สารส่องใจ Enlightenment

โทษของความรัก ความชัง (ตอนที่ ๒)



พระธรรมเทศนา โดย พระสุธรรมคณาจารย์ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
วัดอรัญญบรรพต อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย


โทษของความรัก ความชัง (ตอนที่ ๑) (คลิก)



ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงได้สั่งสอนพุทธบริษัท โดยปริยายต่างๆ
เพื่อให้มองเห็น ชีวิตอันนี้เป็นของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน
มีเกิดแล้วก็แปรปรวนแตกดับไป ไม่มีสาระแก่นสารอะไร
แล้วเมื่อเวลายังเป็นอยู่นี้ก็ยังประกอบไปด้วยความทุกข์นานาประการ


ถ้าเมื่อมามองดูสังขารร่างกายอันนี้
ไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา เห็นเป็นสภาพอยู่เสมอๆ อย่างว่านี้
มันก็บรรเทาความโลภ โกรธ หลง ลงได้จริงๆ ก็จะไม่เบียดเบียนใคร
เพราะว่ามองดูคนอื่นก็ดี สัตว์อื่นก็ดี มันก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน
เหมือนกับร่างกายอันตนอาศัยอยู่นี่
ถึงว่าไม่ไปทำลายมัน มันก็แตกดับทำลายเองอยู่แล้ว
ไม่จำเป็นต้องไปทำลายล้างผลาญซึ่งกันและกันเป็นกรรมเป็นเวรติดตัวกันไป
นี้ผู้มาพิจารณาเห็นเหตุเห็นปัจจัย ของนามของรูปอันนี้
ว่ามันเป็นมาด้วยบุญกรรมบาปกรรม
ที่แต่ละบุคคลทำเอามาแต่ก่อน มันตามมาตกแต่งให้
อันบุญกรรมบาปกรรมที่มันนำมาแต่งร่างกายสังขารนี้ให้
มันก็ไม่เที่ยงไม่ยั่งยืนนี่ เมื่อสิ่งเหล่านั้นไม่ยั่งยืนแล้ว
ร่างกายนี้มันจะยั่งยืนมาแต่ไหน
เพราะว่าร่างกายอันนี้มันเป็นอยู่ด้วยบุญกรรม บาปกรรมที่นำมาตกแต่งให้
ไม่ใช่ว่ามันมาตกแต่งให้แล้วมันดับไปเลย ไม่ใช่นะ
บุญกรรมที่ทำมาแต่ก่อน มาตกแต่งร่างกายนี้ให้มันก็รักษาอีกด้วย
มันรักษาให้ไม่ให้แตกให้ทำลายไปก่อน


แต่ทีนี้บุญกรรมบาปกรรมเหล่านั้น มันมีขอบเขตจำกัด
เมื่อมันรักษารูปร่างกายอันนี้ไป นานไป นานไป
มันจวนจะหมดไป มันก็อ่อนกำลังลงแหละ กำลังของบุญของบาปนั้น
มันจะรักษาร่างกายนี้ให้แข็งแรงเหมือนแต่เดิมก็ไม่ได้แล้ว
ที่เราเรียกกันว่าชราความแก่
ก็เพราะว่าบุญกรรมเหล่านั้นมันเบาบางลงไปแล้ว มันอ่อนกำลังลงแล้ว
ร่างกายนี้มันจึงทรุดโทรมลงไป
ถ้าร่างกายนี้นะต้องอาศัยแต่เฉพาะอาหารนี้หล่อเลี้ยงนี่
หล่อเลี้ยงไว้แล้ว มันก็มีกำลังเข้มแข็งตลอดไปเลยอย่างนี้แล้ว
เอ้า ใครๆ ก็ย่อมรับประทานอาหารเหมือนกันหมดนี่
เพราะฉะนั้นร่างกายนี้มันก็ต้องแข็งแรงเรื่อยไปมา มันก็ไม่ชำรุดทรุดโทรมแหละ
ถ้าอาศัยแต่อาหารหล่อเลี้ยงอย่างเดียวนะ ไม่อาศัยบุญกรรมบาปกรรมนะ


ลองสังเกตดู นี้แสดงว่าอาศัยทั้งบุญกรรมบาปกรรมด้วย
อาศัยอาหารในปัจจุบันนี้ด้วย หล่อเลี้ยงร่างกายอันนี้มาโดยลำดับ
มันจึงเป็นมาอยู่ได้ปานนี้
ทีนี้เมื่อบุญเก่ากรรมเก่าอันนั้นนะมันร่อยหรอลงไปแล้วอย่างนี้นะ อาหารก็ช่วยไม่ได้
บัดนี้ อาหารก็รับประทานไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เหมือนแต่ยังหนุ่มแน่น
เหมือนแต่เมื่อบุญกุศลยังบริบูรณ์อยู่ เหมือนเมื่อบุญเก่ามันกำลังอยู่นะ
รับประทานอาหารก็ได้มาก นอนก็หลับดีอย่างนี้แหละ
พอบุญเก่านี่มันร่อยหรอลงไปแล้ว รับประทานอาหารก็น้อยลงๆ
บัดนี้ รสชาติอาหารก็ไม่อร่อยซาบซึ้งเหมือนแต่ยังหนุ่ม รสอาหารก็หมดไปๆ
ผู้ใดเป็นคนแก่ย่อมรู้เองแหละ ก็อย่างนี้แหละ
การภาวนาการพิจารณาก็ต้องพิจารณาตามสภาพความเป็นจริง ของร่างกายสังขารนี้
พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้พิจารณานอกเหนือจากสภาพความเป็นจริงหรอก
ความจริงนะ ทรงสอนให้พิจารณาถึงความจริงของร่างกายอันนี้นะ
มันเป็นอย่างไร มันเป็นไปอย่างไร มันมีเหตุปัจจัยเป็นมาอย่างไร
ก็ให้รู้เป็นจริงอย่างนั้นไป


เมื่อรู้ตามเป็นจริงอย่างนั้นไปแล้ว
มันก็จะเกิดนิพพิทาความเบื่อหน่ายขึ้นมา มันเป็นอย่างนั้น
ทำไมจึงเบื่อหน่าย ก็เบื่อหน่ายในความไม่เที่ยงนี้สิ
เพราะว่าจิตใจที่มาอาศัยอยู่ในร่างกายอันนี้
ก็มุ่งหวังอยากจะให้ร่างกายนี้เที่ยงยั่งยืนไปตลอดกาลนานนู่น
ไม่ต้องการให้ร่างกายทรุดโทรมแตกดับไป แม้แต่น้อยเดียวไม่ต้องการเลย
นี้ความประสงค์ของดวงจิตมีอย่างนี้
แล้วบัดนี้มันเป็นไปตามใจหวังหรือไม่ ไม่ได้เป็นไปตามใจหวังเลย
อยู่นานปีนานเดือนมาละ มันก็แสดงอาการชำรุดทรุดโทรม ให้รู้สึกไปเรื่อยๆ ไป
อย่างที่ว่ามาแล้วนั้นแหละ ถ้าอยู่นานไปเท่าใดยิ่งได้เสวยทุกขเวทนา
อันเกิดจากความชำรุดทรุดโทรมของร่างกายนี้ไปเท่านั้นแหละ
บางคนถึงกับแช่งตัวเองว่า โอ้ก็มานาน ตายแท้
ทำไมอยู่นานเหลือเกินทนทุกข์ลำบากยากเย็นเหลือเกิน จริงนะบางคนนะ


เมื่ออายุมากเข้าไปแล้ว โรคภัยก็เบียดเบียนอยู่ปานนั้น
ทั้งความชราครอบงำเข้าไป จะตายก็ไม่ตาย จะมีกำลังแข็งแรงขึ้นก็ไม่มี
เช่นนี้มันก็ได้เสวยทุกขเวทนาอยู่อย่างนั้น
ฉะนั้น คนที่ไม่มีคุณธรรมอยู่ในใจ มันถึงลงทุนสาปแช่งตัวเองไปก็มี เป็นอย่างนั้น
เพราะว่าทุกคนจึงต้องภาวนา จึงต้องได้พิจารณา
ให้เห็นความจริงของร่างกายสังขารนี้ พร้อมทั้งเหตุทั้งปัจจัยอย่างที่ว่ามานี้นะ
เมื่อเห็นตามเป็นจริงอย่างนี้แล้ว ผู้นั้นก็จะไม่สาปแช่งตัวเองเลย
ถ้าหากว่าตนอยู่จริงไปนาน แต่ร่างกายนี่มันทรุดโทรมไป
ก็เป็นแต่บุญแต่กรรมไปตามที่ตนทำมาแต่ก่อนนู่นแหละ มันมาอำนวยผลให้
ตนทำอย่างไรมามันก็อำนวยผลให้อย่างนั้น
เราจะแต่งให้มันดีตามความประสงค์ของจิตใจได้อย่างไรละ


ถ้าต้องการอยากให้มันมีร่างกายอันนี้ยั่งยืนนาน ไปจนตลอดเฒ่าแก่ชรา
ขอให้มีกำลังเรี่ยวแรงดีอย่างนี้นี่
ก็อย่าไปเบียดเบียนบุคคลอื่น สัตว์อื่นแล ในชาตินี้แหละ
ผู้ใดรู้ตัวอย่างว่านี้แล้ว รู้ว่าตนนั้นยังละกิเลสไม่หมด
ยังจะต้องเที่ยวไปในสงสารอยู่ เช่นนี้นี่
ก็พยายามเว้นจากการเบียดเบียนบุคคลอื่นและสัตว์อื่น
ให้เขาได้รับความเจ็บปวด หรือว่าลำบากทนทุกข์ทรมานต่างๆ หมู่นี้นะ
ก็เว้นแหละไม่เบียดเบียนใครเลย เจริญเมตตาภาวนา
ปรารถนาจะให้ตนเอง บุคคลอื่นและสัตว์อื่น เป็นสุขทั่วหน้าทุกวันทุกคืนไป


แล้วกรรมเวรอันใดกรรมชั่วอันใดที่ตัวได้ลุ่มหลงทำมาแต่ก่อน ได้เบียดเบียนคนอื่นมา
อธิษฐานใจละเว้นเสีย เราจะไม่ทำเช่นนั้นต่อไปอีก
ด้วยความสัตย์ความจริงอันนี้ ก็ขอให้กรรมชั่วเวรชั่วที่ข้าพเจ้าได้ลุ่มหลงทำมา
ก็จงลดน้อยถอยเบาบางออกไป จากจิตใจของข้าพเจ้านี้
แล้วไหว้พระภาวนา แล้วอธิษฐานใจ
ละเว้นกรรมชั่วทั้งหลายที่ลุ่มหลงทำมานั่น เสมอๆ ไปเลยอย่างนี้
กรรมชั่วที่ลุ่มหลงทำมานั้น มันก็จะตั้งอยู่ไม่ได้ในจิตใจนี้นะ
เพราะใจไม่ชอบมันแล้วเบื่อมันแล้ว เมื่อใจไม่ยึดไม่ถือมันแล้ว
มันก็เบาบางไปหมดไปๆ เท่านั้นเองนะ


เพราะว่าธรรมทั้งหลายที่เป็นบุญเป็นบาปมีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ
เมื่อใจไม่ยึดถือเอาสิ่งใดแล้ว สิ่งนั้นก็หมดไป
เมื่อใจมันมั่นอยู่ในสิ่งใดแล้ว สิ่งนั้นก็ยังอยู่ อย่างนี้แหละ
ก็เมื่อเราเห็นคุณแห่งบุญแห่งกุศล
ว่าจะอำนวยผลให้เป็นสุขไปตลอดถึงพระนิพพาน ก็อาศัยบุญนี่แหละอย่างนี้
รู้ชัดด้วยปัญญาอย่างนี้แล้ว มันก็ทำความพอใจในบุญในกุศลเรื่อยไป
ไม่พอใจในบาป เอ้าบาปมันก็เบาบางไปแหละบัดนี้นะ
ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้พากเพียรพยายามละบาป
แล้วบำเพ็ญบุญ ให้เจริญงอกงามขึ้นในตนของตน ให้ได้อย่างนี้
ก็ต้องอาศัยภาวนานี้เองนะ ขอให้เข้าใจ
ใครไม่ภาวนาแล้ว ละบาปบำเพ็ญบุญให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไปไม่ได้เลย


ลำพังแต่ให้ทาน รักษาศีลเฉยๆ อย่างนี้
ก็ไม่สามารถที่จะทำบุญกุศลขั้นสูงให้เจริญขึ้นไปได้
ก็ได้แต่บุญกุศลขั้นต่ำเท่านั้นเอง
แล้วกิเลสก็ยังไม่เบาบางออกไปจากจิตใจเท่าไหร่นัก
เพราะฉะนั้นเมื่อผู้ใดได้ยินได้ฟังเหตุผล ในคำสอนของพระพุทธเจ้า
ดังแสดงให้ฟังมานี้แล้ว ก็ให้พึงพากันตั้งอกตั้งใจ
นอกจากการให้ทานรักษาศีลแล้ว
ก็ให้ตั้งใจพอใจในการไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิภาวนา
ฝึกใจที่ยังไม่สงบให้สงบลงไป ฝึกใจที่สงบอยู่แล้วให้เกิดปัญญา
ให้คิดค้นพิจารณาเหตุปัจจัยของชีวิตให้เห็นแจ้งตามเป็นจริง
ดังบรรยายให้ฟังมาโดยลำดับนั่นแหละ


แล้วให้รู้ชัดว่า เหตุปัจจัยของชีวิตเหล่านี้ไม่เที่ยง
เมื่อมันหมดเหตุของมันแล้ว มันก็ดับไป
เมื่อเหตุปัจจัยนี้ดับไป ชีวิตก็ตั้งอยู่ไม่ได้ก็ต้องแตกดับทำลายไป
เราก็ทำความรู้เท่าทันในใจอย่างนี้
แล้วก็สะสมบุญกุศล คุณพระรัตนตรัยไว้ในใจ
เอาเป็นที่พึ่งอย่างมั่นคงไว้ในใจของตน
เช่นนี้แล้วก็นับว่าไม่เสียทีที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์
ในชาตินี้ไม่ได้ทำชีวิตให้เป็นหมัน ทำชีวิตให้มีที่พึ่งอันประเสริฐอยู่ในใจ
ดังแสดงมา ขอยุติลงเพียงเท่านี้



กัณฑ์เทศน์ โดย พระครูสุทธิญาณโสภณ
ถอดเทป โดย พระมหาทวี ญาณวโร
วันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๖๕



- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -


จาก ธรรมโอวาท หลวงปู่เหรียญ ๙
ที่ระลึกงานทอดกฐินสามัคคี วัดป่าพิชัยวัฒนมงคล อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ
วันอาทิตย์ที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๗. จัดพิมพ์โดยชมรมกัลยาณธรรม



แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
Facebook! Twitter! Del.icio.us! Free and Open Source Software News Google! Live! Joomla Free PHP