สารส่องใจ Enlightenment

เข้าถึงพระไตรลักษณ์ (ตอนที่ ๔)


พระธรรมเทศนา โดย พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)
วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา



เข้าถึงพระไตรลักษณ์ (ตอนที่ ๑) (คลิก)
เข้าถึงพระไตรลักษณ์ (ตอนที่ ๒) (คลิก)
เข้าถึงพระไตรลักษณ์ (ตอนที่ ๓) (คลิก)



ในเมื่อปัญญามันบังเกิดขึ้นมาอย่างนี้
เรามีสติสัมปชัญญะตามรู้ปัญญาที่มันเกิดขึ้น
ไอ้เจ้าปัญญานี่มันก็ไปของมันเรื่อยไป ไอ้ตัวสติก็ตามรู้ของมันเรื่อยไป
ควบคุมกำกับกันไปอยู่ จิต อารมณ์ สติ ไม่พรากจากกัน
นั่นคือจิตได้ภูมิวิปัสสนาขึ้นมาแล้ว
เมื่อเป็นเช่นนั้นเรื่องอะไรที่เราจะไปกลัวว่าจิตมันจะติดสมถะ ไม่มีทาง
ถ้าหากว่าจิตมันจะไปติดสมถะกันจริงๆ ครูบาอาจารย์ท่านก็ไม่สอน
แต่ถ้าจิตจะติดสมถะติดสมาธิในขั้นฌานก็ดีนี่ ดีกว่ามันไม่ได้อะไรเลย!
ถ้ามันได้แต่ความคิดโดยความตั้งใจ
ภูมิปัญญาความรู้ไม่เกิดขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ
ถ้าไม่คิดก็ไม่มีความรู้ เมื่อตั้งใจคิดจึงเกิดความรู้
อันนี้มันเป็นสติปัญญาธรรมดา
แต่ถ้าอยู่มันคิดของมันขึ้นมาเอง ปรุงขึ้นมาเอง เป็นเรื่องของธรรมะ
ปรุงขึ้นมา แล้วก็มีปีติ มีความสุขควบคู่กันไป มีความสงบควบคู่กันไป


จิตมีความคิดอยู่สงบได้อย่างไร
มันสงบอยู่กับหน้าที่ที่มันพิจารณาอารมณ์อยู่ในปัจจุบันนั้น
มันไม่เอาเรื่องอื่นเข้ามาแทรกมาแซง
ธรรมะที่เกิดขึ้นมา ผุดๆ ขึ้นมา สติก็รู้ รู้อยู่ที่จุดที่มันผุดขึ้นมานั่น
แล้วมันไม่ได้แส่ไปทางอื่น กำหนดรู้อารมณ์จิตตลอดเวลา
นี่คือความสงบจิตในขั้นวิปัสสนา
ความคิดก็คิดอยู่ไม่หยุด สติก็ตามรู้อยู่ไม่หยุดไม่พลั้งเผลอ
นั่นคืออะไร อัตตะโน โจทะยัตตานัง
เรามีสมรรถภาพที่จะเตือนตนด้วยตนเอง


การภาวนานี้ แม้เราจะไม่เห็นอะไรเป็นรูปเป็นร่างก็ตาม
ให้มันรู้มันเห็นความเป็นจริงของกายของเรา
ว่าปัจจุบันนี้กายของเรามีอยู่หรือเปล่า
เมื่อกายมีอยู่มองเห็นเวทนาหรือเปล่า
เมื่อกายมีอยู่ความทรงจำอดีตสัญญามันเกิดขึ้นมาหรือเปล่า
เมื่อกายมีอยู่ความคิดความปรุงแต่งมันมีอยู่หรือเปล่า
เมื่อกายมีอยู่วิญญาณรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันมีอยู่หรือเปล่า
ในเมื่อมันมีอยู่แล้วมีสติสัมปชัญญะรู้ทันอยู่หรือเปล่า
นี่รู้กันที่ตรงนี้ เห็นกันที่ตรงนี้
เรื่องที่จะไปเห็นสิ่งต่างๆ ภายนอก เห็นนางฟ้า เทวดา
อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ เมืองสวรรค์ เห็นเมืองนิพพาน
อันนั้นมันเป็นมโนภาพต่างหากหรอก
ต้องรู้กายของตนเอง รู้ใจของตนเอง
นั่งภาวนาไปนานๆ มันเมื่อย มันปวด
ถ้าทนต่อไปมันก็ทรมานร่างกาย เปลี่ยนอิริยาบถเสีย
นี่เรียกว่ารู้เรื่องของกาย
ถ้าหากว่ากายมันสบายเพราะอาศัยพลังแห่งปีติและสุขเกิดขึ้นในทางจิต
ก็นั่งต่อไป อย่าไปฝืนมัน
ถ้าสิ่งใดจะเป็นการทรมานกายมากเกินไป
เราก็เปลี่ยนอิริยาบถ เพราะกายอันนี้ทรมานมากนัก มันก็ทรุดโทรม
ทำให้เกิดเจ็บปวด เจ็บปวดหนักๆ เข้า ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ
ในทางจิต ถ้าปล่อยให้มันฟังในทางอกุศลมากเกินไป
ไม่มีการกดข่ม ไม่มีศีลมาเป็นเครื่องควบคุมความประพฤติของตัวเอง
อะไรเกิดขึ้นมาก็ลุอำนาจแห่งศีล จนมันเคยตัว
เรียกว่าปล่อยจิตปล่อยใจให้มันเป็นไปตามอำเภอใจ ไม่มีการควบคุม
เมื่อเรารู้ความจริงของกายของจิตมันเป็นอย่างนั้น
เมื่อความคิดอันใดมันเกิดขึ้น
เป็นกุศลก็ตาม อกุศลก็ตาม เรื่องบาปก็ตาม เรื่องบุญก็ตาม
เมื่อเรามีสติสัมปชัญญะอยู่ จิตของเราจะทำหน้าที่พิจารณาไปเอง


สมมติว่าเรานั่งอยู่ในขณะนี้มันคิดอยากจะไปทำผิดศีลข้อใดข้อหนึ่ง
ถ้าสติมีอยู่มันจะได้ความสำนึกขึ้นมาว่าสิ่งนี้ไม่ควรแก่เรา
เราเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า
จะไปคิดฆ่าคิดแกง คิดลักคิดขโมย คิดด่าคิดนินทาว่าร้ายกัน
มันไม่ใช่วิสัยของผู้ปฏิบัติธรรม
เราเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าต้องเลียนแบบพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าฆ่าสัตว์ไม่เป็นเราก็ไม่ฆ่า
พระพุทธเจ้าไม่ทรมานสัตว์เราก็ไม่ทรมาน
พระพุทธเจ้าลักขโมยฉ้อโกงไม่เป็นเราก็เอาแบบท่าน
พระพุทธเจ้าไม่ประพฤติผิดกาเมสุมิจฉาจารเราก็เอาอย่างท่าน
พระพุทธเจ้าโกหกหลอกลวงไม่เป็นเราก็เอาอย่างท่าน
พระพุทธเจ้าไม่ทรมานตนไม่ทรมานคนอื่น
ด้วยการดื่มสุราเมรัย มัวเมาในสิ่งที่ทำให้เสียผู้เสียคน
เราก็เอาอย่างพระพุทธเจ้าซิ ถ้าหากเราไม่เอาอย่างพระพุทธเจ้า
เราก็ไม่ใช่ลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าเท่านั้นเอง
พระพุทธเจ้าเวลาท่านนั่งสมาธิเพื่อจะตรัสรู้
พญามารปล่อยอาวุธร้ายไปหมายทำลายพระองค์
พระองค์ก็มีแต่แผ่เมตตา แผ่เมตตาให้พญามาร
ลูกกระสุนหรืออาวุธที่พญามารปล่อยมา
แทนที่จะถูกพระพุทธเจ้า กลายเป็นดอกไม้บูชา
นี่ในทำนองเดียวกัน เราเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า
ใครด่ามาเราก็แผ่เมตตาให้ ไม่สนใจในคำด่า
คนโน้นเขาด่าเรา เขาสร้างบาปให้กับเขาเอง เราไม่รับเอา
วัวมันเข้าคอกไหนมันก็กลับคืนไปสู่คอกนั้น
คนที่ด่าแต่ไม่มีใครรับคำด่ามันก็เปรียบเหมือนการถ่มน้ำลายขึ้นฟ้า
แล้วมันก็ลงมารดหน้าของตัวเอง
นี่ต้องพิจารณาอย่างนี้นักปฏิบัติ
!


เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าเรากระทบอารมณ์อะไร
ก็ปล่อยไปเสียจนสุดขีด ไม่มีการยับยั้ง ไม่มีสติสัมปชัญญะพิจารณา
เราก็ขาดคุณสมบัติที่เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าเท่านั้นเอง
กฎหรือระเบียบที่จะประพฤติบำเพ็ญตน
ให้เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง
ที่เราจะตั้งใจปฏิบัติโดยเจตนาคือศีล
เรามาฝึกสมาธินี้เพื่ออบรมจิตของเราให้มีพลังงาน มีสติสัมปชัญญะ มีปัญญา
เพื่อให้จิตของเรานี้เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าเองโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องกดข่ม
เมื่อจิตมีสภาวะรู้ ตื่นเบิกบาน ก็ได้ชื่อว่าจิตมีคุณธรรมความเป็นพุทธะ
โดยปกติผู้ที่มีจิตเป็นสภาวะผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว
แม้ว่าอยู่ในสมาธิ สภาพจิตเป็นอย่างนั้น พอออกจากสมาธิมาแล้ว
ความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดีมันจะมีอยู่ตลอดเวลา
ตามธรรมดาของบุคคลผู้มีความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี
เขาต้องมีเจตนาว่าเขาจะละความชั่ว ประพฤติความดี
ทำจิตให้บริสุทธิ์สะอาดอยู่เสมอได้
ในภาษิตที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ว่า สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง
กุสะลัสปะสัมปะทา สะจิตตะปริโยทะปะนัง เอตัง พุทธานะสาสะนัง

การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม การชำระจิตให้บริสุทธิ์สะอาด
นี่คือคำสอนของผู้รู้คือพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
แหม! การที่จะทำจิตให้บริสุทธิ์สะอาดนี้มันยากเหลือเกิน
เอ้า! ความบริสุทธิ์สะอาดของจิตนี้มันมีโดยเจตนา
ผู้ที่มีเจตนาจะรักษาศีลให้บริสุทธิ์สะอาด คือทำจิตให้บริสุทธิ์สะอาด
เมื่ออบรมจิตให้มันคุ้นต่อการทำเช่นนั้นจนคล่องตัวแล้ว
ต่อไปจิตมันก็จะบริสุทธิ์สะอาดเอง
พระภิกษุสงฆ์สามเณรมีความซื่อสัตย์ตรงไปตรงมาต่อหน้าที่
มีความตรงไปตรงมาต่อเพื่อนสมณะด้วยกัน
มีการรักษาศีลให้บริสุทธิ์ มีกาย วาจา ใจบริสุทธิ์สะอาด
ทำตนให้เป็นผู้งามในเบื้องต้น
ทำจิตให้มีเมตตาปรานี ทำจิตให้มั่นคง เป็นผู้ทำความงามในท่ามกลาง
ทำจิตให้มีสติสัมปชัญญะรอบรู้และมีเจตนาที่จะละเว้นความชั่ว
ประพฤติความดี ทำใจให้บริสุทธิ์สะอาดอยู่เสมอ
ได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำความงามในเบื้องปลาย
อาทิกัลยาณัง
งามในเบื้องต้น คือศีลอันบริสุทธิ์
มัชเฌกัลยาณัง งามในท่ามกลาง คือสมาธิ
ปริโยสานะกัลยาณัง งามในเบื้องปลาย คือปัญญา
เมื่อศีล สมาธิ ปัญญา งามพร้อม รวมลงเป็นหนึ่ง
มีแต่ สติวินโย ปรากฏเด่นชัดอยู่ที่จิต ต่อนั้นไปคืออะไร
เอกายะโนมัคโค สัมมะทักขาโต สัตตานัง วิสุทธิยา
คือทางดำเนินไปเพื่อความบริสุทธิ์สะอาดของสัตว์ทั้งหลายด้วยประการฉะนี้



วันนี้ขอแสดงธรรมะเป็นเครื่องประดับสติปัญญาของท่านพุทธบริษัททั้งหลาย
ก็เห็นว่าพอสมควรแก่กาลเวลา จึงขอยุติด้วยประการฉะนี้


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -


จาก พระธรรมเทศนา ใน "ฐานิยปูชา ครบ ๖ รอบ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย"
พิมพ์ที่โรงพิมพ์ชวนพิมพ์ กรุงเทพฯ พิมพ์ครั้งที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๓๖
.


แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
Facebook! Twitter! Del.icio.us! Free and Open Source Software News Google! Live! Joomla Free PHP