ดังตฤณวิสัชนา Dungtrin's Answer

จะทราบได้อย่างไรว่ารูปกับนามแยกออกจากกันแล้ว



ถาม – เราจะทราบได้อย่างไรคะว่ารูปกับนามแยกออกจากกันแล้ว


คือถ้าถามแบบนี้แปลว่ายังไม่มีประสบการณ์แยกออกจากกันนะ
คือถ้าแยกออกจากกันอย่างชัดเจน
แล้วแยกออกด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิ
มันจะมีความรู้สึกราวกับว่าเรากลายเป็นใครอีกคนหนึ่ง
ที่ไม่มีตัวตนไม่มีหน้าตาไปเฝ้ามองสิ่งที่มีรูปพรรณสัณฐาน
แล้วก็เป็นต่างหากจากกันอยู่ตลอดเวลา


คือคนที่เริ่มปฏิบัติกับคนที่ปฏิบัติไปนานๆ แล้ว
สิ่งที่แตกต่างกันชัดเจนก็คือตรงนี้แหละ
จิตจะทำตัวเป็นผู้รู้ผู้ดูชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
แล้วยิ่งจิตทำตัวเป็นผู้รู้ผู้ดูชัดมากขึ้นเท่าไหร่
มันจะยิ่งมีระยะห่างระหว่างจิตผู้รู้ผู้ดูกับภาวะทางกาย
ภาวะทางกายมันเหมือนขยับ มันเหมือนคิด มันเหมือนพูดอะไรไป
แต่จิตมันไม่มาสำคัญมั่นหมายว่าร่างกายนี้ คำพูดนี้
ภาวะความคิดระลอกนี้ มันเป็นตัวเป็นตนของมัน
มันจะเกิดความรู้สึกว่าเหมือนอยู่คนละโลก เหมือนอยู่คนละมิติ
มิติอันนี้เป็นมิติที่เกลือกกลั้วกับโลกภายนอกที่มันมากระทบกระทั่ง
เป็นแสงสี เป็นส่ำเสียง
แต่อีกมิติหนึ่งเป็นมิติที่ไม่มีความสำคัญมั่นหมาย
คือพูดง่ายๆ ว่าไม่มีความสำคัญมั่นหมายผิดๆ
ไม่มีอัตตสัญญานั่นแหละ มีแต่อนัตตสัญญา


คำว่าอนัตตสัญญาหมายถึงว่า
เกิดความรับรู้ขึ้นมาว่าภาวะทางกายภาวะทางใจ
มันเป็นแค่ช่องทางรับกระทบ
แล้วก็ใจนี้มันมีปฏิกิริยาโต้ตอบออกไปอยู่เรื่อยๆ
มีปฏิกิริยาเป็นชอบบ้าง มีปฏิกิริยาเป็นชังบ้าง
แต่สติผู้รู้ผู้ดู พอเจริญขึ้นถึงจุดหนึ่งแล้ว
มันจะตัดสินว่าทั้งหลายทั้งปวง แม้แต่ปฏิกิริยาทางใจ ไม่ใช่ตัวของสติ
สติมันจะมีความเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ
พูดง่ายๆ นะเมื่อถึงจุดที่สติของเราเข้มแข็งมากพอ
ที่จะเห็นภาวะทางกายที่มันกำลังอยู่ในอิริยาบถนี้
แล้วก็ภาวะทางใจที่โต้ตอบกับโลกอยู่ตลอดเวลา ได้อย่างชัดเจนว่าไม่เที่ยง
เห็นอยู่เรื่อยๆ ว่าเดี๋ยวมันก็เปลี่ยน เดี๋ยวมันก็แปร เดี๋ยวมันก็ต่างไป
ตรงนี้มันจะเกิดภาวะของสติที่แยกตัวออกมาเป็นธรรมดาเป็นธรรมชาติ


คือผมเคยเคยพูดไว้นะว่าเมื่อไหร่ที่ใจของเราเห็นอะไรไม่เที่ยง เห็นอะไรหายไป
ใจมันจะรู้สึกเป็นคนละขั้ว หรือไม่เอาสิ่งนั้นเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาทันที
ยิ่งชัดขึ้นเท่าไหร่ว่าสิ่งนั้นหายไป ยิ่งไม่เอาชัดเจนขึ้นเท่านั้น
ตอนที่ใจไม่เอานั่นแหละคือแยกแล้ว

คือมันชัดเจนออกมาทางความรู้สึกเลยนะว่าเป็นคนละพวกกัน
ไม่ใช่แค่อุปมาอุปไมยว่าฉันจะไม่เอา ฉันจะไม่เอามัน ฉันจะไม่เอาเธอ อะไรแบบนั้น
มันเป็นความรู้สึกที่คงอยู่ แบบที่เขาเรียกว่าจิตมีความเป็นสมาธินั่นแหละ
มีความเป็นสมาธิตั้งมั่นนะครับ


แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
Facebook! Twitter! Del.icio.us! Free and Open Source Software News Google! Live! Joomla Free PHP