สารส่องใจ Enlightenment
ปฏิบัติให้ถึงความจริง (ตอนที่ ๑)
พระธรรมเทศนา โดย พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน)
เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี
เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๓๐
พวกเราเป็นนักบวชและนักปฏิบัติ
ถ้าจะถือเป็นขั้นก็นับว่าเป็นขั้นที่สูง เป็นอันดับที่สูงกว่าขั้นใดๆ
การเรียนก็ยังไม่หนักแน่นอะไรนัก
แต่การปฏิบัตินี้ต้องมีความหนักแน่นทุกสิ่งทุกอย่าง
ใช้ความพินิจพิจารณา ใช้สติปัญญามาก
ยิ่งการปฏิบัติจิตเพื่อจะให้ได้ผลตามพระโอวาทที่ทรงสอน
และให้ได้ผลดังที่พระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายท่านทรงได้รับมาแล้วนั้น
ต้องได้ใช้ความพินิจพิจารณามากมาย
ในขั้นต้นก็คือสติ สติเป็นธรรมจำเป็นมากในทุกกาลสถานที่และหน้าที่การงานทุกประเภท
ไม่เลือกเว้นในการที่จะไม่มีสติเข้าเกี่ยวข้อง
การปฏิบัติต่อจิตใจนี้ซึ่งเป็นของละเอียดมากยิ่งกว่าสิ่งใดๆ ในโลก
นั่นยิ่งเป็นของสำคัญมาก
กิเลสก็เป็นของละเอียดเช่นเดียวกันกับใจ
จึงอาศัยและอยู่ด้วยกันได้เรื่อยมา ตั้งแต่กัปไหนกัลป์ใดไม่ทราบแหละ นับไม่ได้เลย
และพึงทราบว่าพระโอวาทที่พระพุทธเจ้าทรงประทานแก่สัตว์โลกนั้น
เป็นพระโอวาทที่ออกมาจากพระทัยที่บริสุทธิ์สุดส่วน
ซึ่งสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติที่ถูกต้องสมบูรณ์เต็มที่ในฝ่ายเหตุ
จึงทำให้สมบูรณ์เต็มที่ในฝ่ายผลที่ว่าได้ตรัสรู้
ธรรมเหล่านี้เป็นธรรมที่ละเอียดมากที่สุด
ซึ่งผู้ปฏิบัติจะต้องได้ใช้ความพินิจพิจารณาตามพระโอวาทแต่ละบทละบาท
แต่ละขั้นละตอนอย่างละเอียดลออ ไม่ใช่สักแต่ว่าทำ
อย่างนั้นไม่ตรงกับพระโอวาทที่ทรงสั่งสอนด้วยความจดจ่อ
โดยพระเมตตาของพระพุทธเจ้าสุดส่วนจริงๆ
ถ้าการกระทำ การสำเหนียกศึกษาและปฏิบัติของเรา
ไม่ใช้ความพินิจพิจารณาความจงใจจริงๆ
ก็เข้ากันกับพระโอวาทของพระพุทธเจ้าที่ทรงแสดงด้วยพระเมตตาเต็มส่วนไม่ได้
นี่ละเฉพาะอย่างยิ่งวงปฏิบัติเรา ที่ปฏิบัติไม่ได้เหตุได้ผล ไม่รู้ว่าต้นเป็นยังไง ปลายเป็นยังไง
หาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้ หลักใจก็ไม่มีเพราะหลักธรรมไม่มี
หลักธรรมไม่มีเพราะสติขาดวรรคขาดตอนและไม่มีสติ นี่เป็นของสำคัญ
หากได้พยายามทำตามจริงๆ ด้วยความจดจ่อต่อเนื่อง
และมีความมุ่งหวังอย่างเต็มที่ดังพระพุทธเจ้าและสาวกท่านมุ่งหวัง
จนได้สำเร็จผลเป็นที่พอพระทัยและพอใจแล้ว
เหตุใดการประพฤติปฏิบัติของพวกเราจะไม่เข้มแข็ง สติจะไม่ดี
เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ฝึกได้ ให้มีความคล่องตัวได้เช่นเดียวกับสิ่งอื่นๆ
งานใดก็ตาม ทำทีแรกย่อมไม่สะดวก ขลุกขลัก
แต่ครั้นทำไปๆ ก็เกิดความชำนิชำนาญและคล่องตัว
เช่น เราเขียนหนังสือ หลับตาเขียนยังได้ คล่องขนาดไหน
ดูซิ นั่นคือความคล่องตัวเพราะความเคยชิน เขียนอยู่เสมอ
ทีนี้การพยายามตั้งอยู่เสมอ ตั้งสติ ย่อมจะเป็นสติที่สืบเนื่องกันไปได้
กลายเป็นสัมปชัญญะความรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา
จากความรู้ตัวของสติแล้วก็จะทำจิตของเราให้สงบเย็น
เพราะสติหรือสัมปชัญญะนั้นเป็นเครื่องรักษาอยู่ตลอดเวลา
จิตไม่หาเรื่องหาราวมาก่อกวนตัวเองย่อมเป็นจิตสงบ
ที่จิตไม่สงบนั้นเพราะอะไร เพราะเรื่องราวนั้นเกิดขึ้นจากใจเอง
โดยไม่มีสติตามควบคุมหรือรักษา จึงเล็ดลอดออกไปสู่อารมณ์นั้นอารมณ์นี้
และร้อยทั้งร้อยเป็นอารมณ์ที่เป็นภัยเสียทั้งนั้น
แล้วจะหาความสงบร่มเย็นจากอารมณ์ที่เป็นภัยเข้ามาก่อกวนนั้นได้อย่างไร
ถ้าอารมณ์ก็ต้องเป็นอารมณ์เพื่อความสงบ ที่ท่านเรียกว่าอารมณ์แห่งสมถะ
การกำหนดธรรมบทใดก็ตามนั้นเรียกว่าอารมณ์
คือนำธรรมนั้นมาเป็นอารมณ์ อารมณ์ที่จะให้เป็นสมถะคือความสงบใจ
ต้องเป็นอารมณ์ที่นิ่งอยู่กับที่ไม่กระจายไปสู่สิ่งใด
ไม่เหมือนปัญญา เช่นกำหนดลมหายใจ หรือพุทโธ พุทเข้า โธออก
อย่างนี้ก็เรียกว่าอารมณ์ แต่อารมณ์เหล่านี้เป็นอารมณ์เพื่อความสงบใจ
ไม่ใช่อารมณ์เพื่อความก่อกวนใจให้ได้รับความทุกข์ นี่ต่างกันที่ตรงนี้
ผู้ปฏิบัติจึงควรใช้ความพินิจพิจารณาด้วยดี และนำอารมณ์ที่ว่านี้เข้ามากำกับใจ
ใจบางครั้งทั้งๆ ที่เราใช้คำบริกรรมอย่างเด่นชัดๆ รู้ชัดเห็นชัดอยู่ในคำบริกรรมของตนก็ดี
เวลาจิตค่อยละเอียดเข้าไปนี้ คำบริกรรมจนไม่ปรากฏก็มี นี้เป็นไปได้ในวงปฏิบัติ
คำว่าพุทโธก็ดีอะไรก็ดี ไม่ปรากฏเลยอย่างนั้นก็มี
เมื่อไม่ปรากฏเราก็ให้รู้อยู่กับความรู้ ไม่เกี่ยวกับคำบริกรรมใดๆ
แต่รู้ด้วยความมีสติกำกับอยู่นั้นแล ปราศจากสติไม่ได้
ให้มีความรู้อยู่เช่นนั้น จิตก็จะสงบเย็น
หรือมิฉะนั้นเราจะใช้อุบายปัญญา เอ้า พาก้าวทางด้านปัญญา
เพราะความสงบประเภทนี้มีความคิดอ่านไตร่ตรองได้เป็นธรรมดาไม่ขัดกัน
พาเดินกรรมฐานซิ กรรมฐาน ๕ กรรมฐานอาการ ๓๒
เหล่านี้เป็นกรรมฐาน คืองานที่ควรทำ
และงานที่เหมาะสมของการปฏิบัติธรรมอย่างยิ่งอยู่แล้ว
เราจะเที่ยวกรรมฐานในสกลกาย
เบื้องบนเบื้องล่าง เบื้องขวางสถานกลางภายในร่างกายของเรานี้
โดยไปในส่วนต่างๆ ของร่างกายหรืออวัยวะต่างๆ อาการต่างๆ ของร่างกายนี้
ก็ชื่อว่าเที่ยวกรรมฐาน ทำงานที่ถูกต้องตามหลักธรรม ท่านเรียกว่ากรรมฐาน
แปลว่าที่ตั้งแห่งการงานของผู้ปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์หรือเพื่อการถอดถอนกิเลส
ต้องถืองานเหล่านี้เป็นพื้นฐานอันสำคัญมาก นั่น ท่านจึงให้ชื่อว่ากรรมฐานๆ
กรรมฐาน ๕ ก็คือฐานที่ตั้งแห่งงาน ๕ ประการ
ได้แก่ เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ เป็นพื้นฐานก่อนในเบื้องต้น
ต่อจากนั้นที่นี่มีโอกาสหรือว่าเป็นความโล่งโปร่งภายในจิตใจ
คิดอยากจะพิจารณาอยากเที่ยวกรรมฐานภายในตัวของเราเราก็เที่ยวได้
เอ้า เบื้องบนก็ขึ้นศีรษะซี ดูผมดูหนังอยู่บนศีรษะ หุ้มห่อกะโหลกศีรษะอยู่
กะโหลกศีรษะนั้นคืออะไรเป็นอะไร โลกทั้งโลกเขาก็ให้ชื่อว่ากระดูก
มันเป็นสัตว์เป็นบุคคลที่ไหนกัน
ฟังซิกระดูก ทิ้งเกลื่อนอยู่ตามถนนหนทางไม่เห็นมีความหมายอะไร
แต่กระดูกบนศีรษะเรานี้ทำไมจึงมีความหมายนักหนา
ในโลกอันนี้ติดกันเพราะกระดูกนี้ทั้งนั้น ใครเป็นคนผ่านกระดูกนี้ไปได้
เพราะอะไร เพราะความสำคัญของกิเลส เสกสรรขึ้นมาให้สิ่งเหล่านี้มีคุณค่ามีราคา
ทั้งๆ ที่มันไม่มีราคานั่นเอง นี่ละเรียกว่าเป็นเครื่องหลอกอันหนึ่งๆ
เพราะฉะนั้นการท่องเที่ยวกรรมฐานดังที่ว่านี้
จึงเป็นการเข้าไปแก้ไขเหตุการณ์ที่พัวพันกันอยู่โดยหาเหตุหาผลไม่ได้
ซึ่งเกิดขึ้นจากความหลอกลวง
ความสำคัญมั่นหมายผิดๆ ของกิเลสประเภทต่างๆ ด้วยปัญญาของเรา
ให้พินิจพิจารณากำหนดดูเข้าไปจากกะโหลกศีรษะ แล้วเข้าไปในมันสมองเป็นยังไง
มันเต็มไปด้วยของปฏิกูลโสโครก เป็นสัตว์ที่ตรงไหน เป็นบุคคลที่ตรงไหน
เป็นเราเป็นเขาที่ตรงไหน เป็นหญิงเป็นชายที่ตรงไหน
ดูให้ชัดด้วยปัญญา มีสติเป็นผู้ควบคุมในการดูงานนั้นๆ
แล้วจิตจะเพลินพิจารณา จะเพลินทำงานหรือเพลินเที่ยวกรรมฐาน
เอ้า ขึ้นข้างบนจนหมดลงเรื่อยไปหมดนั่นแหละเพราะเป็นกรรมฐาน
เป็นที่ท่องเที่ยวของจิตตภาวนาด้วยกันทั้งนั้น เดินลงไป
หนังหุ้มกระดูกนี้ ดูซิ หนังหุ้มเนื้อห่อเนื้อ
ตจปริยนฺโต หนังหุ้มรอบหรือหนังหุ้มอยู่โดยรอบ
แน่ะ ถ้าไม่มีหนังแล้วเป็นอย่างไร คนทั้งคนทั้งเขาทั้งเราดูกันได้ไหม
นี้หรือเป็นคน อันหนังหุ้มอยู่นี้หรือเป็นคน หนังก็เป็นแต่ตั้งชื่อขึ้นมาอันหนึ่งต่างหาก
และดูตั้งแต่ภายนอกเข้าไปภายใน และดูเนื้อ ดูเอ็น ดูกระดูก ดูเข้าไปให้ลึกซึ้ง
เต็มตัวภายในของเรานี้มีอะไรบ้าง มีแต่สิ่งอย่างเดียวกันหมด แบบเดียวกันหมด
ถ้าว่า อนิจฺจํ ก็แปรสภาพเหมือนกันหมดไม่มีอะไรยิ่งหย่อนกว่ากัน
ถ้าว่า ทุกฺขํ ก็เหมือนกัน สิ่งใดในร่างกายนี้จะทำเราให้มีความสุขความสบายไม่เห็นมี
มีแต่ทำความทุกข์ให้อยู่ตลอดเวลา
การเปลี่ยนอิริยาบถต่างๆ นั้น
ก็เพราะการบรรเทาความบีบบังคับของร่างกายที่เรียกว่าทุกข์ ว่าทุกข์นั่นแล
ถ้าไม่เปลี่ยนก็ไม่ได้ มันหนักมากไปทุกข์มากไป
จึงต้องผลัดต้องเปลี่ยนอิริยาบถอยู่เรื่อยๆ
คำว่า อนตฺตา ก็เหมือนกัน อะไรมันเป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นเราเป็นเขา
มันมีแต่สภาพเป็นความจริงอันหนึ่งๆ แต่ละอย่างๆ ของมันเท่านั้น
นี้ก็เพราะกิเลสนั่นเอง เข้าไปเสกสรรปั้นยอว่าเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ทั้งๆ ที่มันไม่เป็น
กิเลสเป็นของปลอม กระจายไปสู่อันใดอันนั้นจึงเป็นปลอมไปหมดหาความจริงไม่ได้
เชื่อความจริงไม่ได้ เราจึงหาหลักเกณฑ์ไม่ได้
ด้วยเหตุนี้จึงต้องเอาปัญญาเข้าไปหยั่งทราบตามความจริงของมันแต่ละอย่างๆ
หลายครั้งหลายหนหลายตลบทบทวน
จิตใจย่อมมีความสงบเย็น ปล่อยวางสิ่งทั้งหลายเหล่านี้
จากคำว่าเป็นสัตว์เป็นบุคคลเป็นเราเป็นเขา
หรือเป็นเนื้อเป็นหนังเป็นกระดูกโดยลำดับลงไปเสียได้โดยลำดับลำดา ใจเย็น นั่น
เที่ยวลงไปซิกรรมฐาน ลงไปพื้นเท้าเป็นยังไง ดูหมดรอบตัวของเราเป็นยังไง
นี่เวลาที่เราจะเที่ยวกรรมฐาน เอ้า เที่ยวได้ไม่ผิดไม่ขัดต่อจิตตภาวนา
ในโอกาสที่ควรจะเที่ยว จิตอยากจะเพลินไปตามสรรพางค์ร่างกายเหล่านี้ละ
เอ้าให้เพลินไปเพราะเพลินในกรรมฐาน เที่ยวกรรมฐาน
นี่ก็ทำได้ในกาลที่ควรจะทำ ที่เห็นว่าเหมาะสมกับงานของตนในเวลานั้น
ที่อยากทำอยากพิจารณาก็ให้พิจารณาไป
นี่เรียกว่ากรรมฐาน เที่ยวกรรมฐาน
เที่ยวตามป่าตามเขานั้นก็เที่ยวเพื่อทำงานประเภทนี้แล
เพื่อหาที่เหมาะสำหรับจะพิจารณากรรมฐานภายใน
เที่ยวกรรมฐานภายในให้คล่องตัว ให้แจ่มแจ้งชัดเจน
ท่านจึงสอนให้ไปอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสมมีรุกขมูลร่มไม้
คำว่ารุกขมูลร่มไม้นี้ก็ไม่ได้หมายถึงว่า จะอยู่ที่นั่นไปจนตลอดชีวิต
ไม่เข้าที่มุงที่บังเลยอย่างนั้นไม่ใช่ ย่อมเป็นกาลเป็นเวลา
กาลหนึ่งเข้าสู่ร่มไม้เข้าสู่ชายเขา เข้าสู่ถ้ำ หรือเข้าสู่ที่มุงที่บังตามกาลตามเวลา
แต่ต้องเป็นสถานที่ที่เหมาะสมกับการภาวนาในอิริยาบถนั้นๆ
นี่ท่านเรียกว่าเป็นที่เหมาะสมกับการภาวนา
เป็นสถานที่ไม่พลุกพล่านวุ่นวายด้วยฝูงชนและสิ่งก่อกวนทั้งหลาย
มีผลัดมีเปลี่ยนสถานที่นั่นที่นี่ นั่นท่านเรียกว่าเที่ยวกรรมฐาน
เพื่อทำงานด้วยความสะดวกด้านจิตตภาวนาของเรา
ไม่ใช่ว่ารุกขมูลตั้งแต่วันบวชมาให้อยู่ตลอดชีวิต
ที่ท่านว่าให้อุตส่าห์พยายามปฏิบัติไปตลอดชีวิตนั้นก็คือ
เข้าๆ ออกๆ เข้าร่มไม้ชายคา เข้ารุกขมูลร่มไม้ เข้าในป่าในเขา
ให้ผลัดเปลี่ยนกันในสถานที่ที่เหมาะสมกับการภาวนานี้ตลอดชีวิตเถิด
ความหมายว่าอย่างนั้น อย่าได้เข้าไปพลุกพล่านวุ่นวายกับสิ่งที่จะให้เกิดกิเลสตัณหา
หรือส่งเสริมกิเลสตัณหาประเภทต่างๆ ให้มากมูนขึ้นในใจ
จะเป็นความทุกข์ความเดือดร้อนมาก ไม่สมกับผู้ปฏิบัติเพื่อกำจัดกิเลสออกจากใจ
นั่นท่านหมายอย่างนี้ให้พากันเข้าใจเอาไว้
(โปรดติดตามเนื้อหาต่อในฉบับหน้า)
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
จาก พระธรรมเทศนา "ปฏิบัติให้ถึงความจริง" ใน ก้าวเดินตามหลักศาสนธรรม
โดย ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี
| < Prev | Next > |
|---|








