วรรณกรรมนำใจ Lite Literature
เร้น ๒๘

ชลนิล
(ต่อจากฉบับที่แล้ว)
บทที่ ๑๗
มืด...ข้างทางเป็นพงหญ้าสูง ต้นไม้ใหญ่เรียงราย ร่องรอยรถเสี่ยหมงชนต้นไม้ยังหลงเหลือให้เห็น...เหล่าผู้ล่าไม่สนใจ กองหนุนตามมาถึงแล้ว พวกมันกระจายกำลังตีโอบค้นหาเหยื่ออย่างละเอียดเคร่งเครียด
พงหญ้าราบเป็นแถบ แนวต้นไม้ถูกไฟฉายกราดส่องค้นหาทุกตารางนิ้ว พื้นที่ไล่ล่าถูกขยายกว้างออกไปจนยากเชื่อว่า ผู้ใหญ่สอง หอบเด็กหนึ่งคนจะสามารถหนีไกลขนาดนั้น
เหล่าผู้ล่าได้กลิ่นแปลก ๆ โชยชายมากับสายลมยะเยือก หางตามองเห็นเงาแวบ ๆ พอฉายไฟดูกลับไม่พบสิ่งใด
พวกเขารู้ว่าโค้งมรณะแห่งนี้เคยมีคนตาย อาจมีดวงวิญญาณสิงสู่วนเวียนอยู่แถวนี้ ขณะค้นหา บางครั้งรู้สึกเหมือนมีลมเย็น ๆ เป่ารดต้นคอ บางคราวเหมือนมีมือฉุดรั้งข้อเท้า ทำให้ขนลุกซู่ขาแข็งทื่อ
ชั่วขณะหนึ่งรู้สึกเหมือนพวกตนถูกรายล้อมด้วยอะไรบางอย่างซึ่งบอกไม่ถูก
สายตาพร่ามัวทำให้เดินวนเวียนกลับมายังจุดเดิม ความกลัวแล่นปลาบจับหัวใจ ความกระเหี้ยนกระหือรือในการไล่ล่าถูกลดทอนลง
‘ขจร’ ผู้เป็นหัวหน้าชุด อาวุโสกว่าใครรับรู้ถึงความหวาดกลัวของลูกทีมตนได้ เขาเคยเป็นนักเลงเก่า เผชิญเรื่องแปลก ๆ มากมาย ในคอคล้องเครื่องรางของขลังหลายชิ้น จึงหยุดยืนนิ่ง ล้วงของขลังที่ห้อยคอออกมายกขึ้นจบ สวดคาถาที่ตนเคยร่ำเรียนมาเพื่อ ‘เปิด’ สิ่งที่ถูกปกปิดอำพราง
- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -
ธันวา มีนา ส้มน้อยซุ่มตัวซ่อนในหลุมหลังพงหญ้าหนาไม่ไกลจากถนนใหญ่มากนัก ความมืดช่วยเป็นฉากกำบังอย่างดี อีกทั้งสามารถมองเห็นกำลังเสริมฝ่ายตรงข้ามมาถึง และกระจายตัวออกตรวจค้นถนัดตา
พวกเขามั่นใจ ทีมลุงชาติ กับตำรวจต้องมาถึงในไม่ช้า หากเตลิดหนีลึกเข้าไปไกลจะเป็นอันตรายมากกว่า สู้คอยหลบซ่อนใกล้ถนนใหญ่ จนกำลังเสริมพวกตนมาถึง จะได้ไม่พลัดหลงเสียเวลาค้นหา
ความมืด และธรรมชาติรอบตัวเป็นแหล่งหลบภัยอย่างดี ทว่า...มีอีกสิ่งมาช่วยเหลือการเร้นกายครั้งนี้
...ภูตผี...ดวงวิญญาณ...
ไม่ใช่แค่เสี่ยหมง ปกป้อง แต่ดวงวิญญาณจำนวนมากที่เคยเสียชีวิตตรงโค้งนี้ และพวกวิญญาณเร่ร่อนใกล้เคียง ต่างมาช่วยเป็นกำแพงกีดขวาง ‘บังตา’ เหล่าผู้ล่า ไม่ให้แลเห็นคนทั้งสาม
ธันวาแค่รู้สึก...รอบกายมีพลังงานแปลกปลอมมากมาย ส้มน้อยมองไม่เห็นอะไร รู้แค่อ้อมอก ‘คุณพ่อ’ อบอุ่น คุ้มครองเธอได้
มีนากลับมองเห็น ‘ผู้ต่างภพ’ ชัดเจน ชนิดไม่เคยเห็นการรวมตัวภูตผีมากขนาดนี้มาก่อน
กลัว...กลัวแทบร้องกรี๊ดลั่น วิ่งหนีอย่างไม่รู้เหนือใต้ ถ้าไม่มีธันวา ส้มน้อยอยู่เคียงข้าง
ถึงอย่างนั้นภาพดวงวิญญาณ ร่างสีเทาซีด สภาพไม่น่าดู กระจายโอบล้อมเป็นกำแพง ทำให้หล่อนแทบฉี่ราด ความกลัวพุ่งสู่ขีดสุด
เมื่อเห็นความกลัวชัดเจนในใจ กลับได้สติ เกิดความกล้าหาญ แล้วจู่ ๆ ความทรงจำวัยเยาว์ย้อนทวนโดยไม่รู้ตัว
ในอดีต...เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว โค้งแห่งนี้ถูกเรียกว่า ‘โค้งมรณะ’ เกิดอุบัติเหตุ มีผู้เสียชีวิตไม่ขาด จนร่ำลือว่า ‘ผี’ ที่ตายไปต้องการหาตัวตายตัวแทน ชื่อเสียงความเฮี้ยนร่ำลือไกล ใคร ๆ ก็หวาดกลัว
แต่แล้ว...เรื่องราวนั้นเงียบหายเสียเฉย ๆ ไม่เกิดอุบัติเหตุแหกโค้งบ่อยอย่างแต่ก่อน ผู้คนลืมเลือน จนกระทั่งเกิดเรื่องเสี่ยหมงล่าสุด
คนทั่วไปไม่รู้...เหตุใดโค้งมรณะถึงคลายความเฮี้ยนมานานยี่สิบกว่าปี กระทั่งมีนาก็จำไม่ได้ จนกระทั่งมองเห็นภูตผีมากมายเมื่อครู่นี้เอง
พอเสียงร่ำลือ ‘ความเฮี้ยน’ ถึงหูปู่ทั้งสอง พวกท่านก็แวะมาทำ ‘พิธี’ อะไรบางอย่างที่โค้งมรณะนี้ ทำให้ทุกครั้งที่ครอบครัวเธอเดินทางไปทำบุญ...ไม่ว่างานบุญเล็กใหญ่ พอขับรถผ่านทางโค้ง ปู่คงคาจะบอกให้เธอกับน้องสาวลงจากรถไปกรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศลเป็นประจำ
แรก ๆ มีนาจะดื้อ ไม่กล้าลงไปกรวดน้ำด้วย
“ไม่อาว...ผีเยอะแยะไปหมดเลย”
“หนูยังไม่กลัวเลย เจ้กลัวได้ยังไง” เมษา...หนูน้อยวัยเจ็ดแปดขวบบ่นพี่สาว
“ลงไปกรวดน้ำเป็นเพื่อนน้องหน่อยนะลูก” ปู่คงคาบอกด้วยน้ำเสียงชุ่มเย็น
นั่นแหละ เธอจึงยอมลงไปด้วย...และทุกครั้งที่กรวดน้ำให้ ‘พวกเขา’ เธอจะมองเห็น...รู้สึกได้ถึงความยินดี ความสุขตอบกลับมา
หนูน้อยเมษาแอบกระซิบบอกตอนหลัง
“เจ้ไม่ต้องกลัวผีที่ทางโค้งนี่หรอก...ปู่เราทำพิธีให้พวกเขาสงบลงแล้ว แถมยังสอนให้รักษาศีล ตั้งใจทำดี เพื่อจะได้มีโอกาสเกิดในแดนสุคติ...ไม่ต้องเป็นผีเฝ้าถนนอย่างนี้ พวกเขาน่าสงสารมากกว่าน่ากลัวซะอีก”
“น่าสงสารตรงไหน” เธออดเถียงน้องสาวตัวน้อยไม่ได้
“ตอนเจ้เห็นหมาข้างถนนอดโซ หิวข้าว เจ้ทำยังไง” เมษาถาม
“สงสารมันสิ แล้วก็เอาข้าวให้กิน” เรื่องความใจอ่อน ขี้สงสารต้องยกให้มีนา
“อือ...แล้วถ้าเจอขอทานใส่เสื้อผ้าเก่าขาด เนื้อตัวมีแผล อดข้าวมาสามวัน พิการขาลีบ แถมยังป่วยไม่สบายด้วย เจ้จะทำยังไง”
“ก็รีบเอาข้าวมาให้กิน หาเสื้อผ้าเก่า ๆ ของพ่อให้ใส่ แอบให้ตังค์ไว้ใช้ แล้วรีบไปบอกสถานสงเคราะห์มารับตัวไปรักษาที่โรงพยาบาล”
เรื่องอย่างนี้ใช่ว่ามีนาไม่เคยทำมาก่อน เด็กสาวใจกว้าง ชอบช่วยเหลือคนอื่นจนเกือบโดนแม่ตีหลายครั้ง
“นั่นสิ...พวกผีข้างทางนี่ น่าสงสารกว่าขอทานที่หนูพูดถึงอีก แล้วเจ้ยังจะกลัวพวกเขาอีกเหรอ” เมษาสรุป
มีนาถอนใจเฮือกใหญ่ ไม่อยากเชื่อว่านี่เป็นวาจาของเด็กเจ็ดแปดขวบ น้องสาวแท้ ๆ คลานตามกันมา
ดังนั้น ทุกครั้งที่ผ่านโค้งมรณะแห่งนั้น ไม่ว่าจะเพิ่งไปทำบุญ หรือทำธุระอย่างอื่น เธอจะตั้งใจอุทิศส่วนกุศลให้พวกเขาจนเคยชิน
กระทั่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ชีวิตแปลกใหม่ เพื่อนฝูงมากหน้า การเรียนอันหนักหนา การใช้ชีวิตวุ่นวายในสังคมมหาวิทยาลัย ทำให้ลืมเลือนเรื่องเหล่านี้ไป
ความทรงจำย้อนทวนมาครั้งนี้ ทำให้เข้าใจชัดเจน...เหตุใดเธอจึงเห็นภาพอุบัติเหตุเสี่ยหมง เพราะอะไรเสี่ยหมง จึงตั้งใจตามมาขอความช่วยเหลือจากตน และสุดท้าย...ทำไมภูตผีจำนวนมากเหล่านี้ถึงมาช่วยเหลือ อำพราง ปิดบังที่ซ่อนพวกเธอจากเหล่าร้าย
หัวใจหญิงสาวอบอุ่นขึ้นมา ระลึกถึงหยาดน้ำและผลบุญที่กรวดส่งให้พวกเขา สุดท้ายความดีเหล่านั้นก็ย้อนกลับมาช่วยเป็นเกราะคุ้มภัยให้แก่เธอ
สายตาหญิงสาวมองเหล่าดวงวิญญาณ ภูตผีแตกต่างจากเดิม เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกเมตตา สงสารพวกเขาจากใจจริง และรู้สึก ‘ขอบคุณ’ ในความช่วยเหลือครั้งนี้อย่างบอกไม่ถูก
หากจะว่าไป...ภูตผี ดวงวิญญาณเหล่านี้ ไม่น่ากลัวแม้สักส่วนเสี้ยวของ ‘คนใจร้าย’ ที่ไล่ล่าเธอและส้มน้อยขณะนี้เลย
เวลาผ่านไป ธันวาคอยสังเกตกลุ่มผู้ไล่ล่าที่กระจายกำลังหนาแน่น นึกหวั่นใจทุกครั้งตอนพวกมันเฉียดใกล้เข้ามา เตรียมพร้อมปะทะรุนแรงหากถูกพบเห็น
ทว่า...พวกมันกลับแลเลยจุดซ่อนตัวพวกเขาไป ทั้งที่บางครั้งห่างกันแค่คืบเดียว เหมือนมีบางสิ่งปกปิดอำพราง กระทั่งแสงไฟฉายยังแค่กราดเฉียดฉิวไปมา ไม่เคยส่องปะทะตรง ๆ สักที คล้ายมีพลังอำนาจบางอย่างมาเบี่ยงเบน
ธันวาครุ่นคิด มองหาทางหนีทีไล่ ต่อให้รู้สึกว่ามีพลังงานแปลกปลอมคุ้มครอง ก็คิดว่ามันคงจะช่วยเหลือได้ไม่นาน กระแสจิตผู้ไล่ล่ารุนแรงขนาดนี้ ช้าเร็วต้องเจอที่ซ่อนตรงนี้แน่
เหลือบตามองเห็นแสงรำไรไม่ไกลนัก น่าจะเป็นบ้านคน มีนากับส้มน้อยอาจพอไปอาศัยหลบชั่วคราวได้... ขณะเดียวกันก็มองขึ้นบนถนน พบรถวิ่งไปมาเป็นระยะ ยังไม่เห็นวี่แววตำรวจหรือพวกลุงชาติมาเลย
ระหว่างให้หญิงสาวพาเด็กน้อยไปอาศัยหลบบ้านคนที่มองเห็นแสงไฟรำไร กับขึ้นไปขอความช่วยเหลือจากรถริมถนน อย่างไหนปลอดภัยกว่ากัน
ธันวาสะกิดหญิงสาว ชี้ให้ดูแสงไฟจากที่พักอาศัยไม่ไกลนัก สลับกับชี้ขึ้นบนถนน ทำสัญญาณเป็นเชิงถามความเห็นว่าต้องการเลือกเส้นทางไหน
มีนาเข้าใจความหมาย จึงส่ายหน้าเป็นเชิงบอก...ไม่เลือกสักทาง...พลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาคล้ายบอกว่าควรโทรเช็คว่าใกล้มีคนมาช่วยหรือยัง?
ธันวาแทบตะปบมือหญิงสาวเกือบไม่ทัน...หากเจ้าหล่อนใช้โทรศัพท์จริง แสงไฟหน้าจอส่องสว่าง เท่ากับเปิดเผยที่ซ่อนให้ศัตรูรู้อย่างไม่เข้าท่า
หญิงสาวพยักหน้าเข้าใจ...เพิ่งนึกได้ จึงรีบยัดโทรศัพท์ใส่กระเป๋าสะพาย เผื่อมีใครโทรเข้ามา พวกนั้นจะได้ไม่เห็นแสงหน้าจอเช่นกัน
คราวนี้สองหนุ่มสาวมองหน้ากันอย่างปรึกษาหารือ มีนาทำมือบอกว่าควรสงบใจรออยู่ตรงนี้ก่อน...หล่อนเชื่อมั่นว่าเหล่าภูตผีจะช่วยปกปิดร่องรอยจนกว่ากองหนุนพวกตนมาถึง
ธันวาส่ายหน้า แสดงท่าไม่มั่นใจ เขามองไม่เห็นภูตผีก็จริง แต่ใจสัมผัสพลังงานแปลกปลอมรอบกายได้ และยิ่งกว่านั้น ยังรับรู้ถึงรังสีอำมหิตจากผู้ไล่ล่า ว่ามีเจตจำนงแรงกล้าไม่ธรรมดา หนำซ้ำเป็นมืออาชีพ
...พวกนั้นไม่โดน ‘ผีบังตา’ นานนักหรอก...
จริงดังคาดหมาย ธันวา มีนามองเห็นชายอาวุโสกว่าเพื่อนออกคำสั่งให้ทุกคนหยุดการค้นหา จากนั้นล้วงสร้อยเครื่องรางคล้องคอออกมา ยกมือพนม สวดคาถาบางบทที่ฟังไม่รู้เรื่อง จากนั้นพลังงานแปลกปลอมรอบกายเจือจางลง
มีนามองเห็นชัด...เมื่อชายอาวุโสสวดคาถา คลื่นพลังงานเข้มข้นบางอย่างแผ่ออกมา มันอาจเป็นมนตราอะไรสักอย่าง แต่ที่ใจสัมผัสชัดคือกระแสจิตที่แน่วแน่ ‘เชื่อมั่น’ ต่อเครื่องราง คาถาของตนอย่างยิ่ง มันก่อให้เกิดคลื่นพลังงานออกมารบกวน ขจัดปัดเป่าดวงวิญญาณเหล่านี้ให้อ่อนแรง หมดความสามารถปกปิดอำพราง
เมื่อ ‘ผี’ ช่วยบังตาไม่ได้แล้ว ‘ตนย่อมเป็นที่พึ่งแห่งตน’
- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -
บรรยากาศหนาวยะเยือกจางหาย ความมืดไม่น่ากลัวเท่าเดิม เหล่าผู้ล่ามองเห็นรอบกายชัดเจนกว่าเดิมทั้งที่ไม่มีแสงสว่างเพิ่มขึ้น
การไล่ล่าค้นหาเริ่มอีกครั้ง โดยย้อนกลับไปตั้งต้นแต่แรก ไม่ยอมให้มีสิ่งใดหลุดรอดพ้นสายตาอีก
เมื่อปราศจากม่านอำพราง หลุมหลบภัยใต้พงหญ้าหนาก็ไม่อาจนับเป็นที่ซ่อนปลอดภัยได้ เพราะฝ่ายตรงข้ามจัดขบวนรูปปีกกาเดินย่ำอย่างละเอียดทุกตารางนิ้ว ไม่มีสิ่งใดเล็ดรอดสายตา
ธันวาคลายอ้อมกอดส้มน้อย ส่งเจ้าตัวเล็กให้หญิงสาวข้างกาย แล้วชี้มือทางแสงไฟรำไรด้านล่าง สายตาสองคู่สบกันสื่อสารข้อความเข้าใจโดยไม่ต้องบอกกล่าว...
ตอนนี้ขึ้นไปขอความช่วยเหลือริมถนนไม่ได้ แต่เส้นทางที่ตรงไปบ้านหลังนั้น กลุ่มผู้ไล่ล่ายังบุกไม่ถึง เพราะต้องผ่านหลุมหลบภัยพวกตนก่อน
มีนาต้องพาส้มน้อยไปซ่อนตัวตรงนั้น ธันวาจะอยู่สกัดกั้นทีมผู้ล่าเอง
แววลังเลเป็นห่วงปรากฏในดวงตาหญิงสาว ธันวาใช้มือลูบศีรษะส้มน้อยเบา ๆ เป็นการบอกกล่าวว่า...การปกป้องชีวิตเจ้าตัวเล็กสำคัญกว่าห่วงใยเขา
มีนารู้ดี...หากส้มน้อยตกอยู่ในมือคนกลุ่มนั้น จะต้องประสบชะตากรรมอย่างไร
...เธอไม่มีวันยอมเด็ดขาด!...
ส้มน้อยสัมผัสความอบอุ่นจากมือที่ลูบศีรษะ เงยหน้ามอง ‘คุณพ่อ’ โดยไม่กล้าเอ่ยปากพูดอะไร แม่หนูรู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้คับขัน เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง ในใจเธอบังเกิดความหวาดกลัวรุนแรงที่สุดในชีวิต เป็นความกลัวที่ ‘น่ากลัว’ กว่าความกลัวใด ๆ เพราะถ้าถูกจับได้ ไม่ใช่แค่ต้องประสบชะตากรรมอันเลวร้าย แต่เธอต้องพลัดพราก หมดโอกาสได้อยู่ร่วมกับพ่อแม่ที่อบอุ่น ใจดีอย่างนี้ตลอดกาล
ธันวาสบตาเด็กหญิง สัมผัสสายใยที่เริ่มถักทอโยงใยบาง ๆ ความรัก เป็นห่วง ผูกพันเกิดขึ้นเมื่อใดไม่ทราบ หัวใจรับรู้ความหวาดกลัวรุนแรงในใจหนูน้อย ทำให้อยากช่วยปลอบประโลม คุ้มครองดูแลจนถึงที่สุด
ชายหนุ่มก้มตัวลงจูบหน้าผากเด็กหญิงเบา ๆ ถ่ายทอดความอบอุ่นจากหัวใจ ริมฝีปากเลื่อนไปยังหู กระซิบเสียงแผ่ว
“ไปกับแม่มีนก่อนนะส้มน้อย...ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น...พ่อจะปกป้องหนูเอง”
คำพูดหนักแน่น สัมผัสอ่อนโยนสื่อถึงจิตใจ จนเด็กหญิงบังเกิดความกล้าหาญ ขับไล่ความกลัวอัน ‘น่ากลัว’ นั้นออกจากใจ
ธันวาพยักหน้าให้มีนาเป็นเชิงส่งสัญญาณ หญิงสาวถอนใจเบา ๆ อุ้มเด็กหญิงกระชับแนบอก เรี่ยวแรงมาจากไหนไม่ทราบ ช่วยให้เธอรับน้ำหนักนั้นโดยไม่เหนื่อยแรง ก้มตัวก้าวยาว ๆ อาศัยความมืดลัดเลาะหลบหลีกสายตาฝ่ายตรงข้าม มุ่งหน้าไปยังจุดหมายด้วยใจแน่วแน่ มั่นคง
- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -
ร่างหญิงสาวกับเด็กน้อยเป็นแค่เงาดำเคลื่อนไหววูบวาบไม่สะดุดตา หลบหลีกตามพงหญ้าอย่างเชื่องช้าเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีใครสังเกต
พอธันวามั่นใจว่าคนที่ตนเป็นห่วงอยู่ไกลจากเขตค้นหาขณะนี้แล้ว จึงหันมาดูฝ่ายตรงข้ามซึ่งใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ควานหาไม้ขนาดเหมาะมือได้ท่อนหนึ่ง กระชับมั่นเตรียมพร้อม...
ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายมีจำนวนคนแค่ไหน ใช้อาวุธใดบ้าง เขาไม่ใช่อัจฉริยะการต่อสู้สามารถใช้มือเปล่าชนะคนนับสิบภายในสามนาที จำเป็นต้องมีอาวุธ เครื่องทุ่นแรง และวางแผนการก่อนลงมือ
ยามนี้ธันวาเปลี่ยนจาก ‘เหยื่อ’ เป็น ‘ผู้ล่า’ สายตาคมกริบกวาดมองกลุ่มคนถือไฟฉายล่วงใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ นับจำนวนในใจ กำหนดแผนจัดการลิดรอนกำลังพวกมันอย่างฉับไว
...แผนซุ่มโจมตีเริ่มต้น...
ตุ๊บ...พลั่ก...เสียงดังครั้งสองครั้ง ทีมผู้ล่าปลายแถวทรุดฮวบ หมดสติไม่รู้ตัวทีละราย การจู่โจมรวดเร็ว ซ่อนเร้น...เด็ดขาด...กว่าผู้นำทีมจะสังเกตความผิดปกตินี้ ลูกน้องฝ่ายตนก็หายไปเกือบครึ่ง
ขบวนค้นหาถูกปรับใหม่ รวมเป็นกลุ่มก้อนสองสามกลุ่ม หันหลังชนกัน ยากถูกจู่โจมลอบทำร้ายได้อย่างเดิม
จากนั้นผู้นำทีมสั่งขบวนลูกทีมเข้าตีกดดันศัตรูที่กำลังซ่อนตัว หลอกซ้ายล่อขวา แม้จะสูญเสียพรรคพวกฝ่ายตนบ้าง ก็ยังสามารถกดดันให้อีกฝ่ายเผยตัวตนสำเร็จ
ร่างสูงของชายหนุ่มยืนเป็นเงาดำตัดกับแสงไฟจากบนท้องถนน ในมือถือท่อนไม้กระชับมั่น รูปร่างไม่ได้กำยำบึกบึนอย่างนักรบ ไม่น่าเชื่อว่าสามารถจัดการเก็บ ‘มืออาชีพ’ ได้เร็วขนาดนั้น
หัวหน้าทีมได้รับคำเตือนจากผู้เป็นนายแล้วว่า...ประมาทคุณหมอหน้าหล่อคนนี้ไม่ได้ อย่างนั้นก็คาดไม่ถึง ฝีมือจะร้ายกาจเกินตัวแบบนี้
การปะทะต่อหน้าเริ่มต้น ลูกทีมที่เหลือกลุ่มหนึ่งโผนเข้าใส่ชายหนุ่มผู้ถูกล่า อีกกลุ่มพยายามจะแยกตัวออกไปตามล่าหญิงสาวกับเด็กน้อยตามคำสั่ง แต่โดน ‘คุณหมอหน้าหล่อ’ ใช้ความปราดเปรียวเข้าสกัดกั้น โจมตี ทำให้สองกลุ่มผู้ล่ารวมเป็นทีมเดียว
การต่อสู้ขณะนี้หนึ่งต่อเจ็ด โดยไม่นับ ‘ขจร’ หัวหน้าทีมที่ยืนดูใจเย็น
สถานการณ์เช่นนี้ไม่สามารถใช้อาวุธปืนยับยั้งเหยื่อ เพราะนอกจากเสียงดัง เรียกความสนใจจากผู้คนบนถนนแล้ว อาจพลาดพลั้งโดนพวกเดียวกันเอง
การต่อสู้ดุเดือด ธันวาไม่ยั้งมือ เวลาเพียงสองสามนาทีสามารถเก็บสมุนปลายแถวได้อีกสามราย พอเหลือแค่สี่รายสุดท้าย หัวหน้าทีมผู้อาวุโสสุดค่อยลงมือ...
- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -
ธันวาเหนื่อยแทบขาดใจ การซุ่มโจมตีลิดรอนกำลังฝ่ายตรงข้ามมันกินเรี่ยวแรง สติปัญญามากโข ยืนแทบไม่ไหว ตรงหน้าเหลือฝ่ายตรงข้ามอีกห้าราย...หนึ่งในนั้นคือหัวหน้าทีม ซึ่งดูท่าแล้วฝีมือฉกาจฉกรรจ์กว่าใคร
ชายหนุ่มกำไม้ในมือแน่น ดวงตาจ้องตรงคู่ต่อสู้ สติสมาธิพร้อม คราวนี้คนบุกจู่โจมก่อนเป็นหัวหน้าทีมอาวุโส
เพียงแค่รับมือสองสามยกแรก ธันวาก็รู้ว่าเจอคู่ต่อสู้ตึงมือแล้ว หัวหน้าทีมคนนี้ฝีมืออ่อนกว่าเขาไม่มาก แต่มีลูกน้องคอยเสริมอีกสี่คน สลับเข้ามาโจมตี ทำให้ลดทอนเรี่ยวแรงเขาลงไปเรื่อย ๆ
ธันวาฟาดไม้เข้าใส่คนใกล้ตัว ส่งผลให้ร่างนั้นฟุบฮวบ จังหวะเดียวกับหัวหน้าทีมสวนมีดปลายแหลมสกัด ลูกทีมอีกสองรุมใส่ซ้ายขวา ทำให้ต้องใช้ไม้ตีปัดมีด มือข้างที่ว่างรับคนทางซ้าย เผยช่องโหว่ด้านขวาตวัดปลายไม้รับไม่ทัน ข้อมือโดนกระแทกไม้หลุดจากมือ
จากนี้จำเป็นต้องสู้ด้วยมือเปล่า หมัดมวยเข่าศอก...ทุกอย่างที่ร่ำเรียนฝึกซ้อมตั้งแต่วัยรุ่นถูกนำมาใช้อย่างคล่องแคล่วเท่าที่กำลังเหลือ สายตาคมกล้าหลบหลีกปลายมีด อาวุธฝ่ายตรงข้ามเฉียดฉิวหลายครั้ง ถึงอย่างนั้นก็โดนหมัดศอกเข้าไปหลายครั้งเช่นกัน
ชายหนุ่มสัมผัสเลือดจากริมฝีปากแตก หางตามีเหงื่อและเลือดไหลจนแสบไปหมด การต่อสู้ดุเดือดชนิดเลือดเข้าตาทำให้ฝ่ายตรงข้ามล้มลงอีกหนึ่งราย
เหลือคู่ต่อสู้แค่สาม...หนึ่งในนั้นคือหัวหน้าทีมผู้เรียกเลือด บาดแผล รอยบอบช้ำให้ธันวามากที่สุด
กัดฟันปลุกใจต่อสู้ เข้าปะทะอีกครั้ง พายุหมัดเท้าระดมเข้ามาแทบมองไม่ทัน ชายหนุ่มสู้จนแทบไม่เห็นสิ่งอื่นนอกจากศัตรูร้ายทั้งสาม...การโจมตีหนักแรงเรื่อย ๆ
พอเหลือแค่สาม พวกมันกลับประสานงานคล่องแคล่ว ผลัดกันบุก สลับหน้ากันถอย แต่ละคนออกอาวุธเฉพาะตัวอย่างน่ากลัว โดยเฉพาะตัวผู้นำทีม เรี่ยวแรงธันวาลดลงเรื่อย ๆ แข้งขาอ่อนเคลื่อนไหวช้าลง พอฝ่ายตรงข้ามสังเกตเห็นก็ระดมจู่โจมจุดอ่อนตรงนี้จนเขาขาปัด ล้มหงายหลัง
ธันวาพลิกตัวหลบสารพัดเท้าที่ทั้งเตะ ทั้งกระทืบ หวังให้จมดิน หาจังหวะลุกขึ้นตั้งหลักตอบโต้ไม่ได้ ในใจคิดว่าตนเองคงไม่สามารถหลบฝ่าเท้าพวกมันได้แล้ว จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าเท้าที่ลอยตรงหน้าหายไปเฉย ๆ จึงรีบหันไปมอง
...มีคนมาช่วยแล้ว!...
“คุณธัน เป็นอะไรมากมั้ย” เสียงลุงชาติตะโกนใกล้ ๆ
ธันวาพยักหน้ารับรู้ รีบลุกขึ้นยืนทันที พอเห็นศัตรูทั้งสามหันไปรับมือกับลูกน้องลุงชาติเป็นโขยงก็คลายใจลง นึกเป็นห่วงหญิงสาวที่บอกให้หลบไปบ้านคนใกล้ ๆ
“ฝากด้วยนะลุง...ผมจะไปดูมีนา” ธันวาบอก
“ผมไปด้วย” ลุงชาติอาสา
ธันวาไม่มีเวลาสนใจพูดจาอะไร รวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลือวิ่งไปทางแสงไฟรำไรตรงหน้า...เกิดสังหรณ์แปลกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
วิ่งมาได้ครึ่งทาง มองเห็นเงาดำเล็ก ๆ วิ่งตรงสวนเข้ามาอย่างเร็ว เสียงตะโกนร้องดังลั่นก่อนร่างนั้นจะโผมาหาเต็มแรง
“คุณพ่อ...ช่วยแม่มีนด้วย”
ธันวาใจหายวูบ ส้มน้อยพูดพลางร้องไห้สะอึกสะอื้น จับใจความไม่ถูก จนต้องดันร่างเล็กนั้นออกห่างแล้วถามเสียงหนักเพื่อเรียกสติ
“ส้มน้อย...แม่มีนอยู่ไหน” เขาไม่เสียเวลาถามว่าเกิดอะไรขึ้น
“อยู่โน่น...ทางโน้น...ช่วยแม่มีนเร็ว ๆ!”
เด็กหญิงชี้มือทางแสงไฟ ธันวาขบริมฝีปากแน่น สัมผัสรสเลือดอย่างเจ็บแปลบ
...เขาลืมไปได้อย่างไรว่า...มันอาจเป็นกับดัก!...
นี่เองคือเหตุผลที่หัวหน้าทีมกลุ่มนั้นวนเวียนค้นหาอีกด้านอย่างละเอียด เผยทางรอดเดียวไว้ให้ ยอมทุ่มเทกำลังทั้งหมดเพื่อสยบเขา ไม่แบ่งกำลังคนออกไปตามจับมีนา ส้มน้อยยังจุดที่มีแสงไฟรำไร
...เพราะว่า...ที่ตรงนั้นมี ‘กับดัก’ รอคอยอยู่แล้ว...
ธันวาแทบอยากร้องด่าตัวเอง...ทำไมโง่งมขนาดนั้น ทำไมไม่คิดเฉลียวใจแต่แรก...
‘แสงไฟ’ มีไว้ล่อแมลงหน้าโง่ให้บินเข้าไปหา เขากลับพลาดพลั้งบอกให้คนสำคัญที่สุดหนีไปเส้นทางนั้น แล้วมัวห่วงสกัดกั้นผู้ล่าตรงหน้า โดยลืมคิดไปว่า อาจมี ‘ผู้ล่า’ ซ่อนเร้น รอคอยให้เข้าไปหาเช่นกัน
ชายหนุ่มส่งตัวส้มน้อยให้ลุงชาติดูแล ตนเองวิ่งสุดกำลังตรงไปยังแสงไฟดวงนั้น
ถ้ามีนาเป็นอะไรไป...ถ้าผู้หญิงคนสำคัญนี้ต้องเจ็บตัว หรือประสบเหตุร้ายแรงเพราะเขาอีกครั้ง...
...ธันวาจะไม่มีวันให้อภัยตัวเองอีกเลย!...
- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -
ตอนมีนาอุ้มส้มน้อยตรงไปยังแสงไฟรำไรข้างหน้า จิตใจเกิดสังหรณ์ไม่ดีขึ้นราง ๆ คิดจะเปลี่ยนเส้นทาง พอหันกลับไปทางเดิมพบเงาร่างธันวากำลังต่อสู้สกัดกั้นกลุ่มผู้ล่าอย่างเต็มกำลัง มองหาเส้นทางอื่นไม่มี จำเป็นต้องไปข้างหน้าก่อน
ส้มน้อยดูการต่อสู้ด้วยแววตากังวลหวั่นใจ มีนาลูบหลังเด็กหญิงเบา ๆ
“ไม่ต้องห่วงนะจ๊ะ คุณพ่อเก่งอยู่แล้ว สู้กับพวกนั้นได้สบาย” คำพูดกับเด็กหญิงเหมือนกล่าวย้ำต่อตนเอง
เจ้าตัวเล็กเม้มริมฝีปาก พยักหน้าแล้วซุกศีรษะไว้ที่ไหล่หญิงสาว เหมือนยอมวางใจฝากชีวิตให้...มีนาตื้นตันในอก โอบกระชับร่างนั้นแน่นขึ้น ก้าวอย่างระมัดระวัง สายตากวาดมองสิ่งผิดปกติโดยรอบ กลัวมีคนซุ่มซ่อนวางกับดัก
ยิ่งใกล้จุดหมายสังหรณ์ยิ่งรุนแรง รู้สึกถึงอันตรายข้างหน้า...วิญญาณเสี่ยหมง ปกป้องคงวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ แต่ไม่สามารถปรากฏตัว จึงพยายามส่งสัญญาณเตือน กระตุ้นให้ระวัง
ใกล้จนมองเห็นบ้านสองชั้นหลังเล็กริมถนนสายรองตั้งโดดเดี่ยว เปิดไฟโคมไว้ริมรั้ว มีนาชะงักไม่คิดเข้าไปเรียกขอความช่วยเหลือ แอบซุ่มอยู่นอกรั้วใต้เงาต้นไม้ใหญ่ รอให้ธันวาตามมาสมทบค่อยวางแผนต่อไป
กลิ่นหอมดอกไม้บางชนิดลอยมาตามลม หญิงสาวซาบซ่านผ่อนคลาย คิดสูดลมหายใจลึก ๆ เพื่อซึมซับกลิ่นหอมนั้นให้เต็มปอด...แล้วเสียงหนึ่งก้องในหู
“อันตราย!” เสียงเสี่ยหมง
พอได้ยินเสียงวิญญาณดวงนี้ ความทรงจำย้อนทวน...หล่อนเคยร่วมรับรู้ความทรงจำเดียวกับเสี่ยหมงตอนดื่มชาสั่งจิต...กลิ่นชานั้นหอมคล้ายดอกโมก ไม่ต่างจากกลิ่นหอมของดอกไม้ขณะนี้เลย!
ตี๋เล็กเคยบอกว่าชาสั่งจิตไม่จำเป็นต้องชงดื่มอย่างเดียว แค่เผาแบบกำยาน ปล่อยให้กลิ่นล่องลอยก็มีคุณสมบัติรุนแรงกว่าแล้ว
เสี่ยหมงเสียชีวิตเพราะดื่มยาสั่งจิต...กัญญา เจ้าของคลินิกก็น่าจะสูดดมควันกำยานชาชนิดนี้ ถึงโดนสะกด ‘สั่ง’ ให้ฆ่าตัวตายได้
มีนา ส้มน้อยสูดกลิ่นของมันเต็มที่ขนาดนี้ หากมือสังหารปรากฏตัว คงไม่จำเป็นต้องออกแรงอย่างใด...แค่บอกให้เธอไปตาย...มีนาก็ไม่สามารถขัดขืนแล้ว!
(โปรดติดตามต่อฉบับหน้า)
| < Prev | Next > |
|---|








