สารส่องใจ Enlightenment

เข้าถึงพระไตรลักษณ์ (ตอนที่ ๓)



พระธรรมเทศนา โดย พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)
วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา



เข้าถึงพระไตรลักษณ์ (ตอนที่ ๑) (คลิก) https://bit.ly/46z5w5s
เข้าถึงพระไตรลักษณ์ (ตอนที่ ๒) (คลิก)https://bit.ly/4nGAGhv



เพราะฉะนั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าท่านจึงให้มีสติสัมปชัญญะพิจารณาสิ่งต่างๆ
อะไรเกิดขึ้นให้พิจารณาน้อมไปสู่พระไตรลักษณ์
อนิจจังไม่เที่ยง ทุกขังเป็นทุกข์ อนัตตาไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน
โดยในหลักอนัตตลักขณสูตร ท่านให้ยกเอาขันธ์ ๕ ขึ้นมาพิจารณา
รูปัง ภิกขะเว อะนัตตา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน
รูปคือร่างกาย แม้แต่ร่างกายของเรานี้มันก็ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของเขา
ถ้าว่ามันเป็นของเราจริงๆ ทำไมมันจึงแก่ ทำไมมันจึงเจ็บ ทำไมมันจึงตาย
หรือบางที่ทำไมมันจึงไม่อยู่ในอำนาจ
ในเมื่อเราแก่เฒ่าชราแล้ว มือเท้ามันก็ไม่อยู่ในอำนาจ
แข้งขาเท้ามือมันก็ไม่อยู่ในอำนาจ
นั่นคือลักษณะแห่งอนัตตา
เพราะฉะนั้นเราจึงสั่งไม่ได้ในรูปของเรา คือร่างกายของเรานี้ว่า
ขอรูปกายของเราจงเป็นอย่างนั้นๆ อย่าแก่ อย่าเจ็บ อย่าตายเลย
มันก็ไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ
ขอรูปของเราจงเป็นอย่างนี้ที่เราชอบใจ มันก็ไม่เป็นไปตามความต้องการ
เพราะฉะนั้นรูปมันจึงไม่เที่ยง เพราะฉะนั้นรูปมันจึงเป็นทุกข์
เพราะฉะนั้นรูปมันจึงเป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน
เวทนา อนัตตา เวทนา คือ ความสุข ความทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ มันก็ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน
เวลานี้เรานั่งสมาธิภาวนาอยู่ เราอยากให้จิตของเราสงบเป็นสมาธิให้ทันอกทันใจ
มันก็ไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ
เรานั่งสมาธิอยู่ เราไม่อยากให้ร่างกายมันปวด มันเมื่อย ไม่ให้มีเวทนาทุกข์
มันก็ไม่เป็นไปตามความต้องการ
เราต้องการให้กายของเรามีเวทนาสุขอย่างเดียว มันก็ไม่เป็นไปตามความต้องการ
เพราะฉะนั้น เวทนามันจึงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นเรื่องของขันธ์ ๕
มันก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาทั้งนั้น
อันนี้เป็นแนวทางที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าให้เราพิจารณา


ในการพิจารณา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
อันนี้เป็นวิธีการปฏิบัติกรรมฐานในสายวิปัสสนากรรมฐาน
การปฏิบัติกรรมฐานในสายวิปัสสนากรรมฐาน
คือการหัดใช้ความคิดให้เกิดปัญญา
จินตามยปัญญา
ปัญญาเกิดจากการคิด
เราฟังเทศน์เราจดจำได้ แล้วก็มีความรอบรู้
อันนั้น ปัญญาเกิดจากการฟัง เรียกว่า สุตมยปัญญา
ในเมื่อเราฟังรู้แล้ว เราน้อมเอาสิ่งที่ฟังรู้มาพิจารณาในใจอีกทีหนึ่ง
เช่นอย่างฟังเรื่องของรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วเราก็เอามาพิจารณา
พิจารณาว่ารูปก็ไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง
สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง
พิจารณาไปจนกว่าจิตจะสงบลงเป็นสมาธิ
หรือจิตมันอาจจะพิจารณาไปเองโดยอัตโนมัติ
ถ้าหากว่าจิตกำหนดรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเอง
โดยอัตโนมัติ โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ
อันนั้นเรียกว่าจิตเราได้วิตก วิจารในขั้นแห่งพิจารณา


บางท่านอาจจะสงสัยว่า เมื่อพิจารณารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
เมื่อจิตสงบลงไปแล้วจิตมันจะไปพิจารณาว่า
รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญา สังขาร วิญญาณไม่เที่ยง เช่นนั้นหรือ
มันไม่เป็นเช่นนั้นหรอก ในเมื่อเราอาศัยการคิดพิจารณาในเบื้องต้นว่า
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
เมื่อจิตสงบลงเป็นสมาธิแล้ว มันจะหยุดพิจารณาเรื่องที่เราตั้งใจคิด
แล้วก็ไปสงบนิ่งอยู่เฉยๆ ในขณะที่มันสงบนิ่งอยู่เฉยๆ มันก็จะรู้ว่ารูปยังปรากฏอยู่
มันก็มองเห็นว่ามีรูป ในเมื่อจิตรู้สึกว่ารูปมีอยู่
เวทนาสุขทุกข์มันก็เกิดขึ้นที่รูป สัญญาก็เกิดขึ้นที่รูป
จิตที่คิดอยู่ไม่หยุดก็เพราะมีรูป คือมีกายเป็นเครื่องมือ
วิญญาณที่รู้เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ก็เพราะมีกาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
มันเกิดขึ้นได้ในขณะที่เรายังมีกายอยู่
เมื่อเรานั่งกำหนดจิตดูอยู่ในขณะนี้ เรารู้ว่ามีกาย
อะไรผ่านเข้ามาสัมผัสกายเราก็รู้ รู้ว่าอะไรเป็นที่สบาย เราก็รู้
เพราะอาศัยการพิจารณาเป็นอารมณ์จิต
จิตก็จะค่อยๆ สงบลงทีละน้อย จนกระทั่ง นิ่ง สว่าง
ความรู้สึกว่ามีกายก็หายไป
เมื่อกายไม่มี เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็หายไปหมด
ยังเหลือแต่จิตสงบ นิ่ง สว่าง อยู่เหมือนกันกับบริกรรมภาวนาในเบื้องต้น
แล้วรูป เวทนา สัญญา สังขารก็หายไป ยังเหลือแต่จิตสงบ นิ่ง สว่างไสว
เป็นกลางโดยเที่ยงธรรม สุขก็ไม่มี ทุกข์ก็ไม่มี
ทำไมมันจึงไม่มี เพราะกายหายไป
สุขทุกข์เป็นเวทนา เวทนานี้มันเกิดจากกาย
เมื่อกายมีอยู่สุขทุกข์ยังปรากฏอยู่
เมื่อกายมีอยู่สัญญาความทรงจำก็ยังมีอยู่ เมื่อกายมีอยู่จิตที่คิดนึกก็ยังมีอยู่
ในเมื่อกายมีอยู่จิตคิดนึกสัมผัสรู้อะไรวิญญาณก็ยังมีอยู่
เมื่อกายดับไปแล้ว เวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณดับไปหมด
เรื่องของเรื่องมันเป็นอย่างนี้



แม้แต่ในทางที่คุณธรรมมันบังเกิดขึ้น
เช่น เราภาวนาจิตสงบลงไปแล้ว วิตก วิจาร ปีติ สุข
มันก็ปรากฏได้ในขณะที่ยังมีกายอยู่
แต่ถ้าจิตสงบละเอียดลงไปจนกระทั่งกายหายไปแล้ว
ยังเหลือแต่จิตสงบ นิ่ง ว่าง สว่างไสวอยู่ รู้อยู่แต่ภายใน
กายไม่มี วิตก วิจาร ปีติ สุข มันก็หายไปหมด
ยังเหลือแต่จิตสงบ นิ่ง เป็นหนึ่ง เป็นเอกัคคตากับอุเบกขา
จิตที่เรียกว่าเป็นอุเบกขาในขั้นนี้
หมายถึงว่าจิตเป็นตัวของตัวเองโดยเที่ยงธรรม
จิตไม่ได้พึ่งพาอาศัยอะไรเป็นอารมณ์ ไม่ได้ยึดเหนี่ยวอะไรเป็นอารมณ์
เป็นแต่จิตรู้ ตื่น เบิกบานอยู่ตลอดเวลา จะว่าสุขก็ไม่ใช่ จะว่าทุกข์ก็ไม่ใช่
มันเป็นกลางหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ความยินดีก็ไม่มี ความยินร้ายก็ไม่มี
สุขก็ไม่มี ทุกข์ก็ไม่มี เพราะกายหายไปแล้ว
ความยินดีก็ดี ความยินร้ายก็ดี สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี
เราสัมผัสรู้ได้เฉพาะในขณะที่เรามีกาย
ในเมื่อกายหายไปแล้วสุขทุกข์มันก็ไม่ปรากฏ มีแต่ความเป็นกลาง
เพราะฉะนั้น จิตที่สงบลงเป็นอัปปนาสมาธิ
ท่านจึงว่ามันเหลือแต่เอกัคคตากับอุเบกขา
ถ้าท่านผู้ใดภาวนาไปถึงขั้นนี้แล้วจะรู้เอง


เพราะฉะนั้นสมาธิขั้นอุปจาระก็ดี ขั้นสมถะก็ดี
เป็นสิ่งจำเป็นที่นักภาวนาจะต้องรีบเร่งเอาให้ได้
เมื่อเรามีสมาธิขั้นอุปจาระ หรือขั้นอัปปนา
ได้ชื่อว่าเรามีสมาธิที่ดำเนินเข้าไปสู่การทำจิตของตนเองให้เป็นพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
ในตอนนี้จิตเป็นตัวของตัวเองโดยเด็ดขาด
อัตตา ทีปะ มีตนเป็นเกราะ คือเป็นที่ยึด อัตตะ สะระณา มีตนเป็นที่พึ่ง
อัตตาหิ อัตตะโน นาโถ มีตนเป็นที่พึ่งของตน
นี่ถึงแล้ว อัตตาหิ อัตตะโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน มันอยู่ที่ตรงนี้
ในตอนแรกๆ เราพยายามทำจิตของเราให้เป็นที่พึ่งของตนให้ได้เสียก่อน
ในเมื่อจิตมีสมาธิ จิตมีความเป็นที่พึ่งของตนได้โดยเด็ดขาด
แม้ว่าจิตนั้นจะมีแต่ความสงบนิ่ง อยู่เรื่อยๆ ก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องไปเดือดเนื้อร้อนใจ
ไม่ต้องไปนึกว่าเมื่อไรจิตมันจะเกิดวิปัสสนา
เมื่อไรจะเกิดภูมิความรู้ เมื่อไรจะได้ฌาน เมื่อไรจะได้ญาณ
เมื่อมีสมาธิมันก็มีฌาน จิตสงบลงเป็นอุปจารสมาธิ
มีภาวนาอยู่ก็มีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ก็ได้ฌานที่ ๑ แล้ว
เมื่อจิตหยุดภาวนา จิตนิ่งสว่างไสว มีปีติ มีสุข มีความเป็นหนึ่ง ก็ได้ชื่อว่าฌานที่ ๒
เมื่อปีติหายไป มีแต่สุขกับเอกัคคตา ก็ได้ฌานที่ ๓
เมื่อสุขหายไปเพราะกายหายไปหมดแล้ว มีแต่เอกัคคตากับอุเบกขา จิตก็ได้ฌานที่ ๔
นี่ภาวนาได้ฌานแล้วจะไปเดือดเนื้อร้อนใจอะไรกัน
ในเมื่อเรามีสมาธิก็มีฌาน ในเมื่อมีฌาน ญาณมันก็มีขึ้นมาเอง
เมื่อมีญาณมันก็มีปัญญา เมื่อญาณแก่กล้าก็บันดาลให้จิตเกิดภูมิความรู้ขึ้นมา
ภูมิความรู้ที่เกิดกับจิตก็คือความคิดนั่นเอง
ความคิดที่มันผุดขึ้นมาๆ ผุดขึ้นมาเป็นเรื่องของธรรมะ
บางทีมันก็ผุดขึ้นมาว่า อ้อ! กายของเรามันก็เป็นอย่างนี้หนอ
มันมีแต่ของปฏิกูลน่าเกลียด โสโครกสกปรก
มีแต่ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
อันนี้ปัญญามันบังเกิดขึ้นมาเพราะมีญาณ



(โปรดติดตามเนื้อหาต่อในฉบับหน้า)



- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -


จาก พระธรรมเทศนา ใน "ฐานิยปูชา ครบ ๖ รอบ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย"
พิมพ์ที่โรงพิมพ์ชวนพิมพ์ กรุงเทพฯ พิมพ์ครั้งที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๓๖
.



แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
Facebook! Twitter! Del.icio.us! Free and Open Source Software News Google! Live! Joomla Free PHP