วรรณกรรมนำใจ Lite Literature

เร้น ๒๔



Ren



ชลนิล


(ต่อจากฉบับที่แล้ว)



            ออกจากห้องประชุม ธันวาโมโหแกมขบขัน พิธีกรสาวรู้ว่าเขาร้องเพลงห่วยขนาดไหน ยังแกล้งโยนงานมาให้...แต่...การที่เธอทำแบบนี้ แสดงว่าสิ่งที่เคยค้างคาใจระหว่างกันหมดสิ้นแล้ว จึงสามารถกลับมาพูดคุย หยอกล้อ แกล้งกันได้เหมือนสมัยก่อน

            เมื่อออกจากห้องประชุมสำเร็จ ได้ยินเสียงเพลง ‘ผู้สาวขาเลาะ’ เวอร์ชั่นมีนาร้องสลับท่อนกับเตวิชย์ ก็รู้ว่าตนเองยังไม่ควรกลับเข้าไปเด็ดขาด

            ใกล้กับห้องประชุม มีห้องเล็ก ๆ จัดแสดงภาพ ประวัติศิษย์เก่าบ้านดาวันที่ออกไปประสบความสำเร็จจำนวนมาก ลักษณะคล้าย ‘หอเกียรติยศ’

            ธันวาเข้าไปยืนดูรูปถ่าย อ่านประวัติแต่ละคนด้วยความสนใจ

            คนแรกสุดคือคุณหมอเยาวลักษณ์...เธอมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่อายุสิบขวบ ตอนนั้นบ้านดาวันยังไม่ได้ขออนุญาตเปิดดูแลเด็กอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ

            เยาวลักษณ์เป็นเด็กกำพร้า พ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่เล็ก เธอมีความรับผิดชอบ ช่วยงานบ้านดาวัน ผ่อนแรงคุณดาวันมาตลอด เรียนเก่ง ขยันขันแข็ง สอบได้อันดับต้น ๆ ของชั้น จบแพทย์ด้วยคะแนนเกียรตินิยม พอได้เรียนต่อเฉพาะทางจนจบก็กลับมาร่วมบุกเบิกโรงพยาบาลดาวัน

            ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลดาวัน บ้านดาวัน และทำการแทนผู้อำนวยการมูลนิธิดาวันด้วย

            ธันวาอ่านประวัติจบรู้สึกว่า เด็กบ้านดาวันน่าจะได้แรงบันดาลใจจากผู้อำนวยการคนนี้อย่างมาก และพออ่านประวัติรายต่อมา ก็ยิ่งเห็นว่าเด็กบ้านดาวันแต่ละคนที่ได้ขึ้นชื่อในห้องนี้ไม่ธรรมดาเลย

            ที่นี่มีเด็กหลายคนได้รับอุปการะจากผู้ใจบุญ เศรษฐี มหาเศรษฐีทั้งในและต่างประเทศ เด็กเหล่านี้เมื่อเติบโตมาได้เป็นเจ้าของกิจการใหญ่โต ก็ไม่เคยลืมรากเง้า บุญคุณที่ได้จากบ้านดาวัน ต่างแวะเวียนกลับมามอบทุน ช่วยค่าใช้จ่าย และสนับสนุนน้อง ๆ อย่างต่อเนื่อง

            นอกจากนี้ยังมีเด็กนักสู้ หัวดีหลายคน ออกไปจากที่นี่สามารถประสบความสำเร็จในวิชาชีพ แล้วกลับมาให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน สร้างแรงบันดาลใจให้แก่รุ่นน้องไม่ขาดสาย...อย่างเช่นหมอโกเมน เจ้าของคลินิกงามพิศ!

            ขณะอ่านประวัติ เรื่องราวอดีตเด็กบ้านดาวันในหอเกียรติยศแห่งนี้ ทำให้ธันวามองเห็น ‘ด้านสว่าง’ ภาพงดงาม ผลงานที่เป็นประโยชน์แก่สังคมของมูลนิธิดาวัน ยอมรับว่าที่นี่สร้างคนคุณภาพออกสู่สังคมไม่น้อย ให้โอกาสเด็กมีชีวิตใหม่ อนาคตดี อีกทั้งยังเป็นที่พึ่งพิงสำหรับเด็กด้อยโอกาสมาตลอดห้าสิบกว่าปี

            ทว่า...เขารู้เสียแล้วว่าที่นี่มี ‘ด้านมืด’ น่ากลัวเพียงใด สร้างความเลวร้ายต่อเนื่องนานขนาดไหน ใจจึงมีอคติทางลบอยู่ก่อน จึงไม่อาจชื่นชม ยินดีในผลงานบ้านดาวันเต็มที่นัก

            ...เหรียญมีสองด้าน ยามแสงสว่างเจิดจ้า เงามืดย่อมเข้มดำ!...



            “เด็กที่ประสบความสำเร็จจากที่นี่ มีมากกว่าที่เห็นในหอเกียรติยศนะ” เสียงเอ่ยทักดังจากด้านหลัง

            ธันวาหันไปเผชิญหน้า ก่อนยกมือไหว้แสดงความเคารพ

            “สวัสดีครับ ผอ.เยาวลักษณ์” เอ่ยทักแม่นเช่นนี้ เพราะเพิ่งเห็นรูปเธอไม่นาน

            สตรีชราตรงหน้าสวมสูทสีขาว อยู่ในวัยหกสิบเศษ ดวงหน้าดุ นัยน์ตามองมามีรอยยิ้ม ช่วยให้ใบหน้านั้นคลายความเคร่งลง

            “เรียก ‘หมอ’ เถอะคุณ...ผอ.อะไรนั่นเป็นแค่ตำแหน่งเฉย ๆ” น้ำเสียงพูดไม่แสดงความถือตัว

            “ครับ...ผมชื่อธันวา มากับทีมงานคุณเตวิชย์” ธันวารีบแนะนำตัว

            “อ้อ...ต้องขอโทษจริง ๆ หมอติดธุระเลยมารับช้าไปหน่อย” หญิงชราออกตัวขออภัยตามมารยาท

            “ไม่เป็นไรหรอกครับพี่เลี้ยงที่นี่ดูแลพวกเราดีมาก แล้วพวกเด็ก ๆ กำลังสนุกอยู่ ยังไม่รีบเข้าพิธีการก็ได้” ธันวาตอบตามมารยาทเช่นกัน

            “นั่นสิ ตอนหมอเดินขึ้นมาได้ยินเสียงเพลง เสียงหัวเราะกันสนุกสนานเชียว”

            ธันวายิ้มรับ เจ้าของสถานที่พูดพลางพาชายหนุ่มเดินดูรอบห้อง พร้อมชวนคุย เล่ารายละเอียดปลีกย่อยของเด็กบ้านดาวันที่ประสบความสำเร็จให้ฟังด้วยความรู้สึกภูมิใจ

            “เด็กที่นี่...เราไม่ได้แค่ให้พวกเขามีที่อยู่ที่กินอย่างเดียวเท่านั้น แต่เราเอาใจใส่อบรมสั่งสอนเหมือนพวกเขาเป็นลูกหลานในครอบครัว เราสอนให้พวกเขาคิดเป็น สอนให้พวกเขาภูมิใจในตัวเอง สอนให้พวกเขาเลิกน้อยใจในชะตาชีวิต มองข้ามความไม่สมบูรณ์ที่เขาเลือกไม่ได้ แล้วให้มองไปยังเส้นทางความสมบูรณ์ในชีวิตข้างหน้าที่เขาเลือกได้...แต่ต้องคว้ามาด้วยกำลังสมองและสองมือของตัวเอง”

            ขนาดธันวาฟังแล้วยังรู้สึกฮึกเหิม เกิดจิตใจนักสู้ขึ้นมา จึงไม่แปลกที่เด็กบ้านดาวันหลายคนเป็นนักสู้จนประสบความสำเร็จในชีวิต

            สิ่งที่หมอเยาวลักษณ์สอนเป็นความรู้สึกจริงจากใจ มันจึงสามารถถ่ายทอดเข้าสู่ใจผู้ฟังที่มีชีวิตอย่างเธอในอดีตได้...คำสอนนี้ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ไม่น่าแปลกใจเลยที่บ้านดาวันผลิตคนคุณภาพออกสู่สังคมมากมาย

            ...แม้จะมีจำนวนไม่น้อยที่ต้องซ่อนตัวเป็นเงามืดอยู่เบื้องหลัง...



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            คอนโดมีนา

            ภายในห้องมีเด็กหนุ่มหน้าใสรวบผมมัดจุกง่าย ๆ เปิดคอมพิวเตอร์ทำงานตนเงียบ ๆ ส่วนเด็กหญิงส้มน้อยนั่งชมโทรทัศน์อยู่ข้าง ๆ ทั้งสองต่างมีโลกส่วนตัว แต่ไม่รู้สึกอึดอัด รำคาญใจที่ต้องมาอยู่ด้วยกัน

            เพชรได้รับคำขอร้องแบบปฏิเสธไม่ได้จากมีนา

            น้องเพชร...พรุ่งนี้ติดเรียน ติดสอบอะไรมั้ยจ๊ะ” ลงมีนาเรียกชื่อนี้แทน ‘ตี๋เล็ก’ แสดงว่ามีเรื่องขอให้ช่วย

            มีเรียนตามปกติ แต่พอจะโดดเรียนได้ครับ” เขาตอบเช่นนี้เพราะเดาได้ว่าอีกฝ่ายต้องมีเรื่องรบกวน

            “งั้นช่วยมาเป็นพี่เลี้ยงเด็กสักวันนึงนะ...ขอบคุณมากเลยจ้ะ

            ยังไม่ทันตอบรับ หญิงสาวก็รวบรัดขอบคุณ...เด็กหนุ่มนึกขันในใจ ฝีมือขนาดเขา ให้มาเป็นพี่เลี้ยงเด็กนี่นะ

            มาถึงคอนโดตอนเช้า พบมีนากับธันวาเตรียมออกไปข้างนอก ส่วน ‘เด็ก’ ที่เขาต้องดูแลตัวเล็กนิดเดียว สวมผ้ากันเปื้อน ทักอย่างมีมารยาท

            พี่เพชรกินข้าวเช้าหรือยังคะ แม่มีนให้หนูเตรียมไว้แล้ว

            นั่นน่าจะเป็นวาจาประโยคเต็มประโยคเดียวที่เด็กหญิงพูดกับเขา นับจากสองหนุ่มสาวออกจากห้อง ทั้งคู่ก็ต่างคนต่างอยู่ เพชรไม่จำเป็นต้องมาเป็นเพื่อนเล่น เล่านิทานชวนคุย เพราะส้มน้อยแปดขวบแล้ว เธอไม่ต้องการความดูแลแบบเด็กเล็ก

            เด็กหนุ่มจึงนั่งทำงานตนเอง เด็กหญิงเปิดทีวีดู การสื่อสารระหว่างกันมีแค่คำสองคำ



            ใกล้เที่ยง ส้มน้อยปิดทีวี หันมาถามเด็กหนุ่ม ‘พี่เลี้ยง’ ที่นั่งทำงานอยู่หน้าจอ

            “เดี๋ยวหนูจะทำข้าวกลางวัน พี่เพชรอยากกินอะไรมั้ยคะ”

            เพชรกำลังจะตอบ สัมผัสทางใจกระทบสิ่งแปลกปลอมบางอย่างในห้อง สำรวมจิตเป็นสมาธิรวดเร็ว เห็นภาพเด็กผู้ชายคนหนึ่งในนิมิต

            จากนั้นเหนี่ยวนำนิมิตนั้นให้ปรากฏต่อหน้า คล้ายมองเห็นด้วยตาเนื้อ

            เด็กผู้ชายตัวโต อายุประมาณสิบสามสิบสี่ หัวเกรียน ผิวคล้ำ ดวงตาซื่อท่าทางกระวนกระวาย อยากติดต่อสื่อสาร บอกข้อความบางอย่างกับส้มน้อย

            มีธุระอะไร” เพชรส่งกระแสจิตถาม เชื่อมสัญญาณรับรู้ระหว่างกัน

            วิญญาณดวงนั้นชะงัก คาดไม่ถึงเด็กหนุ่มคนนี้สามารถติดต่อตนเองได้

            หนี...หนี...รีบหนีจากห้องนี้เร็วเข้า” กระแสเสียงร้อนรนตอบกลับมา

            มีอะไร?” เด็กหนุ่มถามอย่างสงสัย

            มีคนร้าย!” คำตอบสั้น ไม่สามารถอธิบายรายละเอียดได้มากกว่านั้น

            ตี๋เล็กเพ่งเข้าไปยังจิตเจตนาวิญญาณตรงหน้า รู้สึกถึงความกระวนกระวายเป็นห่วงส้มน้อยอย่างยิ่ง และเมื่อแลลึกลงไปอีก ก็มองเห็นภาพชายหญิงคู่หนึ่ง เพิ่งจอดรถหน้าคอนโด เตรียมตัวขึ้นมาด้วยเจตนาอำมหิต

            เด็กหนุ่มระบายลมหายใจแผ่ว หยุดการติดต่อกับผู้ต่างภพชั่วคราว ยิ้มให้เด็กหญิงก่อนพูดด้วยน้ำเสียงสดใสร่าเริง

            “ออกไปกินข้าวข้างนอกดีกว่า...พี่จะพาไปเดินเล่นในห้าง...อ้อ...ดูหนังด้วย”

            พอบอกว่าได้ออกไป ‘ดูหนัง’ แววตาเด็กหญิงฉายรอยยินดีจนปิดไม่มิด มันเป็นความฝันของเด็กบ้านดาวันหลายคน ที่จะได้เข้าไปชมภาพยนตร์ในโรงสักครั้ง

            ทว่า...มีนาบอกว่าเธอไม่ควรออกไปข้างนอก

            “แม่มีนบอกให้หนูอยู่แต่ในห้อง...ข้างนอกยังมีอันตรายอยู่” เด็กหญิงตอบซื่อ ๆ ไม่อาจปกปิดความเสียดาย

            “ไม่เป็นไร...พี่ดูแลส้มน้อยเอง เดี๋ยวตอนออกไปจะไลน์ไปขออนุญาตให้...รับรองไม่มีปัญหา”

            เมื่อ ‘พี่เลี้ยง’ ที่ ‘แม่มีน’ บอกว่าไว้ใจได้ ยืนยันหนักแน่นขนาดนี้ ใจเจ้าตัวเล็กก็แทบโลดแล่นออกจากห้อง ไม่สนใจเรื่องอาหารกลางวัน อยากเข้าไปในโรงหนัง ดูภาพยนตร์ที่ใคร ๆ เคยบอกว่าสนุกกว่าดูในโทรทัศน์หลายเท่า

            ตี๋เล็กคอยสังเกตลักษณะอาการวิญญาณเด็กชายเป็นระยะ เหมือนใช้เป็นเครื่องเตือนภัย คอยส่งสัญญาณอันตราย

            ชั่วเวลาสั้น ๆ เด็กหนุ่มกับแม่หนูน้อยก็ออกจากห้องมีนา ลงลิฟต์สวนกับชายหญิงคู่หนึ่งที่ตั้งใจบุกขึ้นมาจับตัวเด็กหญิง ในเวลาคลาดกันไม่กี่นาที



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            ก่อนหน้านี้ประมาณชั่วโมงเศษ

            การประชุมผ่านวิดีโอคอล ระหว่าง L-Light K-Killer และ W-Wolf คนใหม่

            “สวัสดีครับ...ผมเป็น Wolf คนใหม่”Wolf คนใหม่เป็นชายหนุ่มสวมสูทสีน้ำเงินเข้มดูสุภาพเรียบร้อย

            “ยินดีด้วยกับตำแหน่งใหม่”Light พูดอย่างคนรู้จักกันมาก่อน

            “ยินดีด้วย ไม่เจอกันนานเลยนะ”Killer ตอบรับเนือย ๆ ตามมารยาท เขาเคยเห็นผู้ชายคนนี้ตั้งแต่เป็นเด็กหนุ่มหนีตาย โดนซ้อมสะบักสะบอม ก่อน ‘คุณท่าน’ จะส่งขึ้นเรือไปต่างประเทศ น้ำเสียงจึงมีความดูแคลนแบบไม่ปกปิด

            ชายหนุ่มยิ้มกว้าง กิริยาผ่อนคลาย พูดจาโดยไม่ถือสาสนใจ

            “ประวัติผลงานผมอยู่ด้านล่างจอแล้วครับ...ถือว่าจะได้รู้จักกันมากกว่าเดิม”

            ประวัติขึ้นมาไม่กี่ย่อหน้า

            เขาเรียนจบจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด เคยเป็นทีมโปรแกรมเมอร์เดียวกับเจ้าของซอล์ฟแวร์ดังระดับโลก

            ปัจจุบันเป็น CEO บริษัทไอทีแถวหน้าในอเมริกา และกำลังเป็นประธาน W. คอร์ปในอีกไม่กี่วัน

            “ประวัติสะอาด ใหญ่โตดี”Killer พูดอย่างไม่ใส่ใจ

            “เรื่องรับตำแหน่งไม่มีปัญหาใช่มั้ย”Light ถาม

            “ครับ พวกกรรมการ ผู้ถือหุ้นใหญ่ตกลง ยอมรับเป็นการภายในแล้ว เหลือแค่ประกาศให้คนทั่วไปทราบเท่านั้น”

            “ก็ดี...หวังว่าคงทำงาน ‘เป็น’ นะ” ชายชราพูดซ่อนนัยท้าทาย

            ดวงตาชายหนุ่มทอประกายวูบหนึ่ง คลับคล้ายอยากเอาชนะ พิสูจน์ตัวเอง

            “ผมทราบว่า ตอนนี้เรากำลังตามหาเด็กคนหนึ่ง เพื่อใช้เป็น ‘สินค้า’ ใบเบิกทางสำคัญสำหรับการลงทุนในประเทศเป้าหมายใหม่”

            “ใช่” หญิงชราตอบ

            “ยังไม่รู้ใช่มั้ยครับว่าเด็กอยู่ที่ไหน” ถามพร้อมรอยยิ้มแปลก

            “ถามอย่างนี้ รู้ร่องรอยเด็กแล้วหรือ” ชายชราถามเสียงเรียบ เข้ม ดวงตาวาวอย่างสิงห์เฒ่า

            “ครับ” ตอบรับอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องยาก ก่อนอธิบายต่อ “พอผมมารับตำแหน่งนี้ ก็ต้องตรวจสอบว่ามีงานอะไรคั่งค้าง งานอะไรเร่งด่วน...ปรากฏว่ามีงานจะต้องไปเซ็นสัญญามูลค่าสูงที่ต่างประเทศปลายสัปดาห์หน้าเร่งด่วนที่สุด...เพราะมีเงื่อนไขว่าเราต้องได้ ‘อวัยวะสำรอง’ ที่ยังมีชีวิต ส่งไปให้ด้วย ไม่เช่นนั้นเราจะเสียผลประโยชน์มหาศาล แถมพลาดโบนัสสิทธิพิเศษ ที่ประเทศนี้ไม่เคยให้นักลงทุนกลุ่มไหนมาก่อน”

            พอ Wolf คนใหม่อธิบายชัดเจนขนาดนี้ แววตา Light มีความเข้าใจ ตรงข้ามกับชายชรา Killer

            “บอกมาสิว่าเด็กอยู่ไหน?” พูดเสียงห้วน คาดคั้น หวังจะเห็นอีกฝ่ายพลาดพลั้ง

            แทนคำตอบเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดพร้อมคำอธิบาย

            ภาพแรก ลานจอดรถคลินิกงามพิศ มองเห็นหญิงสาวอุ้มเด็กหญิงขึ้นรถมาสด้า 3 สีแดง ขับออกไปโดยไม่เห็นป้ายทะเบียน ไม่เห็นใบหน้าชัดเจน เป็นภาพจุดเดียวกับ Killer ได้มา

            “ผมเช็คกล้องวงจรปิดลานจอดรถคลินิกงามพิศ ได้ภาพนี้มา...รู้ขั้นต้นว่าคนพาเด็กไปเป็นผู้หญิง ขับรถยนต์ยี่ห้อมาสด้า 3 สีแดง ไม่เห็นป้ายทะเบียน แต่ผมได้แฮกกล้องวงจรปิดบริเวณสี่แยกใกล้คลินิกงามพิศไว้ตั้งแต่เมื่อสองสามสัปดาห์ก่อน พอตรวจเช็คไฟล์ภาพในเวลาใกล้เคียง ก็ได้ภาพนี้มา...”

            ภาพต่อมาตรงสี่แยกไฟแดง ใกล้คลินิกงามพิศ กล้องวงจรปิดของตำรวจสามารถจับภาพรถมาสด้าสีแดงไว้ได้โดยเห็นภาพป้ายทะเบียนชัดเจน

            “พอผมได้หมายเลขทะเบียน ก็เลยแฮกเข้าไปในทะเบียนขนส่ง ได้ชื่อ-ที่อยู่เจ้าของรถมาสด้ามาแล้ว”

            “เจ้าของรถเป็นใคร” ชายชราไม่อาจทนรอให้เขาอธิบายจบ

            “เธอชื่อมีนา...เป็นคนทำรายการทีวี...และ...”Wolf หยุดพูดชั่วขณะเพื่อกระตุ้นความสนใจ “เธอเป็นลูกสาวนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ชื่อ ‘ปฐวี’ ผู้สั่งเดินเครื่องสืบสวนจับกุมนายมาโนช!”

            “มันอยู่ที่ไหน?” ชายชราไม่สนใจบิดาหญิงสาวใหญ่โตเพียงไร แค่ชายหนุ่มรุ่นลูกทำงานสำเร็จตัดหน้าง่าย ๆ ก็เหมือนโดนดูถูกกลาย ๆ จำเป็นต้องรีบเก็บงานของตนให้จบโดยเร็ว

            “อยู่ที่คอนโด...หมายเลขห้อง...” เขาตอบโดยไม่ปิดบัง

            หน้าจอรหัส K-Killer ดับลง เหลือแค่ L-Light กับ W-Wolf

            หญิงชราถอนใจมองชายหนุ่มอย่างให้กำลังใจ

            “‘ภูริช’ เธอต้องใช้เวลา แสดงผลงาน เพื่อพิสูจน์ตัวเอง”

            “ครับ...คุณหมอ” เมื่อเหลือแค่สองคน และหญิงชราเอ่ยชื่อเขาก่อน ชายหนุ่มจึงพูดอย่างเป็นกันเอง

            “คุณท่านฝากความหวังไว้ที่คุณนะ”

            “ผมจะไม่ทำให้คุณย่าผิดหวังครับ” ภูริชตอบหนักแน่น

            “ฉันก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น” หญิงชราหยิบสูทสีขาวมาสวมทับเสื้อตนก่อนปิดเครื่อง

            หน้าจอ L-Light ดับลง เหลือแค่จอสุดท้าย

            Wolf คนใหม่ประสานมือไว้บนโต๊ะ แววตาลึกเร้นฉายรอยสับสนชั่วแวบก่อนสงบนิ่ง ลมหายใจถูกระบายแผ่วเบา...เชื่องช้า ดวงตากลับฉายโชนขึ้นอย่างน่ากลัว



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            ไลน์ข้อความที่ตี๋เล็กส่งให้ธันวา มีนาไม่มีใครได้อ่านสักคน

            มีนากำลังยุ่งวุ่นวายกับการช่วยตักอาหารเลี้ยงเด็ก สลับกับพูดแจ้ว ๆ สร้างบรรยากาศสนุกสนาน

            ส่วนธันวาขับรถออกจากห้องประชุม ตรงไปยังเรือนเพาะชำกระจกที่ตนเองศึกษาจากแผนผังมูลนิธิดาวันเรียบร้อยแล้ว



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            ขับรถออกจากห้องประชุมบ้านดาวัน แล่นมาตามถนนลาดยางในเขตมูลนิธิ ดูแผนผังจนขึ้นใจแล้วขับลัดเลี้ยวตามเส้นทางสู่ใจกลางอาณาจักรคุณย่าดาวัน

            สองข้างทางมีแปลงผัก คูน้ำ เรือกสวน ไร่นาเป็นระยะ พอเข้าใกล้จุดหมายมองเห็นเรือนเพาะชำเรียงราย ทั้งเรือนเพาะชำกล้วยไม้ พืชพันธุ์หายาก และบางเรือนใช้ตากกล้วยเพื่อทำขายเป็นสินค้า

            เรือนเพาะชำกระจกอยู่ด้านใน หลังเรือนเพาะชำเหล่านี้ ไม่แน่ใจว่าอยู่ใกล้กับตรงไหนจึงขับรถช้าลง คอยสังเกตมองลึกเข้าไป

            รถแล่นช้า ๆ จนเกือบเลยเขตเรือนเพาะชำ จิตใจปะทะกลุ่มพลังงานแปลกปลอมตรงข้างทางด้านหน้า ในหัวจินตนาการเห็นภาพหญิงสาวคนหนึ่งกำลังยืนโบกมือเรียกให้จอด

            ธันวาเชื่อสัมผัสพิเศษตนเอง ต่อให้ตาเนื้อมองไม่เห็นสิ่งผิดปกติใด เขาก็ชะลอและจอดตรงข้างทางบริเวณใกล้กลุ่มพลังงานที่รู้สึก

            พอลงจากรถ เกิดอาการขนลุกซู่หวาดเสียวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ความรู้สึกคลับคล้ายตอนอยู่ในรถกับมีนาที่ทางโค้งอันตราย ล้อมรอบด้วยดวงวิญญาณมากมาย

            ความรู้สึกขณะนี้คล้ายกันแต่รุนแรงกว่า!

            บรรยากาศรอบกายเงียบสงัด วังเวง กระแสพลังงานหม่นซึมรายล้อมอย่างหนาแน่น ขนาดสายตามองไม่เห็นภูตผีสักตน ในใจยังเกิดความหวาดกลัว

            คิดว่า...ถ้ามีนาอยู่ตรงนี้ มอง ‘เห็น’ อย่างที่เคยเห็น เจ้าหล่อนคงร้องกรี๊ดวิ่งสี่คูณร้อยเมตรหนีก่อนใคร

            ภาพในหัวธันวา จินตนาการเห็นริมถนนสายนี้มีดวงวิญญาณยืนเรียงราย และตามเรือนเพาะชำข้างในล้วนไม่ว่างเปล่า นอกจากพืชพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ยังมีภูตผี ดวงวิญญาณวนเวียนให้คนที่มีสัมผัสพิเศษรับรู้ได้

            ชายหนุ่มรู้ทัน ‘ความกลัว’ ในใจ สติเกิด ความกลัวดับลง จิตใจมีกำลังเพิ่มขึ้น สูดลมหายใจลึก ๆ เดินลงจากถนน ก้าวไปตามทางเดินสู่เรือนเพาะชำแต่ละหลัง

            เรือนเพาะชำเหล่านี้สร้างมานานพอสมควร บางหลังไม่ได้ใช้งานแล้ว บางหลังเพาะพันธุ์ต้นไม้ทั่วไป และเมื่อมองลึกเข้าไปจึงเห็นเรือนเพาะชำกระจกด้านใน มีต้นไม้เขียวสด ตัวเรือนสะท้อนแสงแดดวิบวับ คล้ายเรียกให้เข้าไปหา

            ขาก้าวเดินใกล้จุดหมาย ฉับพลันเกิดอุปสรรคขวางหน้า

            โฮ่ง โฮ่ง...ฮื่อ ฮื่อ

            สุนัขพันทางสีดำตัวใหญ่สองตัวโผล่จากข้างเรือนเพาะชำมายืนขวาง เห่าไล่เสียงดัง พร้อมคำรามขู่น่ากลัว

            ธันวาตั้งสติเร็ว ชะงักเท้าจ้องตาหมาเขม็ง ดูจังหวะว่ามันจะกระโจนเข้าขย้ำตอนไหน

            ลักษณะสุนัขสองตัวถูกเลี้ยงมาอย่างเข้มงวด มันเห่า คำรามขู่ป้องกันผู้บุกรุก แต่ยังไม่กระโจนเข้ามากัด หากยังไม่ได้รับคำสั่งจากเจ้านาย

            ธันวาเห็นอย่างนี้ก็รู้ อีกไม่นานเจ้าของพวกมันคงโผล่มา

            ความคิดไม่ทันสิ้นสุด ผู้ชายผิวคล้ำร่างใหญ่ใบหน้านิ่งเรียบไม่แสดงความรู้สึกเดินออกมาจากด้านใน พร้อมไม้คมแฝกท่อนเหมาะมือ มองผู้บุกรุกด้วยแววตาเฉยเมย

            “เฮ้ย...เงียบ” เสียงดุคำเดียว สุนัขสองตัวหยุดเห่าทันที แล้วนั่งคุมเชิงโดยไม่ขยับไปไหน

            “คุณเป็นใคร มีธุระอะไร” คำถามแฝงรอยข่มขู่ลึก ๆ

            “ผมมากับคณะเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กบ้านดาวัน...เห็นว่าตอนบ่ายเด็กจะพาเที่ยวชมสถานที่นี้ เลยขับรถออกมาสำรวจสถานที่ก่อน” ธันวาตอบไม่ติดขัด

            “เรือนเพาะชำแถวนี้ เขาไม่เปิดให้คนนอกเข้ามาดูหรอก” ผู้ดูแลสถานที่บอกด้วยเสียงอ่อนลง

            “จริงหรือครับ งั้นผมต้องขอโทษด้วย” ธันวาพูดเสียงอ่อนน้อม รู้สึกผิด

            พอฝ่ายนั้นเห็นผู้บุกรุกแสดงท่าทางไม่รู้เรื่องจริง หนำซ้ำยังเกรงใจและให้เกียรติตนเองขนาดนั้น จึงมีท่าทางผ่อนคลาย เห็นใจมากขึ้น

            “ถ้าไม่มีอะไรก็ไปได้แล้ว” ออกปากไล่ น้ำเสียงไม่ดุเช่นตอนแรก

            “ครับ...แต่...เอ่อ...” ธันวาตอบรับพลางทำท่าลังเล มองเข้าไปทางเรือนเพาะชำกระจกด้านในแล้วเอ่ยอย่างเกรงใจ

            “ผมเคยอ่านเจอว่าเรือนเพาะชำที่นี่มีต้นไม้หายาก ผมขอเข้าไปดูตรงเรือนเพาะชำข้างหน้าได้มั้ยครับ”

            “ไม่ได้หรอก” อีกฝ่ายตอบทันที

            ชายหนุ่มมีสีหน้าผิดหวัง

            “งั้นผมขอดูแค่ข้างนอกแป๊บเดียวครับ ไม่เข้าไปข้างในก็ได้” ธันวาพยายามต่อรองลงมา

            ชายผู้ดูแลเริ่มลังเล เห็นชายหนุ่มผู้บุกรุกดูสุภาพ พูดจาอ่อนน้อมเกรงใจ จึงอดถอนใจไม่ได้

            “เอ้า...ดูแค่ข้างนอกเท่านั้นนะ”

            “ครับ...ขอบคุณมากครับ” ธันวาตอบอย่างโล่งอก



            เรือนเพาะชำกระจกตรงหน้า ไม่ผิดจากที่เห็นในนิมิต ธันวาทำท่าสนใจยืนดูต้นไม้จากด้านนอกเรือนเพาะชำ สายตากวาดไปทั่ว เก็บรายละเอียดไม่ยอมให้พลาด สมองจดจำจุดน่าสงสัยหลายอย่าง บันทึกและวิเคราะห์อย่างฉับไว

            ยังไม่ถึงห้านาที ผู้ดูแลก็ออกปากไล่

            “ไปได้แล้วคุณ”

            “ครับ ขอบคุณมากครับ” ธันวายอมกลับโดยไม่อิดเอื้อน

            การได้มาเห็นเท่านี้เพียงพอสำหรับธันวาแล้ว เพราะนอกจากสายตาจะเก็บรายละเอียดโดยรอบจนครบ สมองจดจำแม่นยำแล้ว สัมผัสภายในยังรับรู้กระแสคลื่น กลุ่มพลังงานแปลกปลอมจำนวนมากกระจายล้อมเรือนเพาะชำแห่งนั้น เพื่อบอกความนัยบางอย่าง

            ชายหนุ่มมั่นใจว่า...ดอกแก้ว...ไม่สามารถนำหลักฐานสำคัญมาซ่อนไว้ในเรือนเพาะชำแห่งนี้

            ประโยคที่บอกว่า...มันอยู่ที่นี่...สิ่งนั้นย่อมไม่ใช่หลักฐานจากมาโนช

            ฉะนั้น มัน’ ในความหมายของดอกแก้ว ต้องเป็นสิ่งสำคัญ มีมูลค่ามากพอที่ทำให้ทางบ้านดาวันต้องจัดคนคุ้มกัน เฝ้าระวังเวรยามอย่างแน่นหนาแนบเนียน



- - - - - - - - - - - - 0 0 - - - - - - - - - - - -



            แปลงดอกไม้ที่เด็กบ้านดาวันพามาเที่ยวชม ต่างชูช่อบานไสวต้อนรับคณะผู้มาเยือนอย่างสวยงาม

            มีนายืนอึ้ง ตะลึงในแวบแรก มั่นใจว่ามันไม่ผิดแผกจากในฝัน โดยเฉพาะตะแบกใหญ่ที่ยืนต้นท้าแดดลมอยู่ปลายสวนดอกไม้ ผลิดอกสีม่วงอ่อนงามจับตา

            พวกสาว ๆ แฟนคลับ เด็กบ้านดาวัน ต่างพาศิลปินเตวิชย์ไปถ่ายรูปตามมุมต่าง ๆ ในสวนดอกไม้ ส่วนทีมงานก็กระจายตัวเซลฟี่ ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊คตามอัธยาศัย

            มีนามองเห็นปกป้องอยู่กลางแปลงดอกไม้ ปรากฏร่างราง ๆ ไม่ชัดเจน คล้ายอยากสื่อสารบอกข้อความบางอย่าง แต่บรรยากาศสถานการณ์ไม่อำนวย เขาจึงเปลี่ยนใจหันหลังนำเธอไปยังตะแบกต้นนั้น

            ด้านหน้าต้นตะแบก ไม่มีหญิงสาวดอกแก้วยืนรอเหมือนในฝัน ปกป้องพาเธอเดินอ้อมต้นตะแบกใหญ่ลงเนินดินมาทางด้านหลัง

            ที่ตรงนั้น มีนามองเห็นดอกแก้วนั่งบนก้อนหิน หลังพิงเนินดินลักษณะกำลังปกปิดบางสิ่ง

            พอเธอมาถึง ดอกแก้วก็ขยับตัวออก เผยให้เห็นโพรงไม้ซ่อนอยู่ใต้เศษใบไม้ และกอหญ้า หญิงสาวดวงตาเศร้าชี้ทางโพรงไม้เป็นเชิงบอกให้ล้วงมือเข้าไปหยิบ

            มีนาไม่มีเวลาครุ่นคิด ไตร่ตรองนานนัก สายตากวาดมองไปรอบ ๆ ดูว่ามีใครเห็นเธอตรงนี้หรือไม่...ปรากฏว่าทั้งทีมงาน แฟนคลับ เด็กบ้านดาวัน และเตวิชย์ล้วนกำลังถ่ายรูปอย่างสนุกสนาน ไม่มีเจ้าหน้าที่บ้านดาวันอยู่บริเวณนี้สักคน

            พอมั่นใจไม่มีใครเห็นตนเอง มีนาก็คุกเข่าลง ทำท่าเหมือนสนใจเก็บดอกตะแบกที่ร่วงหล่น จากนั้นใช้มือกวาดใบไม้ ต้นหญ้าที่คลุมโพรงไม้นั้นออก แล้วล้วงมือเข้าไปอย่างไม่เกรง

            โพรงไม้ลึกพอสมควร มือหญิงสาวกระทบกล่องแข็ง ๆ พอหยิบออกมาพบว่ามันเป็นกล่องเหล็กลักษณะคล้ายธันวาบอกในนิมิตไม่ผิดเพี้ยน

            มีนาอึ้ง นึกอะไรไม่ออก...ถ้ากล่องเหล็กบรรจุหลักฐานอยู่ในโพรงไม้นี้ แล้วเรือนเพาะชำที่ธันวาตามไปสืบมีสิ่งใดซ่อนอยู่กันแน่...?



(โปรดติดตามต่อฉบับหน้า)



แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
Facebook! Twitter! Del.icio.us! Free and Open Source Software News Google! Live! Joomla Free PHP