยอมเสียเด็กคนหนึ่ง เพื่อช่วยเหลือเด็กกำพร้าตาดำ ๆ อีกหลายร้อยคนเช่นกัน”
เยาวลักษณ์พูดไม่ออก เธอรู้ว่าเหตุผลนั้นเป็นเรื่องบังหน้า...อาณาจักรดาวันมีทรัพย์สินมากพอเลี้ยงดูเด็กนับร้อยได้เป็นสิบปี โดยไม่ต้องพึ่งเงินทุนทางอื่นเลย
เหตุผลจริงที่ดาวันยอมเสีย ‘เด็ก’ คนนั้นก็เพราะสิทธิพิเศษในการที่เธอจะขยายอาณาจักรตนเข้าไปยังประเทศมั่งคั่งนั้น มันอาจเริ่มต้นจากการขยายสาขามูลนิธิ คืบคลานไปถึงครอบครองที่ดิน แล้วค่อยเคลื่อนเข้าสู่ระบบธุรกิจการค้าอย่างแนบเนียน
ด้วยความที่รู้จักผู้มีพระคุณมาทั้งชีวิต เยาวลักษณ์จึงบอกได้ว่า...คุณดาวันรวยเท่าไหร่ก็ไม่พอ ขยายอาณาจักรกว้างขวางแค่ไหนก็ยังหยุดไม่ได้ เพราะจุดมุ่งหมายของเธอยิ่งใหญ่กว่านั้น
คนเราเมื่อร่ำรวยมาก ๆ ก็จะแสวงหาอำนาจ เมื่อได้อำนาจไว้ในมือ ก็ต้องการเป็นอมตะ เพื่อเสวยสุขเนิ่นนานที่สุด
ด้วยวัยแปดสิบปี ดาวันยังดูสาวเหมือนผู้หญิงอายุสามสิบกลาง ๆ ความสามารถในการยืดวัยเยาว์ของเธอดูคล้ายใกล้เคียงความเป็น ‘อมตะ’ ไปแล้ว...จึงไม่แปลกที่เธอแสวงหาทรัพย์สิน อำนาจมากที่สุดเพื่อค้ำยันบัลลังก์ตนเองไปชั่วกาลนาน
เยาวลักษณ์หมดคำพูดคัดค้าน ไม่มีสิทธิกระทั่งแสดงสีหน้าไม่เห็นด้วย
‘คุณดาวัน’ ยามนี้เปลี่ยนเป็นคนละคนกับเมื่อห้าสิบปีก่อน
‘อะไร’ บางอย่างทำให้เธอเปลี่ยนแปลงไป
ต่อให้รูปร่างหน้าตาเหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน ข้างในกลับอัปลักษณ์ โหดร้ายน่าสะพรึงกลัวกว่าปิศาจใด ๆ หนำซ้ำยังมี ‘อำนาจ’ พลังบางอย่างแทบจะสั่งเป็นสั่งตายผู้คนรอบตัวได้อย่างใจ
ขนาดคนอยู่ในตำแหน่งสำคัญอย่าง Wolf คนก่อน ทำเงินให้มหาศาล ก็ยังร่วงจากตำแหน่ง เสียชีวิตง่ายดายโดยไม่อาจสืบสาวสาเหตุการตายได้
เมื่อสามสิบปีที่แล้วตอนรับปากร่วมมือก่อตั้งโรงพยาบาลดาวัน...เยาวลักษณ์คิดว่าตนเองอาจเปลี่ยนแปลงชักจูงผู้มีพระคุณให้ถอนตัวจากพวกมาเฟีย ย้อนกลับมายังเส้นทางถูกต้องได้
จนถึงวันนี้เข้าใจแล้วว่า...ไม่มีทาง...ดาวันถูกเปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนไปในเส้นทางที่หวนกลับไม่ได้อีก
เยาวลักษณ์ทำได้เพียงสงบใจ ทำหน้าที่ Light ของเธอโดยไม่บกพร่อง รอคอยจังหวะโอกาสสำคัญ...
การที่ดาวันตัดสินใจยอมสละ ‘ส้มน้อย’ ให้กับผลประโยชน์ อำนาจ ทำให้เยาวลักษณ์มองเห็นว่า ด้ายบาง ๆ ที่เหนี่ยวรั้งเธอไว้กับผู้มีพระคุณ ใกล้ขาดลงแล้ว
- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -
มีนารู้สึกตัวตอนเช้า ลืมตาเห็นตนเองนอนเพียงลำพังในห้องคนป่วย แขนถูกเข้าเฝือก ตรงชายโครงปวดหนึบ ๆ ไม่นับอาการปวดร้าว เจ็บระบบทั่วตัว
กวาดตามองรอบห้องอีกครั้ง นึกน้อยใจที่ไม่มีใครอยู่สักคน...คิดว่าจะเหมือนในละคร ตอนนางเอกฟื้นจากบาดเจ็บแล้วพบพระเอกนอนฟุบข้างเตียง กุมมือเธอไว้ด้วยความเป็นห่วงตลอดทั้งคืน
สุดท้าย...มันก็แค่ละคร...ไม่มีจริง
หงุดหงิด โมโหผู้ชายที่เพิ่งบอกรักเมื่อคืน...เช้านี้กลับหายหน้า คิดแล้วเจ็บใจ ไม่น่ารีบรับรักเขาเร็วเลย แกล้งทำเป็นนางเอกเล่นตัวอย่างมีคุณค่าอีกสักหน่อยคงดี
หญิงสาวพยายามขยับตัวจะลุกขึ้นนั่ง ร่างกายล้าไม่อยากทำตามคำสั่ง แขนที่เข้าเฝือกเป็นอุปสรรคเกะกะ ความปวดตรงชายโครงเพิ่มขึ้น จังหวะนั้นประตูห้องคนไข้เปิดออก ร่างสูง ๆ เดินเข้ามาเห็นพอดี
“อย่าเพิ่งรีบลุก” เสียงห้าว ๆ ดังขึ้นก่อนเจ้าตัวรีบมาประคองหลังเธอแล้วดึงหมอนให้หนุน นั่งกึ่งเอนนอนในท่าสบายขึ้น
เพียงแวบแรกที่ได้ยินเสียงเขา ความหงุดหงิด ขุ่นใจล้วนมลายหาย ยิ่งพอรับสัมผัสอ่อนโยน เอาใจใส่เช่นนั้น ก็ลืมความคิดอยากเล่นตัวจนสิ้น
“ส้มน้อยอยู่ไหน” แกล้งถามถึงเด็กหญิงเพื่อปกปิดความรู้สึกในใจ
“เพิ่งพาไปส่งที่บ้านฉัน ให้อาบน้ำพักผ่อนที่นั่นก่อน”
นี่เป็นเหตุผลที่เขาไม่อยู่ตอนหล่อนฟื้นขึ้นมา
“อ้าว...แล้วใครจะดูแลล่ะ เผื่อพวกนั้นตามไปที่นั่น” มีนาเป็นห่วง
“บ้านฉันปลอดภัยกว่าที่นี่เยอะ ลุงชาติจัดคนไปคุ้มครองเป็นโขยง ปู่ย่าก็อยู่ทั้งสองคน แม่ฉันดูแลส้มน้อยตลอดไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเลย”
“แม่ดาเหรอ?” หญิงสาวทวนคำอย่างแปลกใจ
“แม่ฉันแม่เธอเจอส้มน้อยตั้งแต่เมื่อคืน รู้เรื่องทั้งหมดแล้ว” ธันวาอธิบายสั้น ๆ ไม่เล่าว่าเด็กหญิงทำอย่างไรเมื่อเจอผู้ใหญ่ทั้งสอง
“แล้ว...พวกแม่ ๆ เขาว่าไงบ้างล่ะ” มีนาเสียงอ่อย ใจนึกเป็นห่วงส้มน้อย
“แม่ฉันหลงรักส้มน้อยตั้งแต่แรกเลยล่ะ” ธันวาพูดขัน ๆ
“จริงสิ ดีจัง แม่ดาอยากมีลูกสาวตั้งนานแล้วนี่เนอะ” มีนาเข้าใจอย่างนั้น
ดวงสุดามีแต่ลูกชายตัวโต ๆ สองคน จึงรักลูกสาวเพื่อนเหมือนลูกตัวเอง เคยบ่นเสมอว่าอยากมีลูกสาวสักคน จะได้จับแต่งหน้าแต่งตัวสวย ๆ ให้ได้อย่างใจสักครั้ง เพราะลูกชายแก่นทโมนทั้งสองไม่มีวันยอมเป็น ‘ตุ๊กตา’ ให้แม่แน่นอน
ชายหนุ่มอมยิ้ม ไม่อธิบายเพิ่มเติมว่า...ที่มารดาหลงรัก ชื่นชมส้มน้อยแต่แรกก็เพราะเด็กหญิงกล้าปกป้องเขา
“หัวใจเด็กคนนี้ไม่ธรรมดาเลยนะธัน” ดวงสุดาบอกต่อลูกชาย “ตัวแค่นี้แต่ก็กล้าปกป้องคนที่ตัวเองรักแล้ว”
“ครับ” เขาตอบรับสั้น ๆ
ช่วงเวลาไม่กี่วันที่ได้อยู่ร่วม รู้จักคุ้นเคย จนกระทั่งผ่านประสบการณ์เลวร้ายร่วมกัน ทำให้เขา มีนา ส้มน้อยเป็นเหมือนครอบครัวเดียวกันไปแล้ว
“แล้วส้มน้อยไปอยู่บ้านแกจะไม่กลัว อึดอัดแย่เหรอ” มีนายังไม่สบายใจ นึกห่วงเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งต้องไปอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้าจำนวนมาก
“อือ...ฉันถึงต้องพาแกไปส่งที่บ้านด้วยไง” ธันวาบอก เขาเข้าใจความรู้สึกส้มน้อยเช่นกัน “แต่ไม่เป็นไรแล้วล่ะ ทุกคนเอ็นดูส้มน้อย ส่วนเด็กก็ปรับตัวได้เร็วเหมือนกัน”
ได้ยินอย่างนั้นหญิงสาวค่อยคลายใจ มองหน้าชายหนุ่มที่มีริ้วรอยฟกช้ำ บาดแผลถูกปิดผ้าก๊อซเรียบร้อย แต่เสื้อผ้ายังเป็นชุดเดิมเมื่อวาน
“อ้าว...แกกลับไปบ้านทั้งที ทำไมไม่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนล่ะ มาทั้งเน่า ๆ อย่างนี้ได้ไง” มีนาบ่น
“ฉันเอาเสื้อผ้ามาเปลี่ยนแล้ว เดี๋ยวอาบน้ำที่โรงพยาบาลนี่ก็ได้” ชายหนุ่มตอบ
ถึงเจ้าตัวจะไม่อธิบายว่า ตนเองรีบไปส่งส้มน้อยแต่เช้า แล้วตั้งใจกลับมาโรงพยาบาลก่อนหญิงสาวตื่น จึงไม่ยอมเสียเวลาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้าน คนฟังก็เข้าใจและเต็มตื้นจนแทบพูดอะไรไม่ออก
“งั้นแกรีบไปอาบน้ำเลยนะ ตัวเหม็นเน่าขนาดนี้ไม่เข้ากับหน้าหล่อ ๆ ของแกเลย” หญิงสาวแกล้งทำเสียงดุไล่เพื่อปกปิดความรู้สึกในใจ
“อืม...ขอบใจนะที่ชมว่าฉันหล่อ” ธันวาพูดหน้าตาเฉย
“ไอ้บ้า ฉันชมแกตรงไหน ไปฟัดกับโจรมาจนหน้าเละแบบนี้ ฉันเหม็นเน่าจะไล่แกไปอาบน้ำต่างหาก” หญิงสาวแว้ดใส่
“อยากได้กระจกดูหน้าตัวเองตอนนี้มั้ย” ชายหนุ่มย้อนขัน ๆ สภาพ ‘ฟัดกับโจร’ ของมีนาก็ไม่ได้ดีกว่าเขาเลย
“ไม่ต้อง...รีบไปอาบน้ำเลยแก”
ถ้าหญิงสาวมีแรงไล่เขาอย่างนี้ ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาถาม ‘อาการดีขึ้นหรือยัง...เจ็บตรงไหนหรือเปล่า’ ก็พอรู้ว่าอาการไม่น่าเป็นห่วง จึงหยิบเสื้อผ้าเดินเข้าห้องน้ำอย่างสบายใจ
มีนามองตามหลังชายหนุ่มที่เพิ่งเข้าห้องน้ำด้วยความรู้สึกกำซาบ อบอุ่น รอยหวานยังค้างคาในดวงใจ ธันวาไม่พูดมากก็จริง แต่การแสดงออกของเขาชัดเจน...ความรัก ห่วงใย เอาใจใส่ของเขาอยู่ที่การกระทำ...ไม่ใช่วาจา...
ช่วงสาย...ผู้มาเยี่ยมคนป่วยถึงห้องพิเศษคณะแรกประกอบด้วย ย่าร้อยกรอง ปู่เผด็จ ปู่คงคา และเภามณี
แวบแรกที่เหล่าผู้เฒ่าเห็นสภาพหญิงสาวต่างนิ่งอึ้ง ดวงตาทอประกายคับแค้น โกรธเคือง มีแต่เภามณีที่เห็นลูกสาวตั้งแต่เมื่อคืนจึงยอมรับได้ หนำซ้ำกลับคิดว่าอาการมีนาดีขึ้นผิดตา...ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวกับคุณหมอที่นั่งเฝ้าไข้ทั้งคืนหรือเปล่า...
มีนายิ้มร่าต้อนรับผู้มาเยี่ยมทั้งที่ใบหน้าบวมช้ำ
“คุณปู่...คุณย่า...มากันพร้อมเลย มีนไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย” หญิงสาวทักทาย
ย่าร้อยกรองเข้ามาลูบศีรษะเธอเบา ๆ ดวงตาดุฉายรอยอ่อนโยน
“หมวยมีนเอ๊ย...ไม่น่าเจ็บตัวขนาดนี้เลย”
มีนายิ้มกว้าง ส่ายหน้าเป็นเชิงบอกว่าตนเองไม่เป็นไร
คนที่ยังมีรอยโกรธในดวงตาคือปู่ทั้งสอง
“มึงทำกับหลานกูขนาดนี้เชียวเรอะ” ปู่คงคาพึมพำเสียงเข้ม ประกายตาฉายโชน ไม่ทิ้งรอยนักเลงเก่า
ปู่เผด็จไม่พูดอะไร ดวงตาคู่นั้นบอกให้รู้ว่า...ใครที่ทำกับลูกหลานเพื่อนตนขนาดนี้ ย่อมได้รับผลตอบแทนเช่นกัน
ธันวาเห็นอากัปกิริยาผู้อาวุโสก็รีบเอ่ยปากทันที
“ขอโทษครับ ผมดูแลมีนาไม่ดีพอ”
คำพูดของเขากระตุ้นให้สองผู้เฒ่าเกิดสติ รอยโทสะในดวงตาหายวับ แปรเปลี่ยนเป็นเมตตา เข้าใจ...จิตใจคลายจากความอาฆาตฝ่ายตรงข้ามที่ทำร้ายหลานสาวตน
เรื่องธันวาโดนมารดาตบสั่งสอนเมื่อคืน เภามณีเล่าให้ทุกคนฟังหมดแล้ว จึงไม่มีใครถือสา คิดว่าเป็นความผิดเขา พอชายหนุ่มพูดอย่างนี้ ใจผู้เฒ่าก็บังเกิดความเมตตาหลานชาย และมีสติ ไม่คิดตอบโต้คนทำร้ายหลานสาวทันที
“ถ้ารู้ว่ายังดีไม่พอ ต่อไปอย่าให้เกิดเรื่องอย่างนี้อีก” ย่าร้อยกรองหันมาดุหลานชาย
“ครับ” ธันวารับปาก
มีนารู้สึกว่าธันวาอาจโดนผู้ใหญ่พูดจาไล่ต้อน จนเขาเกิดความรู้สึกผิด จนหาวิธีลงโทษตัวเองด้วยการไปลุยเดี่ยวอย่างเดิมอีก จึงพยายามหาทางเปลี่ยนเรื่องคุย
“จริงสิคะแม่...ส้มน้อย...เป็นยังไงบ้าง” หล่อนรู้ส้มน้อยอยู่บ้านธันวา แต่เชื่อว่าเภามณีต้องแวะเข้าไปดูแลไม่มากก็น้อย
“ไม่ต้องห่วงหรอก ตอนนี้สองบ้านยังกับค่ายทหาร พวก ‘เด็กๆ’ อยู่เต็มไปหมด”
เภามณีบอกสถานการณ์สั้น ๆ ไม่จำเป็นต้องอธิบาย ‘เด็กๆ’ เหล่านั้นเป็นใคร มาจากไหน
ย่าร้อยกรองยิ้มพลางหันไปมองทางปู่ทั้งสองอย่างล้อเลียน
“ใช่...ใครมันกล้ามาแตะต้อง ‘เหลนคนแรก’ ของเสือแก่ สิงห์เฒ่าสองตัวนี้ รับรองต้องนอนไม่เป็นสุขแน่”
“เหลน...” มีนาพึมพำงุนงง กระทั่งธันวายังไม่แน่ใจเมื่อได้ยินแวบแรก
“อ้าว...ก็เด็กเรียกแกว่าแม่...เรียกธันว่าพ่อ...มันก็ต้องเป็นหลานยายของฉัน แล้วก็เป็นเหลนทวดของปู่ย่าแกน่ะสิ” เภามณีอธิบายอย่างหมั่นไส้แกมขบขัน
มีนาอึ้ง หันไปสบตาธันวา...ถึงชายหนุ่มไม่ได้เล่าเหตุการณ์หน้าห้องฉุกเฉินเมื่อคืน ก็น่าจะพอเดาได้ว่าส้มน้อยคงเรียกขานสรรพนามเขากับเธอว่า ‘คุณพ่อ’‘แม่มีน’ ตามความเคยชิน
สองหนุ่มสาวหันมองผู้ใหญ่ด้วยแววตาซาบซึ้ง...คำพูดนี้แทนคำยืนยันว่าทุกคนไม่คัดค้านที่พวกเธอรับเด็กกำพร้าคนนี้เป็นลูก พร้อมทั้งยินดีให้เด็กหญิงที่ไม่มีสายเลือดเดียวกันเข้ามาเป็นหนึ่งในครอบครัว
“ขอบคุณค่ะ”
“ขอบคุณครับ”
ธันวา มีนาตอบรับแทบจะพร้อมกัน หัวอกปลาบปลื้ม ตื้นตัน ไม่คิดว่าพวกผู้ใหญ่จะใจกว้าง ไม่มีอคติอย่างนี้
เผด็จ คงคามักบอกลูกหลานเสมอ อยากให้สองครอบครัวเป็นทองแผ่นเดียวกัน
พิจิก เมษารักกันมานาน แต่ทั้งคู่หวงชีวิตโสดเหมือนคนหนุ่มสาวปัจจุบัน จึงยังไม่แต่งงาน มีทายาทเชื่อมสองตระกูลสักที
เมื่อธันวา มีนายอมรับเด็กคนหนึ่งเป็นลูก...ต่อให้ไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน เหล่าผู้อาวุโสก็ยังยอมรับ เข้าใจ
‘วิสาสา ปรมา ญาติ...ความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง’
‘ความบังเอิญไม่มีในโลก’
สองหนุ่มสาวเรียนจบทำงานมาหลายปี เคยไปทำบุญช่วยเหลือเด็กกำพร้าหลายครั้ง เหตุใดจึงไม่คิดผูกพัน อยากรับเลี้ยงเด็กคนไหนเลย จนกระทั่งมาเจอส้มน้อย
นั่นเพราะ ‘กรรมจัดสรร’ ให้เด็กกำพร้าคนนี้มาถูกที่ ถูกเวลา เป็นส่วนเชื่อมให้ทั้งคู่ได้ใกล้ชิด เข้าใจกัน จนพร้อมรับแม่หนูน้อยเป็นลูกในที่สุด
ด้วยความเชื่อเช่นนี้ เผด็จ คงคาจึงยอมรับเด็กหญิงคนละสายเลือดอย่างง่ายดาย นั่นทำให้ความปรารถนาอันยาวนานของสองผู้เฒ่าเป็นจริงเสียที
...และ...ใคร...บังอาจมาแตะต้อง ‘เหลนคนแรก’ ของสิงห์เฒ่าคู่นี้...รับรอง...ไม่มีบั้นปลายที่ดี
- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -
ช่วงบ่าย...เผด็จ คงคายังอยู่โรงพยาบาล เพราะหลังจากเยี่ยมหลานสาว ก็เข้าไปตรวจร่างกายพร้อมร้อยกรอง รับประทานอาหารกลางวัน และอยู่จนถึงบ่าย ขณะที่ร้อยกรอง เภามณีกลับไปดูแลงานที่บ้านก่อน
ห้องผู้ป่วยตอนบ่าย นอกจากเผด็จ คงคา สองผู้เฒ่าแล้ว ยังมีตำรวจมาเพิ่มอีกสองนายนั่นคือ ปฐวี พ่อมีนา และรองผู้กำกับธงรบ ที่ตามมาให้ข้อมูลจากกรุงเทพฯ
บทสนทนาเริ่มต้นจากธงรบ
“ท่านพฤกษ์ได้รับเอกสาร ข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับเบื้องหลังมูลนิธิดาวันแล้ว” เพียงประโยคแรกก็บอกชัดว่า ตี๋เล็กทำงานสำเร็จราบรื่น
“ตอนนี้ท่านจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจเร่งด่วน เป็นทีมไว้ใจได้ให้มาสืบสวนยืนยันข้อมูลที่ได้รับทั้งหมดโดยเร็ว พร้อมหาหลักฐานประกอบให้แน่นหนาขึ้น เพื่อจะได้ขอหมายศาลตรวจค้นภายในพื้นที่มูลนิธิดาวันทันที”
คำอธิบายนี้ ทำให้คนฟังมั่นใจว่า นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ระดับนี้ลงมือกำกับควบคุมเอง คงได้ ‘หมายค้น’ ในเวลาไม่นาน
“ดีแล้วจะได้จัดการพวกมันเร็ว ๆ” คงคาบอกพร้อมมองสภาพหลานสาวที่นั่งกึ่งเอนนอนบนเตียง
“เท่าที่สืบทราบมา แบ็คอัพพวกเขาไม่ธรรมดาเลยนะพ่อ” ปฐวีบอกกับบิดาตรง ๆ แล้วอธิบายอย่างละเอียด
“โชติ...เป็นมาเฟียระดับบิ๊กมาหลายสิบปี ทำธุรกิจสีเทาหลายอย่างที่สุ่มเสี่ยง แต่ไม่ถึงขั้นผิดกฎหมาย เคยมีข่าวลือว่าเขาค้าอาวุธ ยาเสพติด แต่ไม่สามารถหาหลักฐาน พยานยืนยันได้ แถมมีนักการเมืองระดับบิ๊กหนุนหลังมาตลอด ตำรวจนอกแถวบางพวกก็รับเงินพวกมัน...เลยยังทำอะไรไม่ได้”
“W.คอร์ป สมัยมาโนชเป็นประธาน มีคอนเนกชั่นกับนักธุรกิจระดับโลกหลายคน พรรคการเมืองใหญ่ก็ได้รับทุนสนับสนุนจากเขามาสิบกว่าปี พอเขาเสียชีวิต ธุรกิจก็ยังอยู่ดี แถมมีข่าวว่า ภูริช...คนที่จะมานั่งแทนตำแหน่งนี้ เป็นซีอีโอบริษัทยักษ์ใหญ่ในอเมริกา แทนที่หุ้น W.คอร์ปจะตก กลับพุ่งขึ้นสวนทางกับข่าวสูญเสียผู้บริหาร ทำให้คาดได้ว่าภูริชจะได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองใหญ่ และนักธุรกิจระดับบิ๊กต่อไปเหมือนเดิม”
“ส่วนมูลนิธิดาวัน...ก่อตั้งมาห้าสิบกว่าปี ชื่อเสียงดีงามไม่เคยด่างพร้อย มีสายสัมพันธ์อันดีกับองค์กรการกุศลระดับโลกหลายองค์กร ขนาดคุณดาวันเกษียณตัวเองไปอยู่เบื้องหลัง หมอเยาวลักษณ์ทำหน้าที่บริหารแทนก็ยังมีภาพลักษณ์อันดีเหมือนเดิม
เด็กบ้านดาวันที่ออกไปก็ยังกลับมาให้ทุนสนับสนุนพวกน้อง ๆ กันไม่ขาด บางคนไปอยู่ต่างประเทศ ทำธุรกิจประสบความสำเร็จใหญ่โต ก็ยังไม่ลืม ‘ที่มา’ ของตัวเอง ทั้งให้ทุนสนับสนุน ทุนการศึกษาแก่รุ่นน้องตลอดมา
โรงพยาบาลดาวัน...ถึงจะเป็นโรงพยาบาลเอกชนขนาดกลาง แต่ได้หมอฝีมือดีจำนวนมาก การที่เขาเปิดรับรักษาคนป่วยอนาถา ไร้บ้าน ก็ยิ่งทำให้มีแต่เสียงชื่นชม ไม่เคยมีข่าวว่าโรงพยาบาลนี้ค้าอวัยวะมนุษย์ เพราะคนป่วยอนาถาที่เสียชีวิต ทางโรงพยาบาลรับหน้าที่ชันสูตร และฌาปนกิจศพจนเรียบร้อย ไม่มีหลักฐานหลงเหลือ”
ได้ยินปฐวีอธิบายขนาดนี้ คนฟังต้องถอนใจเฮือกใหญ่ มองไม่เห็นทาง ‘ล้ม’ องค์กรยักษ์นี้ได้เลย
“ตอนนี้ มีนคิดว่า เรื่องการคุ้มครองส้มน้อยเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก...เพราะอย่างน้อยเธอก็เป็นหลักฐานได้ว่าโรงพยาบาลตรวจรักษาผิด มีการขายอวัยวะ ทางบ้านดาวันแจ้งการตายเท็จ” มีนาเสนอความเห็น
“เด็กขนาดนั้น ถ้าขึ้นศาลอาจเจอทนายเก่ง ๆ ไล่ต้อน ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือได้” ธงรบบอก
คนในห้องผู้ป่วยหยุดคิดไตร่ตรองชั่วขณะ
“รู้มั้ยครับว่า ทางนั้นมีกำหนดส่งตัวส้มน้อยไปต่างประเทศเมื่อไหร่” ธันวาตั้งคำถาม
สองนายตำรวจมองหน้ากันเป็นเชิงได้คิด...พวกตนมองข้ามประเด็นนี้ได้อย่างไร...ถ้าจะนำตัวเด็กข้ามประเทศต้องมีแผนการเดินทาง และถ้ารู้แผนการเดินทางนั้น ก็จะสามารถกำหนดแผนการรับมือง่ายขึ้น
“เดี๋ยวพ่อจะให้คนตรวจสอบเลย” ปฐวีบอกลูกชายเพื่อน
ปัญหาเกี่ยวกับส้มน้อยผ่านไป ข้อข้องใจต่อมาของธันวาถูกเอ่ยขึ้น
“ปู่ครับ...เป็นไปได้มั้ยว่าผู้หญิงอายุหกสิบห้าปี จะมีรูปร่างหน้าตาเหมือนคนอายุสามสิบกว่า ๆ ได้”
“ใครล่ะ” เผด็จย้อนถามหลานชาย
“ผมเคยเจอตัวคุณดาวันเมื่อสิบห้าปีที่แล้ว...รูปร่างหน้าตาเธอ เหมือนคนอายุสามสิบกว่า ๆ เท่านั้นเอง”
“เขาทำศัลยกรรม หรือใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยหรือเปล่า”
มีนาขัด...เธอเห็นพวกดาราในวงการบันเทิงหลายคนดูอ่อนกว่าวัยนับสิบปี
“ไม่ใช่...ดูไม่เหมือนทำศัลยกรรมเลย” ธันวาปฏิเสธ พยายามเค้นความทรงจำ “ตอนที่ฉันเห็น...หน้าตาเขาไม่แต่ง ดูเป็นธรรมชาติมาก ตอนแรกคิดว่าอาจเกิดจากเทคโนโลยีศัลยกรรม แต่ผู้หญิงที่สามารถปรุง ‘ชาสั่งจิต’ ขนาดนี้ แสดงว่าเชี่ยวชาญเรื่องสมุนไพรหายาก...ฉันเคยได้ยินเรื่องของชายชาวจีนที่ชื่อ ‘ลี ชิง ยุน’ เขาอายุ ๒๕๖ ปี ทั้งที่ดูในรูปแล้วไม่น่าเกินแปดเก้าสิบปี...ในข่าวบอกว่าที่อายุยืนและอ่อนกว่าวัยอย่างนั้นเพราะกินพวกสมุนไพรมาตลอด”
คำพูดชายหนุ่มทำให้สองผู้เฒ่าชะงักงัน ความทรงจำบางอย่างถูกกระตุ้นขึ้นมา
“ผู้หญิง...ที่ดูไม่แก่...เชี่ยวชาญเรื่องสมุนไพรงั้นรึ” เผด็จพึมพำ หันไปสบตาเพื่อนคู่หู
“ผู้หญิงไทยที่เก่งเรื่องสมุนไพร อายุยืนขนาดนั้น...คนทั่วไปไม่รู้จักเธอหรอก” คงคาเอ่ยขึ้น
“แม่เฒ่าบุปผา!” ชื่อนี้หลุดจากปากเผด็จ “จริงสิ...ยายแก่นี่อายุเกือบสองร้อยปี แต่ยังดูเป็นสาว...พวกเราเคยได้ยินชื่อเมื่อห้าหกสิบปีที่แล้วไง”
บทที่ ๒๐
ปู่เผด็จบอกว่าแม่เฒ่าบุปผาอายุเกือบสองร้อยปี ยังดูเป็นสาว ธันวาค้นข้อมูลพบว่า ‘ลี ชิง ยุน’ ชายชาวจีนมีอายุ ๒๕๖ ปี แต่หน้าตาจากรูปเหมือนคนอายุไม่เกินแปดเก้าสิบปี
แสดงว่ามีบุคคลอายุยืนยาว โดยรักษาความเยาว์วัยได้เช่นนั้นหรือ?
ลี ชิง ยุนชายชาวจีนเกิดที่มณฑลเสฉวน เมื่อปีพ.ศ.๒๒๒๐ ตอนอายุ ๑๐ กว่าปีเริ่มเก็บสะสมสมุนไพรบนภูเขา ใช้ชีวิตอยู่ด้วยการรับประทานอาหารมังสวิรัติ และพืชสมุนไพรอื่น ๆ
ตอนอายุ ๗๑ ปียังสามารถเป็นครูสอนศิลปะป้องกันตัว กุนซือด้านกลยุทธได้ เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ ๖ พ.ค.๒๔๗๖ รวมอายุได้ ๒๕๖ ปี
ส่วนแม่เฒ่าบุปผาเป็นบุคคลลึกลับ ไม่เคยถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ หรือพงศาวดารหน้าไหนเลย แต่เป็นชื่อที่หมู่ผู้เรียนไสยเวท อาคม ยาสั่งล้วนได้ยินมาเนิ่นนาน
พวกครูบาอาจารย์ด้านไสยเวทรุ่นก่อนเล่าว่า แม่เฒ่าบุปผาเกิดก่อนตั้งกรุงรัตนโกสินทร์เล็กน้อย ใช้ชีวิตมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในรัชกาลที่ ๒ และรัชกาลที่ ๓ จากนั้นก็เร้นกายตอนรัชกาลที่ ๔ เรื่อยมา หลายครั้งที่ผู้คนคิดว่าเสียชีวิตไปแล้ว แกก็ยังปรากฏตัวให้เห็นในสภาพหญิงสาวสวยคนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ถ้าแม่เฒ่าผู้นี้มีชีวิตอยู่ถึงปัจจุบันย่อมมีอายุเกินสองร้อยปีมากพอสมควร การที่เผด็จบอกว่าแม่เฒ่าบุปผามีอายุเกือบสองร้อยปีย่อมมีเหตุผล
“ตอนครูแกลงยังหนุ่ม เรียนวิชากับพระอาจารย์เมืองชุ่ม ได้พบหญิงสาวสวยคนหนึ่งใช้สมุนไพรรักษาคนป่วยได้อย่างปาฏิหาริย์ เธอบอกว่าชื่อ ‘บุปผา’ และสมุนไพรที่ใช้นั้นเป็นของหายาก เคยเห็นแค่ในตำรา คำเล่าขานของคนรุ่นเก่าเท่านั้น”
เผด็จเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ของ ‘ครูแกลง’ ผู้เป็นอาจารย์ตน แล้วพยักหน้าให้เพื่อนสนิทเป็นคนเล่าต่อ
“เมื่อปีสองพันห้าร้อยกว่า ๆ ครูแกลงอยู่ในวัยกลางคนแล้ว ท่านพบผู้หญิงคนเดิม รูปร่างหน้าตาไม่เปลี่ยนไปเลย เธอคือ ‘บุปผา’ แต่ครั้งนี้กลับวางยา สังหารขุนโจรมีชื่อผู้ทรงเวท พร้อมด้วยบริวารตายยกรัง” คงคาเสริม
“แล้วจากนั้นเป็นยังไงครับ” ธันวาสงสัย
“ครูแกลงเห็นเธอได้รับบาดเจ็บ คล้ายต้องมนตร์ทำร้ายจากฝ่ายตรงข้าม จึงเสนอตัวเข้าไปช่วยเหลือ...” เผด็จเล่าเพียงท่อนนี้แล้วหยุดรำลึกชั่วขณะ
“แต่เธอไม่ยอมรับ บอกว่าไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณพวกผู้ชาย จากนั้นก็หายสาบสูญไป ต่อมาไม่นานได้ยินข่าวว่าเธอเสียชีวิตแล้ว”
“ใครเป็นคนทำให้ผู้หญิงอมตะอย่างนี้บาดเจ็บจนเสียชีวิตได้คะ” มีนาสงสัย
“คงเป็นขุนโจรที่เธอฆ่านั่นแหละ เวทมนตร์ อาคมของเขาอาจเป็นคู่ปรับกับเธอ” คงคาบอกหลานสาว “การต่อสู้ของสองคนนั่นทำให้เกิดความสูญเสียรุนแรงทั้งสองฝ่าย”
ผู้ฟังพยายามนึกภาพผู้หญิงสวยอมตะ นิสัยแปลก สามารถใช้สมุนไพรรักษารูปโฉมตนเอง รักษาผู้คนเป็นร้อย แต่ก็อำมหิตพอที่จะฆ่าคนจำนวนมากได้เช่นกัน
“ธันคิดว่าแม่เฒ่าบุปผาคนนี้อาจเกี่ยวข้องกับดาวันงั้นหรือ” ปฐวีตั้งข้อสงสัยแทนใจลูกชายเพื่อน
ธันวาขมวดคิ้ว ในหัวเหมือนมองเห็นคำตอบบางอย่างรำไร แต่มีบางสิ่งมัวซัวอธิบายไม่ถูกเช่นกัน
“ครับ” ชายหนุ่มตอบรับอย่างไม่มั่นใจ “พ่อวีลองคิดดูสิครับ ผู้หญิงแก่คนหนึ่ง ต้องมีอะไรพิเศษมากพอตัว ถึงสามารถรักษารูปโฉมตัวเอง และควบคุมบงการบุคคลที่มีชื่อเสียง เงินทอง อำนาจ และกำลังคนขนาดได้”
ทุกคนคิดตาม...‘โชติ’ มาเฟียคนดังที่ตำรวจยังแตะต้องไม่ได้ ‘มาโนช’ ประธาน W. คอร์ป มหาเศรษฐีผู้มีทรัพย์สิน อำนาจมหาศาล และ ‘หมอเยาวลักษณ์’ สตรีตัวอย่างชื่อเสียงดีงามมาตลอดชีวิต
ผู้ที่สามารถบงการคนทั้งสามได้...ต้องมี ‘ความพิเศษ’ ไม่ธรรมดาเลย
“จริง” เผด็จตอบรับวาจาหลานชาย
“แต่...” คงคาแสดงความเห็นอีกด้าน “ถ้าทำให้ผู้หญิงคนนี้หมด ‘ความพิเศษ’ ได้แล้ว...องค์กรที่แข็งแรงของเขาก็ต้องแตกตัว ไม่สามารถรวมกันได้อีกแน่นอน”
ความเห็นของผู้เฒ่า จุดประกายความคิดสำคัญให้แก่ผู้ฟังทุกคน
ทว่า...เค้าโครงความคิดนี้ สามารถปฏิบัติได้จริงหรือไม่?
(โปรดติดตามต่อฉบับหน้า)
| < Prev | Next > |
|---|








