ดังตฤณวิสัชนา Dungtrin's Answer

ปฏิบัติธรรมในห้องพระกับในห้องนอนจะได้บุญต่างกันไหม



ถาม – ถ้าเราปฏิบัติธรรมในห้องนอนจะได้บุญแตกต่างกับในห้องพระไหมคะ
เพราะนั่งสมาธิในห้องพระแล้วบางทีก็รู้สึกกลัวโดยไม่มีสาเหตุค่ะ


เคยได้ยินหลายคนเหมือนกันบอกว่า
ถ้าอยู่ในห้องพระแล้วสวดมนต์หรือว่านั่งสมาธิจะรู้สึกกลัว
อันนั้นก็อาจจะเป็นเพราะว่าเคยไปดูหนังผีกันไว้มาก
คือใจมันไปโยงว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์หมายถึงว่าจะต้องเกี่ยวพันกับสิ่งลี้ลับ
หรือว่าจิตวิญญาณอะไรที่เขาจะมาขอส่วนบุญ เขาจะมาขอกันในห้องพระนั่นแหละ
จริงๆ แล้วถ้าเราสร้างบรรยากาศทางใจไว้ว่าอยู่กับพระ
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องผีสางเทวดา หรือว่าอะไรที่มองไม่เห็น
มีแต่สิ่งที่เรารู้สึกได้ สัมผัสได้ด้วยใจว่า
พระปฏิมาเป็นความสว่าง พระปฏิมาเป็นมงคล
อันนั้นมันก็จะเกิดความเยือกเย็น เกิดความรู้สึกอบอุ่น รู้สึกถึงความสว่างเยือกเย็น
คืออบอุ่นใจ แต่ความสว่างเป็นความสว่างแบบเยือกเย็น มีความรู้สึกปีติ
ไม่ใช่พอไปนั่งในห้องพระแล้วจิตมันไปนึกโยง
โดยที่บางทีก็อธิบายไม่ได้ทำไมถึงกลัว


บางคนก็อธิบายได้นะ บางคนคุณพ่ออาจจะสะสมพระแบบที่ดูขลัง
แทนที่ดูแล้วเหมือนเป็นที่พึ่ง จะว่าอย่างไรดี
คือโต๊ะหมู่บูชาบางทีก็ไม่ได้มีแต่พระพุทธรูป
ก็มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาอื่นเข้ามาปนอยู่ด้วย
หรือว่าแม้แต่กระทั่งพระพุทธรูปเอง
บางทีก็ดูไม่ใช่มีความสวยงามประณีต หรือว่าน่าจะเป็นที่เคารพรัก
แต่กลายเป็นหน้าตาดุอะไรแบบนั้น มันก็เป็นไปได้ทั้งนั้น
ไม่ว่าจะเหตุผลใดก็แล้วแต่ เราจะสั่งสมมาจากหนังผี
หรือว่าเรามาเห็นพระพุทธรูปที่เรารู้สึกว่าน่าเกรงขามอะไรอย่างไรก็แล้วแต่

ถ้าจิตของเราไม่เลื่อมใส ไม่นึกถึงความสว่าง ไม่นึกถึงความเย็น
ก็จะเกิดความปรุงแต่งสวิง (
swing) ไปอีกทางหนึ่งได้เป็นธรรมดา
เพราะว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มักจะคู่กับความลี้ลับ
พอนึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ใจจะจัดเข้าพวกโดยไม่รู้ตัว
จัดเข้าพวกไปเป็นสิ่งลี้ลับ หรือว่าสิ่งที่แตะต้องไม่ได้
เป็นนามธรรมที่จับต้องยาก หรือว่ามีความน่าเกรงขามยิ่งใหญ่
ซึ่งใจของเราปรุงแต่งไปได้เป็นต่างๆ
เมื่อเราสามารถที่จะอ่านออกบอกถูก
ที่ผมพูดมาทั้งหมดก็จะบอกว่า มันเป็นลักษณะความปรุงแต่งของใจ
ซึ่งถ้าเราเห็นเหตุผลความปรุงแต่งทางใจได้
ความกลัวมันลดลงแล้วทันทีครึ่งหนึ่ง



ขอให้จำไว้นะ อะไรก็แล้วแต่ที่เราอธิบายไม่ได้ว่าที่มาที่ไปคืออะไร
เราจะมีความกลัวซ่อนอยู่ลึกๆ กลัวสิ่งนั้นซ่อนอยู่ลึกๆ

เหมือนกับที่คนโบราณไม่สามารถจะอธิบายได้ว่า
ฟ้าร้องฟ้าผ่าได้อย่างไร ก็กลัว นึกว่าเป็นเทพเจ้าบันดาล
ทีนี้ถามว่าปฏิบัติในห้องพระกับปฏิบัติในห้องนอน
สวดมนต์หรือว่านั่งสมาธิอย่างไรก็แล้วแต่ อันไหนได้บุญมากกว่ากัน
อยู่ในที่ที่ใจของเราสบายแล้วมีความเลื่อมใส นั่นแหละที่ที่ได้บุญที่สุด
เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าท่านเคยตรัสไว้ มีคนถามว่าทำทานตอนไหนได้บุญมากที่สุด
ท่านตรัสตอบว่าตอนที่ใจของเรามีความเลื่อมใสในการให้ทาน
มีความอยากให้ทานนั่นแหละ มีความปลาบปลื้มในการให้ทานนั่นแหละ
จังหวะนั้นแหละที่จิตเกิดโสมนัส
และก็ปรุงแต่งให้บุญกุศลเกิดขึ้นเต็ม เต็มเม็ดเต็มหน่วย



วัดกันที่ใจ อย่าวัดกันที่ห้อง วัดกันที่ความรู้สึก
อย่าวัดกันที่ว่าคนเขาสืบๆ ความเชื่อกันมาว่าต้องอยู่ตรงไหนแล้วถึงจะได้บุญเป็นพิเศษ


ถ้าหากว่าเราสวดมนต์นั่งสมาธิในห้องนอน แล้วจิตใจสบายได้กุศล
ได้ความสำเร็จประสบความสำเร็จในการสวดมนต์
หรือว่านั่งสมาธิแล้วใจนิ่ง ใจมีความสว่าง ใจมีความเบิกบาน
นั่งไปเลย สวดไปเลย เอาที่ห้องนอนนั่นแหละ อย่าเพิ่งมาที่ห้องพระ
ทีนี้ถ้าหากว่าเราสวดมนต์ หรือว่านั่งสมาธิจนกระทั่งเกิดความนิ่ง
เกิดความสว่าง เกิดความเบิกบาน แล้วใจข้ามพ้นจากอาการกลัวไปได้
ค่อยกลับมาที่ห้องพระ แล้วเราสังเกตความรู้สึกมันจะต่างไป
ใจของเรานี่แหละเป็นต้นตอความกลัว
ใจของเรานี่แหละเป็นต้นตอความมีปีติ มีความเบิกบาน มีความสุข
ใจของเรานี่แหละถ้าตั้งมั่นแล้ว อยู่ที่ไหนมันก็ได้เหมือนเดิม แบบเดิมๆ ความรู้สึกเดิมๆ
ได้ความคงเส้นคงวาทางใจแบบเดิมๆ กระแสก็เป็นกระแสแบบเดิมๆ
คือมีความรู้สึกว่าใจของเราถ้าสวดมนต์แล้ว
ก็แปลว่าไปผูกไปเล็งอยู่กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คืออะไร คือความสว่าง
ใจของเราผูกอยู่กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ด้วยความคงเส้นคงวา
มันก็มีความสว่างคงเส้นคงวาเหมือนกันทุกที่
ไม่ว่าจะอยู่ในโบสถ์วิหาร ไม่ว่าจะอยู่หน้าหิ้งพระ
หรือว่าจะอยู่ในห้องนอนของเราเอง ไม่มีความแตกต่างกัน


อย่าไปตั้งโจทย์ว่าอันไหนได้บุญมากกว่ากัน
คนไทยนะพอพูดถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พอพูดการสวดมนต์ พอพูดถึงการทำบุญแล้ว
มักจะมีการเทียบวัดเสมอเลย อย่างไหนได้บุญมากกว่ากัน

อย่างไหน ทำอย่างไร ที่ไหน
ด้วยอุปเท่ห์ของสำนักใดแล้วจะเกิดบุญกุศลขั้นสูงสุด
เราไปรู้สึกได้หรือเปล่าล่ะ เราเอาความคาดคะเนไปเทียบวัดได้หรือเปล่าล่ะ
บุญไม่ใช่ชั่งตวงกันได้แบบตวงข้าวสาร มันต้องใช้ความรู้สึก
รู้สึกเอาว่าอย่างไหนที่ทำให้เราปลาบปลื้ม
ความปลาบปลื้มนั้นแหละ ศัพท์ทางธรรมะเรียกว่าเป็นโสมนัส
ถ้าหากว่าปลาบปลื้มมาก มีความสว่างจัดจ้ามาก มีความเป็นกุศลมาก
ท่านก็เรียกว่าเป็นมหาโสมนัส
นั่นแหละเป็นต้นแหล่งต้นกำเนิดของบุญอย่างใหญ่อย่างแท้จริง

แล้วไม่ต้องไปเปรียบหรอกว่าอันไหนได้บุญมากกว่ากัน
เราสั่งสมบุญวันละเล็กวันละน้อย จะมากบ้างน้อยบ้าง อย่าไปเกี่ยง
ขอให้สั่งสมเถอะ แล้วในที่สุดมันจะเกิดความตั้งมั่น


เราวัดได้ด้วยใจนี่แหละ ถ้าใจของเรามีความสบายใจอยู่เนืองๆ
คำว่าเนืองๆ ก็หมายความว่าเสมอๆ
ถ้าหากว่ามันมีความโล่ง มีความเย็น มีความสว่างอยู่เป็นปกติ
นั่นแหละเป็นการแผลงฤทธิ์ของบุญที่เห็นได้ทันตาอยู่ในปัจจุบัน

ถ้าเราสั่งสมบุญมาดีจริง มันต้องอยู่ตัว มันต้องอิ่มตัว
โอกาสที่จะเกิดความคิดที่เป็นอกุศล เกิดความเว้าแหว่ง
เกิดความมืด เกิดความรู้สึกกระวนกระวาย
มันจะลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดเลย แทบจะไม่เกิดเลย
ถ้าเทียบกับในอดีตอาจจะมีความฟุ้งซ่านจัด แต่ว่าปัจจุบันฟุ้งซ่านน้อย
นั่นก็ถือว่าเราทำบุญได้ผลแล้ว บุญแผลงฤทธิ์แล้วนะครับ


แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ
Facebook! Twitter! Del.icio.us! Free and Open Source Software News Google! Live! Joomla Free PHP