สารส่องใจ Enlightenment

พรหมวิหารธรรม (ตอนที่ ๓)



ธรรมบรรยาย โดย สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร

วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร



พรหมวิหารธรรม (ตอนที่ ๑) (คลิก)
พรหมวิหารธรรม (ตอนที่ ๒) (คลิก)



มุทิตา คือพลอยยินดีด้วยเมื่อผู้อื่นได้ดีมีสุข
ความหมายของมุทิตานี้ก็เป็นสองเช่นเดียวกัน
คือพลอยยินดีด้วยกับตนเองเมื่อได้ดีมีสุข เช่นเดียวกับเมื่อผู้อื่นได้ดีมีสุขนั่นเอง
เพราะความพลอยยินดีด้วยนี้แหละ ที่จะนำไปสู่ความดีอีกชั้นหนึ่ง ถ้ารู้จักคิดให้ถูก
เมื่อตนได้ดีมีสุขอย่าปล่อยให้การได้ดีมีสุขนั้นผ่านไปเฉยๆ
แต่ให้พลอยยินดีกับตนเอง ให้รู้จักตั้งใจสงวนรักษาความดีความสุขที่ได้นั้น
และเพิ่มพูนให้ยิ่งขึ้นนี้
หมายถึงบุคคลผู้ยังเป็นสามัญชนหรือปุถุชน ที่ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลสและกองทุกข์
ซึ่งยังจำเป็นต้องอาศัยความดีเป็นขั้นบันได ก้าวไปสู่ความพ้นทุกข์
ส่วนผู้ที่ศึกษาปฏิบัติธรรมจนล่วงทุกข์แล้ว
ย่อมไม่มีความยินดียินร้าย ความยินดีกับความได้ดีมีสุข แม้ของตนก็ย่อมไม่มีด้วยเช่นกัน
การยินดีกับการได้ดีมีสุขของตน จักทำให้ใจสงบสบายได้พอสมควร
ไม่ทะเยอทะยานให้ยิ่งขึ้นจนเกินไป เช่นได้ดีเพียงนั้นแล้วก็ยินดีกับการได้ดีเพียงนั้นของตน
อย่าไม่พอใจเพราะต้องการให้ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น
ส่วนการปฏิบัติขยันหมั่นเพียรให้ยิ่งขึ้นอย่างถูกต้องเหมาะสมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ซึ่งอาจเกิดได้จากการที่ตนยินดีในความได้ดีมีสุขของตนเหมือนกัน



การพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีมีสุข ผลดีที่จะเกิดขึ้นนั้นเราเองจะเป็นผู้ได้รับก่อนใครทั้งหมด
ความพลอยยินดีด้วยกับความริษยาให้ความร้อนเย็นผิดกัน
ขณะที่ใจเกิดความยินดี เราเองนั่นแหละสบาย
ขณะที่ใจเกิดความยินร้ายริษยา เราเองนั่นแหละทุกข์ร้อน
ฉะนั้นการพลอยยินดีด้วยเมื่อผู้อื่นได้ดีมีสุข
จึงเป็นสิ่งควรอบรมให้เกิดขึ้น จะว่าเพื่อตัวเองก็ไม่ผิด
มุทิตาความพลอยยินดีด้วยเมื่อผู้อื่นได้ดีมีสุข
เป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นเองได้เมื่อมีเมตตากรุณาพร้อมอย่างถูกต้องจริง
และอาจอบรมให้เกิดขึ้นได้สำหรับในกรณีไม่เกิดเองดังกล่าว
คือในขณะที่เมตตากรุณายังมีไม่ถึงขนาดพร้อม เพียงแต่มีแล้วเท่านั้น
การอบรมให้คุณธรรมความดีใดๆ เกิดขึ้นในจิตใจนั้น
ทำได้ด้วยใช้ปัญญาใคร่ครวญปลูกฝัง
เหมือนเพาะต้นไม้ตั้งแต่เมล็ดให้งอกงามเติบใหญ่ซึ่งเป็นสิ่งทำได้



ขอให้มีสติระลึกไว้เสมอว่าเราจะสามารถได้ดีมีสุขทุกเวลา
เพียงแต่พลอยยินดีด้วยกับการได้ดีมีสุขของผู้อื่นเสมอๆ เท่านั้น
วันหนึ่งๆ มีข่าวคนนั้นคนนี้ได้มีสุขมาถึงหูเราทุกคนไม่ว่างเว้น
ตั้งสติระวังใจอย่าให้เกิดอิจฉาริษยา แต่ตั้งสติทำใจให้พลอยยินดีด้วย
เราก็จะเหมือนกับได้ดีมีสุขไปกับเขาด้วยไม่ว่างเว้น
ตรงกันข้ามถ้าไม่ตั้งสติ ไม่คิดให้ถูกเหตุผล
พอได้รู้ได้เห็นการได้ดีมีสุขของใครก็อิจฉาริษยาไม่ชอบใจ
เราก็จะเหมือนมีความทุกข์เกิดขึ้นในขณะที่เขามีความสุข
ไม่ว่างเว้นแต่ละวันเหมือนกัน



เมตตาปรารถนาให้เป็นสุขก็ตาม กรุณาช่วยให้พ้นทุกข์ก็ตาม
มุทิตาพลอยยินดีด้วย เมื่อผู้อื่นได้ดีมีสุขก็ตาม
ทั้งสามประการนี้จะสมบูรณ์ไม่ได้
ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมทั้งสามนี้ขาดธรรมสำคัญข้อหนึ่งในพรหมวิหาร คือ ”อุเบกขา



อุเบกขานั้นคือความไม่ยินดียินร้าย
ความหมายขั้นแรกก็คือไม่ยินดีเมื่อผู้อื่นเป็นทุกข์ และไม่ยินร้ายเมื่อผู้อื่นเป็นสุข
ส่วนความหมายที่แท้จริงลึกซึ้งของอุเบกขานั้นมีว่า
ไม่ว่าใครจะเป็นทุกข์เป็นสุขก็วางใจเป็นกลางได้
ไม่พลอยยินดียินร้ายจนเป็นความวุ่นวายในหัวใจไปด้วย
รวมทั้งเมื่อตนเองต้องประสบโลกธรรมฝ่ายดีก็ไม่ยินดี
ประสบโลกธรรมฝ่ายร้ายก็ไม่ยินร้าย วางใจเป็นกลางสงบอยู่
ความยินดียินร้ายหรือความไม่มีอุเบกขาเป็นความกระเพื่อมของใจ
ไม่ว่าจะยินดีไม่ว่าจะยินร้ายก็เป็นความกระเพื่อมของใจทั้งนั้น
เมื่อใจกระเพื่อมก็ไม่สงบความสุขย่อมแตกต่างกัน
ระหว่างใจกระเพื่อมแม้ด้วยความยินดี กับใจที่สงบด้วยอุเบกขา
ดังนั้นพระพุทธองค์จึงทรงสอนให้มีอุเบกขา ให้ทำใจให้เป็นอุเบกขา



การอบรมเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ให้เกิดขึ้น
ด้วยการใช้ความคิดที่เป็นปัญญาเป็นเหตุผล
ให้เห็นชัดว่าทุกคนควรมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขานั้น
แม้กระทำจนเป็นปกติจนเคยชิน ก็จะไม่จำเป็นต้องใช้ความคิดเช่นนั้นอีก
เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา จะเกิดขึ้นเองในใจ
แม้อาจจะไม่เกิดขึ้นพร้อมบริบูรณ์ทั้งสี่ประการในเวลาเดียวกัน หรือในระยะเดียวนั้น
แต่เมตตากรุณาก็จะต้องเกิดได้แน่ ถ้าเมตตากรุณาเกิดขึ้นสมบูรณ์เต็มที่
จนทำให้จิตใจอ่อนละมุนกว้างขวาง อย่างยากจะอธิบายให้ถูกตรงได้
เมื่อนั้นมุทิตาก็ตาม อุเบกขาก็ตามจะเกิดตามมาเอง



ใจที่มีพรหมวิหารธรรมไม่บริบูรณ์
เช่น มีเพียงเมตตากรุณาก็ยังเป็นใจที่ร้อนอยู่ได้
เพราะการขาดมุทิตาและอุเบกขา ก็เป็นเหตุให้ร้อนได้
ขาดมากเพียงไรก็ยิ่งร้อนเพียงนั้น
แต่อย่างไรก็ตามเมตตากรุณาทั้งสองประการนี้
ผู้ใดมีอยู่ในใจก็ยังช่วยให้เย็นใจเป็นสุขได้มากแล้ว
แต่เมื่อถึงเวลาที่จำเป็นต้องใช้มุทิตาและอุเบกขา
ตามลำพังเมตตากรุณาก็จะช่วยให้คนมีความเย็นความสุขไม่ได้ต่อไป
ความร้อนจะต้องเกิดขึ้นจนได้
ผู้ที่เคยประสบความรู้สึกเช่นนี้ด้วยตนเอง
และพิจารณาจนเข้าใจตนมีทุกข์มีร้อนในบางครั้งบางคราว
ก็เพราะมีแต่เมตตากรุณา แต่ขาดมุทิตาหรืออุเบกขา
ย่อมจะรู้ดีว่าไม่เพียงแต่เมตตากรุณาเท่านั้น ที่จำเป็นสำหรับช่วยให้เป็นสุขเย็นใจ
มุทิตาหรืออุเบกขาก็จำเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน
เพียงแต่เมตตากรุณาต้องนำหน้ามาก่อนเสมอ
ต้องมีเมตตากรุณาก่อน แล้วจึงให้มุทิตาอุเบกขาตามมา



สรุปได้ว่าคุณลักษณะของผู้มีพรหมวิหารที่ถูกต้องแท้จริง
คือมีเมตตาประกอบด้วยอุเบกขา มีกรุณาประกอบด้วยอุเบกขา
มีมุทิตาประกอบด้วยอุเบกขา และมีอุเบกขาที่ล้อมด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา

ผู้มีพรหมวิหารธรรมที่แท้จริงต้องมีธรรมทั้งสี่ประการพร้อมบริบูรณ์
ไม่ขาดตกบกพร่องทุกเวลา ไม่มีอย่างใดอย่างหนึ่งตามลำพังโดดเดี่ยว
เพราะถ้ามีธรรมประการใดประการหนึ่งตามลำพัง
ก็จะมีทางผิดไปจากทางของธรรมที่ถูกต้องแท้จริงได้
เช่น ถ้าใช้แต่อุเบกขาก็จะเป็นความใจจืดใจดำได้อย่างแน่นอน
ถ้ามีอุเบกขาประกอบพร้อมด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา
ก็จะเป็นธรรมที่แท้จริง ไม่ผิดไปจากธรรม
หรือถ้ามีแต่เมตตา กรุณา มุทิตา ไม่มีอุเบกขาประกอบไปพร้อมกัน
ก็จะเป็นการเห็นแก่ตัว เห็นแก่พวกพ้องพี่น้องของตัว จะให้โทษไม่น้อยกว่าให้คุณ
คือเมื่อเมตตากรุณาแล้วไม่เกิดผลดังปรารถนาต้องการ
ก็ย่อมร้อนรนถ้าปราศจากอุเบกขา
ดังนั้นอย่าเห็นว่าเมตตา กรุณา เท่านั้นสำคัญ มุทิตาและอุเบกขาก็สำคัญอย่างยิ่ง
ไม่มีเมตตากรุณาก็จะมีใจโหดเหี้ยม ไม่มีมุทิตาก็จะมีอิจฉาริษยา
ไม่มีอุเบกขาก็จะไม่รู้จักวางเฉย ไม่รู้จักปล่อยวางยึดมั่นอยู่
ความโหดเหี้ยม อิจฉาริษยา ยึดมั่นไม่ปล่อยวาง
ย่อมเป็นความไม่สวยงามของจิตใจ ไม่เป็นที่พึงปรารถนา
ผู้ปรารถนาให้ตนเองมีจิตใจดี มีจิตใจสูง มีจิตใจเย็นสบาย
ควรอบรมพรหมวิหารธรรมให้สมบูรณ์บริบูรณ์
อย่าได้ว่างเว้น โอกาสที่จะแผ่เมตตามีอยู่ทุกเวลา
ที่จะใช้กรุณาก็มีอยู่ทุกเวลา ที่จะแสดงมุทิตาก็มีอยู่ทุกเวลา
มีสติระวังให้มีอุเบกขาไปพร้อมกันด้วย
ก็จะเป็นพรหมวิหารธรรมที่ถูกแท้สมบูรณ์บริบูรณ์
ที่จะให้คุณอย่างเต็มที่แก่ส่วนตนและส่วนรวม และจะให้คุณแก่เจ้าตัวเต็มที่ก่อนผู้อื่น



ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นล้วนแต่สอนให้ได้ดีทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ
ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่มีข้อใดหมวดใดเลยที่ไม่สอนให้ดี
และคุณของการศึกษาปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าก็กว้างขวางนัก
ผู้ไม่พิจารณาให้รอบคอบด้วยดีอาจจะไม่ประจักษ์
เช่นพรหมวิหารธรรมนี้เป็นตัวอย่าง



- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -


คัดจาก ธรรมบรรยาย
ใน อนุสรณ์ในการพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงละมูน มีนะนันท์
ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๒



แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
Facebook! Twitter! Del.icio.us! Free and Open Source Software News Google! Live! Joomla Free PHP