สารส่องใจ Enlightenment
ความสำรวมจิต (ตอนที่ ๑)
พระธรรมเทศนา โดย พระสุธรรมคณาจารย์ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
วัดอรัญญบรรพต อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย
(แผ่นที่ ๑๙ ลำดับที่ ๑๔)
ถ้าสำรวมใจอยู่ภายในเช่นนี้ มันก็ไม่มีเหตุปัจจัยอะไรที่จะก่อให้เกิดกิเลสต่างๆ ขึ้นมา
ดังนั้นแหละ พระพุทธเจ้าก็จึงได้ทรงแนะนำให้พุทธบริษัททั้งหลายภาวนากัน
สำรวมใจของตนให้แน่วแน่ พยายามมีสติควบคุมจิตไว้ อย่าให้มันส่งไป
บุคคลผู้ยังไม่ได้ทำใจให้เป็นสมาธิมาเช่นนี้
พอส่งใจออกไป มันแส่ไปหาสิ่งที่น่ารักสิ่งที่น่าชังนั่นแหละ
มากกว่าที่มันจะแส่ไปหาเรื่องอื่น
สำหรับผู้ที่มีจิตใจตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว ถึงแม้จะพิจารณาเพ่งออกไปข้างนอก
มันก็ไม่ค่อยจะมีภัย เพราะว่าสามารถห้ามจิตตัวเองได้
ไม่หลงยินดีร้ายไปตาม รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส ต่างๆ เหล่านั้น
มักจะมองเห็นสิ่งเหล่านั้นเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พร้อมกันไปเลย
พร้อมกับความรู้สึกว่าตาได้เห็นรูป เป็นต้น
อย่างว่านั้นแหละไตรลักษณญาณ ก็ย่อมปรากฏขึ้นในใจทันที
สำหรับผู้ฝึกใจให้เป็นสมาธิมาอย่างชำนิชำนาญมาแล้ว มันเป็นอย่างนั้น
ผู้ที่ยังฝึกใจให้สงบระงับไม่ได้เต็มที่ เพียงแต่ได้บ้างไม่ได้บ้าง
อย่างนี้นี่ อย่าประมาท อย่าปล่อยใจให้คิดเพ่งเล็งออกไปภายนอก
ต้องพยายามควบคุมจิตให้ตั้งอยู่ภายในนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
พระพุทธเจ้า จึงได้ทรงเปรียบเรื่องการไม่สำรวมอินทรีย์กับสำรวมอินทรีย์ไว้
ทรงยกเป็นเรื่อง อดีตนิทาน
ในอดีตกาลล่วงมาแล้ว มีนกต้อยตีวิดตัวหนึ่ง
เมื่อมารดายังไม่ตาย มารดาก็พาหากินไปตามก้อนขี้ไถ ที่ชาวนาเขาไถทิ้งไว้
เมื่อเวลามีเหยี่ยวมีอะไรบินมาจะโฉบลงเอานกต้อยตีวิด
มันก็พาลูกวิ่งเข้าไปซ่อนอยู่ใต้ก้อนขี้ไถ ก็พ้นจากเล็บของเหยี่ยวไป
ทีนี้ผู้แม่ของนกนั้นก็สั่งลูกไว้ก่อนจะตายว่า
ลูกเอ๋ย เมื่อแม่ตายไปแล้ว ขอให้ลูกปฏิบัติตามแนวของแม่นี่
ให้รู้จักซ่อนตนให้เป็น อย่าไปหากินนอกจากทางของแม่ที่พาหากินอยู่นี่
คือว่าอย่าไปหากินไกลจากก้อนขี้ไถ ครั้นแม่สั่งแล้วแม่ก็ตายไป
ครั้นต่อมาลูกนกต้อยตีวิดตัวนั้นมันประมาท
มันก็เลยหากินไปเพลินไปห่างไกลจากก้อนขี้ไถไป
เหยี่ยวตัวหนึ่งบินมา มันเห็นเข้าก็โฉบลงมาจับเอาไปในอุ้งตีนของมัน
บินไปในอากาศ นกต้อยตีวิดตัวนั้นก็ร้องคร่ำครวญไป
โอ้เรานี่หนอ เป็นผู้ประมาทไม่ฟังคำสั่งของมารดา
หากินไกลคลองของมารดา หากินนอกทางของมารดา
เหยี่ยวได้ยินอย่างนั้นก็ถามว่านี่เธอบ่นอะไร ?
บ่นว่าข้าพเจ้านั้นไม่ฟังคำสั่งของมารดา
ไปหากินไกลทางของมารดาที่เคยพาหากินมาแต่ก่อน
เหยี่ยวก็ท้านกต้อยตีวิดตัวนั้น
เออ ถ้าหากว่าเธอหากินตามทางของมารดาสั่งไว้นั้นแล้ว
เธอจะพ้นจากอุ้งเล็บของเราเหรอ ? เข้าใจว่าจะพ้นได้
ถ้าอย่างนั้น เราจะเอาเธอลงไปปล่อย ไว้อีกทีหนึ่ง
ว่าแล้วเหยี่ยวก็พานกต้อยตีวิดตัวนั้นไปสู่ที่เดิม ปล่อยไว้
นกต้อยตีวิดตัวนั้นมันก็หากินไปตามก้อนขี้ไถ มันก็ระวังตัวอยู่
เจ้าเหยี่ยวก็บินขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วก็โฉบลงมา
นกต้อยตีวิดตัวนั้นมันก็วิ่งเข้าไปใต้เงื้อมก้อนขี้ไถนั้น
เหยี่ยวตัวนั้นโฉบมาจับนกต้อยตีวิดตัวนั้นไม่ได้
หน้าอกก็ไปกระแทกกับก้อนขี้ไถ อกแตกตาย
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า พุทธบริษัทไม่สำรวมศีล
ไม่สำรวมอินทรีย์ของตนให้ดี ปล่อยใจให้เลื่อนลอยไปตามความชอบใจ
เมื่อตนชอบใจรูป มันก็คิดไปหารูป
ตนชอบใจเสียง มันก็คิดยินดีพอใจไปในเสียง เป็นต้น เหล่านี้แหละ
ทีนี้ภัยคือกิเลสราคะบ้าง โทสะบ้าง
ย่อมเกิดขึ้นจากการส่งจิตไปเกี่ยวข้องกับรูปกับเสียงเป็นต้นเหล่านั้น
ทำให้จิตใจแปรปรวนไปจากคุณงามความดี
ถ้าเป็นนักบวชก็ประพฤติพรหมจรรย์ให้ติดต่อกันไปไม่ได้เลย
ถ้าเป็นคฤหัสถ์ ก็เป็นคนเจ้าโมโหโทโส
หรือเป็นคนเจ้าชู้ มักมากในกาม ประพฤติผิดศีลได้ทุกข้อเลย
ถ้าไปสะสมกิเลสเหล่านี้ให้มากขึ้นในจิตใจแล้ว นี่แหละภัย
พระพุทธองค์ท่านทรงยกเรื่องราวมาเปรียบเทียบ
เหยี่ยวนั้นก็เปรียบเทียบได้กับ ราคะ โทสะ โมหะ นี่แหละ
กิเลสเหล่านี้มันคอยจ้องจะครอบงำาจิตใจของคนทั้งหลายที่เกิดมาในโลกนี้
สำหรับผู้ที่ไม่ได้ฝึกตน ไม่มีคุณธรรมอยู่ในใจแล้ว
มันก็ครอบงำมาแต่เมื่อเกิดนู่นแหละ
เมื่อชีวิตเจริญวัยขึ้นมาเท่าไหร่ กิเลสมันก็เจริญขึ้นตามเท่านั้น
ทีนี้ผู้ที่จะยับยั้งกิเลสนี้ได้ก็เพราะได้มาพบพระพุทธศาสนา
ได้ฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ท่านแนะอุบายวิธีให้
อุบายวิธีสำรวมจิต เมื่อเข้าใจแล้ว
พยายามสำรวมจิตใจตามที่ท่านแนะนำสั่งสอนนั้น
นั่นแหละถึงจะยับยั้งกิเลสต่างๆ เหล่านั้น ไม่ให้ครอบงำจิตใจได้เต็มที่
หรือว่าสามารถบรรเทากิเลสเหล่านั้นได้
กิเลสอันใดที่มันมีอยู่แต่ในใจมาแต่ก่อน เมื่อผู้นั้นสำรวมอินทรีย์อยู่
ในปัจจุบันนี้ เกิดมาแล้วมาฝึกสำรวมอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ไว้เสมอๆ
ตาได้เห็นรูปก็ไม่หลงยินดียินร้ายไปตาม หูได้ยินเสียง
ลิ้นได้รับรสอาหาร จมูกได้สูดกลิ่น กายได้ถูกต้องเย็นร้อนอ่อนแข็ง
ก็ไม่หลงยินดีในอารมณ์ที่น่าชอบใจต่างๆ
และก็ไม่หลงยินร้ายในอารมณ์ที่น่าเกลียดน่าชังต่างๆ
แล้วก็ไม่หลงไม่เมาไปตามอารมณ์เหล่านั้น
เพราะบุคคลเมื่อมาสำารวมอินทรีย์ไว้ภายใน แล้วจิตใจมันก็ตั้งมั่นลงไป
เวลามีอารมณ์ภายนอกกระทบมา ปัญญามันก็เกิดขึ้น
มันก็เห็นอารมณ์ มีรูปเป็นต้นเหล่านั้น
เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุกเวลาที่ได้เห็น
หมายความว่า ได้เห็นอารมณ์เหล่านั้นน่ะ เกิดๆ ดับๆ ไปอย่างนั้นแหละ
ไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร เช่น อย่างมองเห็นรูปกายของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายก็ดี
หรือว่ารูปอย่างอื่นก็ดี ผู้นั้นก็นึกถึงรูปที่มันแตกดับมาแล้วนู่นนั้นแหละ
รูปนี้ยังไม่แตกก็จริงอยู่หรอก แต่ว่ารูปอื่นนั้นที่มันเกิดก่อนแล้วมันแตกดับไปแล้ว
เสียงก็เหมือนกันนะ เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส หมู่นี้
มันเกิดดับเกิดดับอยู่อย่างนั้น
รูปนี้มันเกิดมาแล้ว รูปใดมันหมดเหตุปัจจัยมันแล้ว มันก็แตกดับไปแล้ว
รูปที่ยังไม่แตกดับเพราะมีเหตุปัจจัยมันยังบำรุงรักษาอยู่
มันจึงยังไม่แตกดับไปก่อน แต่มันก็ค่อยทรุดโทรมลงไปโดยลำดับ
อยู่ในตัวของมันนั่นแหละ แต่มันก็ไม่ปรากฏง่ายๆ
ต่อเมื่อบุญกุศลที่อุปถัมภ์บำรุงรูปอันนี้ มันน้อยลงไปมากแล้วอย่างนี้
รูปอันนี้มันก็จึงปรากฏว่าเปลี่ยนแปลงไปมาก
เช่น ย่างเข้าสู่วัยชราอย่างนี้นะ บุคคลอายุสี่สิบห้าสิบปีไปแล้ว
ก็ปรากฏว่ารูปกายนี้รู้สึกว่าทรุดโทรมลงไป เห็นปรากฏได้ชัดเลย
บางคนก็ผมหงอกขาวโพลนก็มี
อายุแค่ห้าสิบปีเป็นอย่างนั้น ฟันหลุดฟันหล่อนไป ตามัวไป
แต่บางคนที่มีอายุยืนไปอย่างนี้นี่ก็ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงง่าย
อายุประมาณสี่สิบห้าสิบปีนี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปไม่มาก
อันนี้แหละมันต้องพิจารณา ดูให้มันเห็น ทั้งอดีต ทั้งอนาคต ทั้งปัจจุบัน
(โปรดติดตามเนื้อหาต่อในฉบับหน้า)
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
จาก ธรรมโอวาท หลวงปู่เหรียญ ๙
ที่ระลึกงานทอดกฐินสามัคคี วัดป่าพิชัยวัฒนมงคล อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ
วันอาทิตย์ที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๗. จัดพิมพ์โดยชมรมกัลยาณธรรม
| < Prev | Next > |
|---|








