สารส่องใจ Enlightenment
ปฏิบัติให้ถึงความจริง (ตอนที่ ๖)
พระธรรมเทศนา โดย พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน)
เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี
เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๓๐
ปฏิบัติให้ถึงความจริง (ตอนที่ ๑) (คลิก)
ปฏิบัติให้ถึงความจริง (ตอนที่ ๒) (คลิก)
ปฏิบัติให้ถึงความจริง (ตอนที่ ๓) (คลิก)
ปฏิบัติให้ถึงความจริง (ตอนที่ ๔) (คลิก)
ปฏิบัติให้ถึงความจริง (ตอนที่ ๕) (คลิก)
เพราะฉะนั้นจึงอยากให้ปฏิบัติ มาเรียนเฉย ๆ มันได้เรื่องอะไร
มีแต่ชื่อของกิเลสจำได้เต็มพุง
แต่มันก็เป็นความหมายอีกอันหนึ่งให้กิเลสแทรกเข้าไปนั่น
สำคัญว่าตัวรู้ตัวฉลาด ความจริงแบกกิเลสความสำคัญมากมาย
ไม่มีใครหนักยิ่งกว่านักปราชญ์ที่จดจำคำบอกเล่ามา
ทีนี้เมื่อเวลาปฏิบัติแล้ว เราอยากจะทราบอันนี้เป็นข้อเทียบเคียงกัน
เอ้าปฏิบัติซิ เมื่อปฏิบัติแล้วกิเลสตัวไหนเป็นกิเลสมันก็รู้ รู้ๆ
จนกระทั่งถึงพังลงไปหมดไม่มีอะไรเหลือ ถืออะไรที่นี่
นั่น แล้วผู้ที่สิ้นจะพูดอะไรก็พูดเสียซิ
ไปเห็นมาเอง ไปรู้มาเองทำไมจะผิดไป ทำไมจะไม่อาจหาญ
ผู้ที่ไปรู้เองเห็นเองด้วยหัวใจของตัวเอง สติก็เป็นของตัวเอง ปัญญาเป็นของตัวเอง
มรรคผลนิพพานเป็นของตัวเอง ทุกสิ่งทุกอย่างเห็นอยู่ประจักษ์ใจนี้
มันจะสะทกสะท้านไปที่ไหนในการพูดในการเทศนา
ว่าการก็ดี หรือการอะไรก็ดี มันผิดกันกับคำบอกเล่า
คำบอกเล่าอย่างพวกเรานี้เรียนมาแล้วแปลผิดๆ ถูกๆ
แปลแล้วก็กลัวจะผิดศัพท์นั้นกลัวจะผิดศัพท์นี้
ผมเคยเป็นมาแล้วนี่น่ะ กลัวจะผิดบทนั้นบาทนี้
กลัวจะผิดธาตุ วิภัตติ ปัจจัยบ้างอะไรต่ออะไร
ก็คือกลัวจะผิดหัวกิเลสนั่นเอง พูดอะไร
บทเวลาจะเอามันจริงๆ มันกลัวจะผิดอันนั้นผิดอันนี้
มันไม่ให้ลงแรงถ้าเป็นเรื่องจะฆ่ากิเลส
แล้วเราไม่รู้เลยว่าเราถูกกล่อมจากกิเลส ด้วยความเรียนมาจำมาที่ไม่สนใจปฏิบัติ
ทีนี้เอาไปปฏิบัติซิ นั้นละที่ว่าให้ไปหาเอา ไปดู
พูดง่ายๆ เทียบเหมือนอย่างวัดป่าบ้านตาดนี้ ถ้ามาจากกรุงเทพฯ มาสายอุดรนี้
มาแยกกันที่ตรงไหนแผนที่ก็บอกมาๆ จนกระทั่งถึงสี่แยกบ้านโนนเค็งเข้ามาสู่นี้
บอกมาโดยลำดับ นี่เป็นคำบอกเล่านะ จากผู้ที่เห็นแล้ว
พระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน เป็นผู้รู้ผู้เห็นแล้ว ประทานโอวาทเอาไว้นี้
ผู้ไปศึกษามานี้เป็นคำบอกเล่าละนะนี่ ได้เป็นคำบอกเล่า
เพราะตัวเองยังไม่ได้นี่ ก็ต้องเป็นคำบอกเล่าเสียก่อน
อันนี้ก็เหมือนกัน มาวัดป่าบ้านตาด ถือแปลนนั้นมา
เอ้าดูแปลนนั้นมา มาถึงนั้นแยกนั้นๆ ก็แยกเข้ามาๆ
จนกระทั่งเข้ามาถึงวัดป่าบ้านตาดจริงๆ แล้ว สภาพที่ไม่บอกมีเยอะ
อะไรบ้างที่แผนที่ไม่บอก แบบแปลนไม่บอกไว้
เราปฏิเสธได้ไหมว่าเราไม่รู้เราไม่เห็นในสิ่งเหล่านั้น เห็นมาโดยลำดับลำดา
จนกระทั่งเข้าถึงวัดป่าบ้านตาด สงสัยที่ไหนที่นี่เมื่อถึงวัดป่าบ้านตาด
อ๋อ วัดป่าบ้านตาดเป็นอย่างนี้ มันจะประจักษ์ในหัวใจทันที
เวลามาถือแบบแปลนแผนผับมา
มาด้วยความสงสัยว่าวัดป่ามีก็จริง แต่ไม่พ้นความสงสัย
เวลามาเจอประจักษ์ด้วยตาของเราแล้วสงสัยที่ไหน ไปไหนก็ไปเถอะที่นี่
หายสงสัยแล้วว่าเรื่องวัดป่าบ้านตาดนี่ฉันใด
การรู้อรรถรู้ธรรมก็ฉันนั้นเหมือนกัน ปฏิบัติตัวเองลงไปๆ
เหมือนกับเราก้าวเดินเข้ามาสู่วัดป่าบ้านตาด
ทีนี้เวลาสมาธิยังไม่เคยเห็นก็เห็นเข้ามาๆ เรื่อยเข้ามา
จนกระทั่งถึงวิมุตติหลุดพ้นเต็มหัวใจแล้วสงสัยที่ไหน นี่หมดความสงสัย
เหมือนกับผู้ที่มาเห็นวัดป่าบ้านตาดประจักษ์ตาประจักษ์ใจแล้วหายสงสัยฉันใด
ก็เหมือนกับผู้ที่รู้ธรรมเห็นธรรมด้วยการปฏิบัติเต็มหัวใจแล้ว
ย่อมหายสงสัยเช่นเดียวกัน นั่น
แม้พระพุทธเจ้าประทับอยู่ก็ไม่ทูลถาม
ก็ฟังซิอย่างที่เคยพูดอัญญตรภิกขุว่าไง
ท่านกำลังจะไปทูลถามพระพุทธเจ้าในเรื่องข้ออรรถข้อธรรม
แต่พอไปเห็นฝนตกแล้วพิจารณาเรื่องฝนเรื่องน้ำที่มันกระทบกัน
เทียบกับสังขาร สัญญาภายใน สังขารภายในที่เกิดขึ้นดับไปๆ
เช่นเดียวกับน้ำที่กระทบกันแล้วตั้งเป็นฟองเป็นอะไรขึ้นมาแล้วดับไปๆ
เทียบไปเทียบมาแล้วบรรลุธรรมไปในขณะนั้น ในสถานที่นั้นในเวลานั้น
พอฝนตกหยุดแล้วกลับกุฏิเลย ไม่ไปทูลถามพระพุทธเจ้า
นั่นเห็นไหม เมื่อถึงขั้นที่ไม่ทูลถาม ถามอะไร
เมื่อถึงที่แล้วก็หาที่ทูลถามไม่ได้เช่นเดียวกัน
นี่ละเรื่องธรรมพระพุทธเจ้า จึงว่า สนฺทิฏฺฐิโกๆ
ถ้ายังจะต้องทูลถามในของจริงที่รู้อยู่แล้ว สนฺทิฏฺฐิโก มีความหมายอะไร
พระพุทธเจ้าสอนไว้ทำไมว่าสวากขาตธรรมได้ยังไง
มันไม่ได้ตรัสไว้ชอบแล้วนี่นะ มันไม่ได้เป็น นี่เป็นอย่างนั้นจริงๆ
แล้วทูลถามพระองค์ทำไมที่นี่ นั่น นี่ละความจริง
ให้มันเห็นสดๆ ร้อนๆ อย่างนี้การปฏิบัติธรรม
ธรรมะสดๆ ร้อนๆ แท้ๆ อยู่ในหัวใจเรานี้นะ
อริยสัจทั้ง ๔ อยู่ในหัวใจนี้ สติปัญญาอยู่ในหัวใจ สร้างขึ้นมาซิ
เอาให้มันเห็นมันรู้ซิ ทำไมจึงจะมีมรรคผลนิพพานตั้งแต่สมัยโน้น
สมัยนี้ไปไหนอรรถธรรมพระพุทธเจ้า
ธรรมแก้กิเลสเป็นธรรมแก้กิเลสอยู่โดยตรงแล้วเคลื่อนที่ไปไหน เปลี่ยนแปลงไปไหน
กิเลสมันยังไม่เห็นเปลี่ยนแปลงตัวของมันเอง
ธรรมะที่จะฆ่ากิเลสก็เป็นธรรมะที่สังหารกิเลสได้เช่นเดียวกับครั้งพุทธกาล
แล้วเราสงสัยทำไม สงสัยหาอะไร นอนจมอยู่ทำไมจึงไม่เอาธรรมเหล่านี้มาแก้
พระพุทธเจ้าให้แก้กิเลสด้วยอะไร
ด้วยความพากความเพียร ด้วยสติปัญญาเอามาซิ พิจารณาซิ
เราอยู่ในโลกอันนี้เราอยู่มานานแล้วเรายังติดอะไร
เรายังสงสัยอะไรเดี๋ยวนี้ยังไม่จืดจาง ยังดื่มด่ำกับอะไร
อะไรเป็นของใหม่ในโลก เกิดแก่เจ็บตายเป็นของใหม่เหรอ
หือ มันเป็นของที่จะให้ความทุกข์ทรมานเรามามากแสนมาก
เพราะเรื่องเกิดแก่เจ็บตายนี้แลไม่ใช่เรื่องอะไร เอ้า พากันจำเอานะ
เอาละเหนื่อย พอ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
จาก พระธรรมเทศนา "ปฏิบัติให้ถึงความจริง" ใน ก้าวเดินตามหลักศาสนธรรม
โดย ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี
| < Prev | Next > |
|---|








