สารส่องใจ Enlightenment

วิธีแก้อารมณ์ของจิต



พระธรรมเทศนา โดย พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี)
แสดงธรรม ณ วัดหินหมากเป้ง อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย
เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๒๔



คนเรามีอารมณ์อยู่ในใจทุกคน ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งวันตาย
มีอารมณ์ด้วยกันทั้งนั้น อาจจะหนักหรือเบา รุนแรงหรือไม่รุนแรงต่างกัน
มนุษย์เราเกิดขึ้นมาแล้วข้องอยู่ในอารมณ์ต่างๆ เช่น ความรัก ความชัง
ความโกรธ ความเกลียด ความเพลิดเพลินมัวเมา ฯลฯ ติดอยู่ในสันดานทุกคน
เหตุนั้นจึงฟังเรื่อง อารมณ์ ต่อไป เพื่อให้เข้าใจถึงอารมณ์นั้นๆ



อารมณ์ แปลว่า สิ่งที่พอใจยินดี
ถึงแม้สิ่งอันไม่พอใจ มีความโกรธ ความเกลียด เป็นต้น
มันก็พอใจผูกพันอยู่กับความโกรธ ความเกลียดนั้น
คือมันไม่ทิ้งไม่วางนั่นเอง จึงเรียกว่าอารมณ์
ที่เกิดของอารมณ์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ
ที่เรียกว่าอายตนะทั้งหก เป็นบ่อเกิดของอารมณ์
ท่านว่าเป็นบ่อเกิด มิใช่เกิดจากอายตนะ
ความเป็นจริงอารมณ์มิใช่เกิดจากตา หู จมูก ลิ้น กาย มันเกิดจากจิตต่างหาก
ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นเพียงแต่ประตู
เปรียบเหมือนประตูหรือหน้าต่างของบ้านเรือนนั่นแหละ
พอได้ยินเสียงอันใดก็ไปเปิดประตูดู ไปส่องดูตามหน้าต่าง
อยากเห็นอะไรก็ไปส่องดูตามนั้นนั่นแหละ แต่ผู้ส่องไม่ใช่หน้าต่าง
หน้าต่างเป็นเพียงช่องสำหรับส่องดู ผู้ส่องคือคนดูต่างหาก
ถึงแม้จะไม่มีประตูหน้าต่าง คือไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย
แต่จิตมันยังมีอยู่ มันก็ยังเห็นอยู่
ดังนั้นจึงว่าอารมณ์ไม่ได้เกิดที่ตา หู จมูก ลิ้น กายนั่นหรอก มันเกิดที่จิต
ถ้าหากเรามาพิจารณาแยกออกไป แยกกายแยกใจกับอารมณ์นั้น
ก็จะเห็นชัดเจนด้วยใจของตนเองว่า
อารมณ์เป็นอันหนึ่ง ใจเป็นอันหนึ่ง อายตนะเป็นอันหนึ่ง
แต่อารมณ์ก็เกิดจากจิตนั่นเอง



ในการที่แยกพิจารณานั่นเอง อารมณ์กับใจมันเลยออกจากกันไม่รู้ตัว
ใจไม่มีอารมณ์ มันหายไปเลยทีเดียว
ทีนี้เราไม่ได้พิจารณาแยกเช่นนั้น เราไปหากันแต่อารมณ์ ไม่หาใจ
เลยไม่รู้จักว่ามันแยกกันออก เช่น เวลารักสิ่งใดก็เลยไปชอบใจไปพอใจด้วยสิ่งนั้น
สิ่งที่เรารักนั่นแหละ ไปยินดีพอใจพัวพันอยู่แต่ในสิ่งที่รักนั้น
หรือพอไปโกรธไปเกลียดสิ่งที่ไม่ถูกใจเข้า ก็ชอบคิดวนเวียนอยู่แต่สิ่งนั้นแหละ
มันก็เลยติดอยู่เพียงแค่นั้น ไม่เข้าถึงใจสักที


ครั้นมาพิจารณาแยกอย่างนี้ คือพิจารณาถึงใจ ใจคือตัวเป็นกลาง
ดังที่เคยอธิบายให้ฟังมาแล้ว ใจไม่มีอะไรเลย
ความคิดนึกปรุงแต่งไม่มี อดีตไม่มี อนาคตไม่มี มีความรู้สึกแต่ปัจจุบันเท่านั้น
ส่วน อารมณ์ เช่น ความรักลูก รักหลาน รักภรรยาสามี รักสิ่งต่างๆ ทั้งหมด
มันพาให้ไปคิดถึงเรื่องของคนที่เรารักนั้น
ปรุงแต่งอดีตอนาคต มันจะเป็นอย่างนั้น มันจะเป็นอย่างนี้
โดยที่มันยังไม่ทันเป็น ก็อยากให้มันเป็น
หรือมันเป็นไปแล้ว ก็คิดนึกปรุงแต่งเพลิดเพลินไปต่างๆ
นั่นจึงเรียกว่า อารมณ์ มันไม่อยู่คงที่ ไม่อยู่ในที่เดียว ไม่ลงปัจจุบัน
ถ้าหากลงปัจจุบันก็หมดเรื่อง มันวางเรื่องต่างๆ ที่คิดนึกปรุงแต่งทั้งหมด
อารมณ์ก็ไม่มี อยู่เฉยๆ เป็นกลางไม่คิดนึก
เข้าถึงใจเลย ตัวกลางๆ นั่นแหละคือตัวใจ


ขอให้เห็นให้รู้จักตัวกลางนั่นเสียก่อน ถึงมันจะไม่เป็นสมาธิก็ช่าง
ให้เห็นตัวกลางเพื่อให้รู้จักตัวเดิมของมัน
ความรักความชังก็เกิดมาจากตัวกลางๆ นั่นละ
มันเป็นเหตุให้เกิดอดีตอนาคต ถ้าไม่มีของกลางก็หมดเรื่อง
เพราะตัวที่จะออกไปปรุงไปแต่งเป็นอดีตอนาคตไม่มี
ตัวกลางนี้จึงเรียกว่าตัวใจ ตัวที่คิดนึกปรุงแต่งเรื่องต่างๆ ทั้งปวงเรียกว่าจิต
หรือเรียกว่า เจตสิก ก็ตามแต่จะเรียกกันไป ในที่นี้จะเรียกว่าจิต


จิตไม่มีหยุดนิ่งอยู่ได้ ถ้าจะวิ่งตามความปรุงความแต่งของจิตไม่มีที่สิ้นสุด
วันหนึ่งๆ มันไปรอบด้าน มันปรุงมันแต่ง
มันคิดโน่นคิดนี่ทุกอย่าง มันไม่หยุดไม่อยู่
จะวิ่งตามมัน โอ้ย ไม่ไหวหรอกเหมือนกับคนวิ่งตามเงา
จะวิ่งเท่าไรๆ ก็ไม่ทันเงา หากหยุดวิ่งเงาก็หยุดกึ๊กเลย
จิตก็เหมือนกันมันไม่หยุดสักที
ถ้าเราหยุดกึ๊กลงไปเท่านั้น มันก็อยู่คงที่เลยไม่ต้องวิ่งตาม
เหตุนั้นจึงว่าให้เห็นตัวเดิมของมันเสียก่อน
เมื่อเห็นตัวเดิมแล้ว คราวนี้จึงรู้ว่าอารมณ์ก็คือจิตนั่นแหละ
คิดนึกส่งหน้าส่งหลังอดีตอนาคต
ยินดีอยู่ด้วยกับความคิดปรุงคิดแต่ง ไม่ว่าคิดกุศลหรืออกุศล
เช่น ความโกรธ ความจริงที่แท้ไม่อยากโกรธหรอก แต่หากวางไม่ได้
คือมันยินดีมันติดใจในเรื่องนั้น คิดนึกปรุงแต่งแต่เรื่องความโกรธนั่นแหละ
วางไม่ได้ทอดทิ้งไม่ได้ มันเป็นอารมณ์ในเรื่องนั้น


จะละ จะทิ้ง จะถอนอารมณ์อย่างไร เรามาลองคิดดูว่า
ถ้าหากเราไม่คิดจะเป็นอย่างไร เมื่อไม่คิดไม่ปรุงไม่แต่ง มันก็เฉยๆ เท่านั้นเอง
นี่แหละคือตัวกลาง เมื่อเข้าถึงตัวกลางได้แล้ว
ความโกรธ ความไม่พอใจ ความรัก อารมณ์ต่างๆ ก็หลุดออกไปหมด
อันนี้คือวิธีแก้อารมณ์ คือแยกใจออกจากอารมณ์
เสียแล้วเอาแต่ใจอย่างเดียว อย่าไปเอาอารมณ์
เท่านั้นก็เป็นว่าแยกได้ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหมด
ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความชัง ความโกรธเกลียด อิจฉาพยาบาท ความวิตก
ความกลัว ความเศร้าโศกคับแค้นใจ ความเพลิดเพลินมัวเมา สรรพกิเลสทั้งปวงหมด
ต้องแยกอย่างนี้ ต้องพิจารณาอย่างนี้จึงจะเข้าถึงตัวใจ
เมื่อเข้าถึงใจแล้ว สิ่งทั้งปวงมันก็ถอนรากไปพร้อมกัน ก็หมดเรื่อง



วันนี้ได้อธิบายเรื่องอารมณ์และวิธีแก้อารมณ์ โดยเฉพาะเพียงแค่นี้ เอวํ ฯ



นั่งสมาธิ
ท่านอาจารย์อบรมนำก่อน



ให้ตั้งใจทำความมีสติมั่นคง อบรมสมาธิภาวนาให้คงที่
เบื้องต้นเราต้องตั้งใจให้ดี อธิษฐานในใจของเราให้แน่วแน่เต็มที่เสียก่อนว่า
เราจะทำสมาธิอยู่ที่นี่ ไม่ให้จิตส่งส่ายไปไหนมาไหนละ
เมื่อจิตตั้งมั่นลงในที่เดียวแล้ว เราจึงค่อยกำหนดบริกรรม จะเอาอะไรก็เอา
แต่ในที่นี้ก็ให้เอาอันที่ตนเคยทำมาจนชำนิชำนาญแล้ว
กำหนดไว้ที่เดียวในใจที่มันอยู่นิ่งนั้น


เมื่อมันวางความคิดความนึกทั้งปวงหมด มันนิ่งเฉยแต่มีสติคุมอยู่
มันก็เป็นสมาธิแล้ว และการที่เป็นสมาธิแล้ว
อย่าอยากไปรู้ไปเห็นอันนั้นอันนี้อะไรต่างๆ อยากก็ไม่ได้อีก
เมื่อคิดอยากมันเป็นหนึ่ง มันเป็นสอง มันเป็นสาม เป็นสี่ เป็นห้าไปแล้ว
เลยเตลิดเปิดเปิงไปกันใหญ่
ก็ต้องกลับมาบริกรรมกันใหม่ ทำให้จิตอยู่กับคำบริกรรมนั้นอีก



หากจิตแน่วแน่ลงเต็มที่แล้ว มันอาจมีความรู้อันหนึ่งผุดขึ้นมาจากนั้น
มันแวบขึ้นมาจากนั้น หรือมันสว่างขึ้นมาจากนั้น
หรือมันสะดุดใจของเราในที่นั้น
อันนั้นจึงเป็นความรู้เป็นวิชา อันนั้นจะเป็นของตนแท้
นั้นเรียกว่า ปัญญาเกิดจากสมาชิกแท้



คนเรานั้นเกิดมามันมีอารมณ์หลายอย่างไม่อยู่นิ่ง
ก็เพราะเหตุที่เราไม่ได้ตั้งสติให้แน่วแน่
ถ้าตั้งสติคุมใจให้อยู่ที่เดียวแน่วแน่เท่านั้น มันก็นิ่งได้
แต่นี่เราไปเอาหลายอย่าง พล่านไปทุกอย่าง
อันนั้นก็จะเอา อันนี้ก็จะเอา มันเลยไม่จริงสักอย่างเดียว


ความรู้ของคนในโลกมันมีมากมาย
เรียนไปเถิด เรียนรู้ไปทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ก็ไม่สามารถละกิเลสได้
พุทธศาสนาสอนอันเดียว เพราะของมันเกิดจากสิ่งเดียว รู้ในที่เดียว
ดังนั้นศาสนาพระพุทธเจ้าสอนมีการจบ

วิชาต่างๆ ในโลกนี้สอนไม่จบกันสักที ยิ่งสอนก็ยิ่งบานปลาย
เพราะมันไม่เข้าถึงใจมันก็ไม่จบ พุทธศาสนาสอนให้ถึงใจมันก็จบน่ะซี


เหตุนั้นเมื่อเราตั้งใจปฏิบัติพระพุทธศาสนา
เราต้องเข้าถึงใจให้มันได้ ความรู้ต่างๆ มันเกิดจากนั้น
ทำให้เข้าถึงใจอันเดียวก็แล้วกัน
จงทำความเพียรภาวนารักษาใจให้มันได้
ให้มันสงบจึงจะเห็นความจริงขึ้นมาภายใน


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -


จาก พระธรรมเทศนา ใน ธรรมะคือดวงประทีป
พระนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาจารย์ (เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง จังหวัดหนองคาย
ธรรมบรรณาการ อนุสรณ์นายประทีป สนธิสุวรรณ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๔
.



แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
Facebook! Twitter! Del.icio.us! Free and Open Source Software News Google! Live! Joomla Free PHP