สารส่องใจ Enlightenment
เข้าถึงพระไตรลักษณ์ (ตอนที่ ๑)
พระธรรมเทศนา โดย พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)
วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
นับตั้งแต่วันที่เราถือปฏิสนธิในครรภ์ของมารดา
เจริญเติบโตขึ้นมาจนครบกำหนดคลอดออกมา
จนกระทั่งเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มที่ อันนี้เป็นการขึ้นต้นของชีวิต
ในเมื่อเจริญขึ้นอย่างเต็มที่แล้ว สภาพร่างกายและจิตใจก็เปลี่ยนแปลงไป
มีแนวโน้มไปในทางที่เรียกว่าแก่ ความแก่นั้นคือวันเดือนปีข้างแรม
เราส่วนมากชีวิตอยู่ในวัยแรมกันทั้งนั้น
และผู้ที่เกิดมาสุดท้ายภายหลัง แม้ว่าเราจะยังมีอายุน้อย
ชีวิตยังหนุ่มยังสาวอยู่ในระยะที่กำลังเจริญขึ้น
แต่พอเจริญขึ้นเต็มที่แล้ว ก็ต้องเดินตามรอยของผู้เกิดก่อนไป
ดังนั้น อันนี้ก็เป็นแนวทางให้เราได้ถือคติเป็นการพิจารณาชีวิตของเรา
พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้เราพิจารณาเนืองๆ ว่า
เรามีความแก่เป็นธรรมดาจะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้
เรามีความเจ็บเป็นธรรมดาจะพ้นความเจ็บไปไม่ได้
เรามีความตายเป็นธรรมดาจะพ้นความตายไปไม่ได้
อันนี้คือความเป็นไปแห่งวิถีชีวิตของเรา
นอกจากนั้นยังสอนให้เราพิจารณาให้รู้ว่า
ที่เราได้ชีวิตมานี้เป็นมาด้วยกฎของกรรม
ท่านจึงให้พิจารณาว่า กัมมัสสะโกมหิ เรามีกรรมเป็นของของตน
กัมมะทายาโท มีกรรมเป็นผู้ให้ผล กัมมะพันธุ มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
กัมมะปะฏิสะระโณ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
แล้วก็ให้ทำจิตให้ยอมรับว่า
เราจะทำกรรมอันใดไว้ย่อมได้รับผลของกรรมนั้นแน่นอน
อันนี้เป็นวิถีทางที่ให้เราพิจารณา เพื่อกระตุ้นเดือนความรู้สึกของเรา
ให้มีความไม่ประมาท เพราะความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย
คนที่เกิดมามีชีวิตอยู่ด้วยความประมาท แม้จะมีอายุยืนตั้งร้อยปี
ก็ยังสู้บุคคลผู้เกิดมามีอายุเพียงวันเดียว แต่เต็มไปด้วยความไม่ประมาทไม่ได้
ดังนั้นบรรดาญาติโยม พุทธบริษัททั้งหลาย ตลอดทั้งพระภิกษุสงฆ์สามเณร
ในเมื่อถึงวันธรรมสวนะเช่นนี้ เราก็สละเวลามาประชุมกัน
เพื่อบำเพ็ญกรณียกิจอันเป็นกุศล
เรามีกาย มีวาจา และมีใจเป็นสมบัติของเราเอง
กาย วาจา และใจเป็นที่เกิดของบุญของกุศล บุญกุศลที่เราจะพึงทำนั้น คือ
๑. การให้ทาน
๒. การรักษาศีล
๓. การเจริญภาวนา
ทานัง เม ปะริสุทธัง ทานที่เราให้เป็นทานที่บริสุทธิ์
แต่ท่านทั้งหลายมักจะเข้าใจว่า การให้ทานนี้เราจะต้องมีวัสดุสิ่งของเป็นเครื่องสละ
อันนั้นก็เป็นการถูกต้อง แต่ถ้าหากจะเข้าใจว่า
การให้ทานคือการสละสิ่งของอันเป็นสมบัติส่วนตัว
เพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่นโดยถ่ายเดียวนั้น เรายังเข้าใจแคบในคำว่าการให้
เช่นอย่างท่านทั้งหลายได้สมาทานศีล ๕ ศีล ๘ ลงไปแล้วนั่นแหละ
ได้ชื่อว่าเป็นการให้
ให้อภัยทานคือการไม่ฆ่า ไม่เบียดเบียน ไม่ข่มเหง ไม่รังแก
อันนี้ชื่อว่าเป็นการให้อภัยทาน
ญาติโยมทั้งหลายสละเวลามาทำบุญสุนทานกันในวัด
ก็ได้ชื่อว่าให้ คือสละเวลามาเฝ้าพระพุทธเจ้าคือพระพุทธรูปในวัด
ให้เวลามาเพื่อได้ทัศนะคือได้เห็นพระภิกษุสงฆ์สามเณรผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
อันนี้ก็ได้ชื่อว่าการให้ เรียกว่าการให้ทานเหมือนกัน
การรักษาศีล ท่านทั้งหลายก็ได้สมาทานมาแล้ว ศีล ๕ ศีล ๘ เป็นข้อวัตรปฏิบัติ
เป็นอุบายวิธีฝึกหัดละความชั่วทางกาย ทางวาจา
ความชั่วที่เราจะตั้งใจละเอาได้นั้น
คือความชั่วที่เราจะพึงละเมิดด้วยกาย ด้วยวาจา
แต่ส่วนเรื่องใจนั้นเรายังละไม่ได้ก่อน
ดังนั้นเราจึงมายึดหลักแห่งการละความชั่ว
ด้วยการสมาทานศีลตามชั้นภูมิของตนเอง
คฤหัสถ์ทั่วไปมีศีล ๕ เป็นข้อปฏิบัติ ก็ได้ชื่อว่าละความชั่ว ๕ ข้อ
ผู้สมาทานศีล ๘ ก็ได้ละความชั่ว ๘ ข้อ
ผู้มีศีล ๑๐ ก็ได้ละความชั่ว ๑๐ ข้อ
ผู้มีศีล ๒๒๗ ก็ได้ละความชั่ว ๒๒๗ ข้อ
ซึ่งเป็นไปโดยเจตนาและความตั้งใจว่าเราจะละ
เรามาฝึกหัดละความชั่วดังที่กล่าวแล้ว
จนเกิดความคล่องตัว เกิดความชำนิชำนาญ มีเจตนาอันแน่วแน่
ว่าเราจะละความชั่วอันนั้นจริงๆ โดยไม่กลับกลอกเสื่อมคลาย
อันนี้ได้ชื่อว่าเป็นการตั้งใจละความชั่ว ตามพุทธดำรัสที่ท่านสอนว่า
สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง การไม่ทำบาปทั้งปวง
การไม่ทำบาปทั้งปวงก็หมายถึงว่า
การงดเว้นตามศีลสิกขาบทที่เราสมาทานมาแล้วนั้น
ท่านผู้ใดรักษาศีลให้บริสุทธิ์ได้ตามขั้นตามภูมิของตน
ได้ชื่อว่าเป็นผู้ละความชั่วได้โดยเจตนาคือความตั้งใจ
ในขั้นแรกๆ เราก็ตั้งใจอดทนๆ ตั้งใจละเอา บางทีก็ขาดตกบกพร่องบ้าง
แต่เราก็พากเพียรพยายามที่จะปฏิบัติให้ได้
จนกลายเป็นศีลอันบริสุทธิ์ เป็นอธิศีล ศีลที่เกิดขึ้นในจิตในใจของเรานั้น
หนักๆ เราจะไม่ได้ตั้งเจตนาที่จะละสิ่งใดๆ ทั้งนั้น
แต่หากว่าการปฏิบัติของเรานั้นมันเป็นไปเพื่อความละ
เป็นไปเพื่อความงดเว้นเองโดยอัตโนมัติ
ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีศีลอันบริสุทธิ์และได้ละความชั่วโดยเจตนาโดยสมบูรณ์
ท่านทั้งหลายได้สมาทานศีลตามขั้นตามภูมิของตนแล้ว
ขอทุกท่านจงได้โปรดทำความภาคภูมิใจว่าเรามีศีลอันบริสุทธิ์แล้ว
ปะริสุทธัง เม สีลัง ศีลของเราบริสุทธิ์แล้ว
ปะริสุทโธ อะหัง ภันเต ปะริสุทโธติ มัง พุทโธ ธัมโม สังโฆ ธาเรตุ
ข้าพเจ้ามีศีลอันบริสุทธิ์แล้ว ขอพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์
จงจำข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ นี่คือความบริสุทธิ์แห่งศีล
เพื่อเป็นอุบายวิธีการที่จะปลูกฝังเจตนาให้มั่นคงในการละความชั่ว
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงสอนให้เราบำเพ็ญสมาธิภาวนา
การบำเพ็ญสมาธิภาวนาเป็นบุญกิริยาวัตถุอันหนึ่ง
ซึ่งเรียกว่า ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการภาวนา
บุญสำเร็จด้วยการให้ทาน เรียกว่า ทานมัย
บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล เรียกว่า สีลมัย
ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการภาวนา
ดังนั้น ณ โอกาสนี้ ขอท่านทั้งหลายจงตั้งใจกำหนดจิตบริกรรมภาวนา
การบริกรรมภาวนานั้น
เป็นอุบายวิธีทำจิตให้เข้าถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์อย่างแน่นอน
เมื่อท่านผู้ใดบำเพ็ญสมาธิด้วยบริกรรมภาวนาให้จิตสงบลงเป็นสมาธิ
ตั้งแต่อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิลงไปแล้ว
สภาพจิตจะกลายเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
เมื่อท่านทั้งหลายทำจิตให้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
ได้ชื่อว่าเป็นผู้เข้าถึงพระไตรสรณคมน์
คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อย่างแท้จริง
เป็นอันว่าได้พระพุทธเจ้าเป็นสรณะ
เมื่อได้พระพุทธเจ้า คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ไว้ในจิตในใจแล้ว
การทรงไว้ซึ่งความรู้สึกเช่นนั้นก็ได้ชื่อว่าได้พระธรรมเป็นสรณะ
ความที่มีสติสัมปชัญญะสังวรระวังตั้งใจว่า
เราจะละความชั่ว ประพฤติแต่ความดีอยู่ทุกขณะจิตทุกลมหายใจ
ได้ชื่อว่าเป็นผู้ได้พระสงฆ์เป็นสรณะ
นี่เป็นอุบายวิธีทำจิตทำใจ
ให้เข้าถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ
ดังนั้น ณ โอกาสนี้จึงขอเชิญท่านทั้งหลายกำหนดจิตบริกรรมภาวนา
หรือพิจารณาอันใดอันหนึ่ง
ซึ่งเป็นอารมณ์ของจิตที่ท่านเคยคล่องตัวและเคยพิจารณามาแล้ว
จนกว่าจิตจะสงบลงมีสมาธิอันประกอบด้วยองค์
คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
เมื่อเราสามารถทำสมาธิจิตให้เกิดวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
นั่นคือสมาธิเบื้องต้นได้เกิดขึ้นกับจิตของเราแล้ว
(โปรดติดตามเนื้อหาต่อในฉบับหน้า)
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
จาก พระธรรมเทศนา ใน "ฐานิยปูชา ครบ ๖ รอบ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย"
พิมพ์ที่โรงพิมพ์ชวนพิมพ์ กรุงเทพฯ พิมพ์ครั้งที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๓๖.
| < Prev | Next > |
|---|








