ดังตฤณวิสัชนา Dungtrin's Answer

ถ้าใจลอยในขณะที่สวดมนต์จะได้บุญไหม



ถาม – ถ้าขณะที่สวดมนต์มักมีอาการใจลอย แบบนี้จะได้บุญไหมคะ


อย่าเพิ่งไปสนใจเรื่องบุญเรื่องบาปดีไหม
สนใจเรื่องสติ ถ้าหากว่าเราสวดอย่างมีสติ
นี่ก็แปลว่าการสวดมนต์จะทำให้สติของเราคมชัดขึ้น
จิตมีคุณภาพมากขึ้น
ถ้าหากว่าสวดไปแล้วใจลอย เหม่อ
ก็แปลว่าการสวดมนต์ของเรายังไม่ใช่เหตุให้สติมันเจริญขึ้น
ถ้าเราพิจารณาแบบนี้มันจะมีพอยต์ (
point)
เพราะว่าไปพูดเรื่องบุญ บางทีมันไม่รู้เอาอะไรมาสังเกต
จุดสังเกตของคนที่ยังไม่เห็นว่าบุญหน้าตาเป็นอย่างไร
มันจะเป็นแค่ความคิดว่าเราได้หรือไม่ได้บุญ แต่ถ้าถามตัวเองว่าได้สติไหม
นี่แหละชัดเจนมีเครื่องหมายแน่นอนที่จะให้สังเกต


เช่นครั้งนี้เราบอกว่าเราสวดมนต์รอบแรก
อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ
มันฟุ้ง มันคิดถึงแฟน มันคิดถึงเรื่องเที่ยว
มันคิดถึงเรื่องเจ้านาย มันคิดถึงเรื่องเพื่อน อะไรต่างๆ นานา
ในหัวนี่เต็มไปด้วยความฟุ้งกระจาย
เราก็ยอมรับตามจริงไป รอบแรกนี่เราสวดแล้วฟุ้งกระจายไป
ทีนี้อย่าหยุดแค่รอบเดียวนะ
เขาไม่ได้มีใครบังคับห้ามว่าสวดมนต์สวดได้แค่รอบเดียว สวดหลายๆ รอบก็ได้
โดยมีความตั้งใจว่าจะอาศัยการสวดมนต์เป็นเครื่องฝึกสติ เจริญสติ
เจริญอย่างไร เราสังเกตความไม่เที่ยงไป
รอบหนึ่งรอบแรกขึ้นมา มันฟุ้งๆ ฟุ้ง คิดถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้
ขี้เกียจสวด ขี้เกียจนั่ง ขี้เกียจเปล่งเสียง
สวดต่อไปรอบสอง ถามตัวเองว่ารอบนี้ดีขึ้นหรือแย่ลงกว่ารอบที่แล้ว
เอาตั้งแต่ตอนที่กำลังรู้สึกอยู่เป็นปกติ
รู้สึกเป็นปกติว่าฟุ้งซ่าน ยอมรับไป เออ รอบนี้ฟุ้งซ่าน
อีกรอบหนึ่งสงบบ้างฟุ้งซ่านบ้าง อย่างน้อยสงบลง
นี่เราเห็นความไม่เที่ยงของแต่ละรอบแล้ว


ตอนที่เราเริ่มเห็นความไม่เที่ยงของแต่ละรอบนั่นแหละ
สังเกตเข้ามาที่จิต สังเกตเข้ามาที่ใจตัวเองนั่นแหละ
สติมันจะค่อยๆ เจริญขึ้นโดยไม่รู้ตัว
แล้วก็เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า เออ สวดมนต์แล้วได้อะไรมาบางอย่าง

มันได้สติมากขึ้น มันคิดฟุ้งซ่านออกข้างนอกน้อยลง
แล้วถ้าหากว่าเรามีความสุขมากพอ มีปีติมากพอ
สังเกตนะเสียงของเรามันจะใสขึ้น มันจะมีกำลังมากขึ้น
แล้วพอเรารู้นะว่าตอนที่ปีติ แก้วเสียงมันเต็มเราก็ลองเลียนแบบตอนนั้นดู
คือเวลาสวดนี่ตั้งใจ อย่าสวดงึมงำ
อย่าสวดแบบเหมือนกับแค่อยากได้บุญ แต่ไม่รู้ว่าบุญอยู่ตรงไหน
สวดด้วยความตั้งใจว่าจะถวายแก้วเสียงนี้เป็นพุทธบูชา
สวดให้เต็มเสียง มันจะมีความรู้สึกเลยว่าเสียงของเราใสขึ้นเรื่อยๆ
แล้วมีความพอใจ มีปีติมากขึ้นเรื่อยๆ
ตรงนี้แหละที่มันจะเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปรียบเทียบได้


ยิ่งสวดนานมันจะยิ่งมีความสงบ หรือบางทีสงบไปทั้งรอบเลย
อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมา
ไม่มีความเหม่อไม่มีความฟุ้งซ่านแม้แต่นิดเดียว
ปรากฏว่ารอบต่อมาก็เหลวอีก จิตล้มลุกคลุกคลาน
กลายมาเป็นฟุ้งซ่านใหม่เหมือนรอบแรกๆ เลย
อย่างนี้เราก็แค่ดูไป แค่มีสติรับรู้ไปตามจริง
ว่าแต่ละรอบนี่มันไม่เที่ยงนะ มันสามารถที่จะแปรปรวนไปได้
มันสามารถที่จะเปลี่ยนจากสงบเป็นฟุ้งซ่านใหม่ได้
แล้วเปลี่ยนจากฟุ้งซ่านกลับเป็นสงบก็ได้อีก
ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละรอบมีเหตุปัจจัยอะไรส่งเสริมอยู่


โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับเรื่องเสียง
ถ้าหากว่าเสียงของเราเต็มปากเต็มคำ แล้วก็เปล่งออกไปแบบไม่อายพระพุทธรูป
เหมือนคล้ายๆ ว่าใจอยากให้พระพุทธรูปมีความสุขอย่างนั้นน่ะ
ใจมันตัวนี้แผ่เมตตาออกไปแล้ว ลองสังเกตนะ เดี๋ยวลองไปทำดู
คือถ้าตั้งใจสวด อิติปิ โส ภควา รู้สึกอยากให้พระพุทธรูปมีความสุข
ความสุขมันจะค่อยๆ เบ่งบานออกมามากขึ้นๆ เสียงจะใสมากขึ้นๆ
แล้วก็จิตมันจะค่อยๆ สงบลง
สวดหลายๆ รอบแล้วจะเห็นว่าอาการเหม่อนี้หายไป



แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
Facebook! Twitter! Del.icio.us! Free and Open Source Software News Google! Live! Joomla Free PHP