ดังตฤณวิสัชนา Dungtrin's Answer
วิปัสสนาจริงๆ เกิดขึ้นตอนไหน
ถาม - ในการปฏิบัตินั้นวิปัสสนาจริงๆ จะเกิดขึ้นตอนไหนครับ
ใช่ตอนที่เรามีสติเห็นกายใจของเราเป็นไตรลักษณ์หรือเปล่า
ผมปฏิบัติโดยใช้อานาปานสติเป็นวิหารธรรม
หลังจากเจอสภาวะที่เห็นตัวเองในวินาทีที่ผ่านมาดับหายไปต่อหน้า
เหมือนเราเมื่อกี้ตายดับไปหมด ตัวเราปัจจุบันเมื่อกี้เป็นคนละตัวกันครับ
เห็นแบบนี้ดีมากนะ
คือมันเป็นลักษณะของการเห็นภาวะอย่างหนึ่งดับไป ไม่ใช่ตัวตน
ตอนที่รู้สึกว่าเป็นคนละตัวกัน
ตัวนี้เขาเรียกว่า ถ้าศัพท์สมัยหลังๆเขาเรียกว่า สันตติขาด
ตัวสันตติขาดหมายความว่า ตัวที่มันหลอกเราอยู่นี่ ตัวที่เป็นสัญญา
ที่ทำให้นึกว่าลมหายใจเป็นลมหายใจเดียวกัน
อิริยาบถต่างๆ เป็นอิริยาบถเดียวกัน
ความรู้สึกนึกคิด ความทรงจำเป็นของคนคนเดียวกัน
เหล่านี้เรียกว่าเป็นการสืบสันตติ
เป็นการที่เราถูกธรรมชาติของการสืบเนื่องมันหลอกเอาว่านี่คือตัวเดียวกัน
แต่พอจิตเหลือแต่อาการรับรู้ อาการที่มันเป็นสติเพียวๆ
รู้สึกว่าเมื่อกี้ท่าหนึ่ง ตอนนี้อีกท่าหนึ่ง คนละตัวกัน คนละท่ากันแล้ว
ถึงแม้ว่าจะอาศัยอยู่ในร่างกายเดียวกัน แต่มันก็เป็นคนละท่ากันแล้ว
ลมหายใจแต่ละระลอก มันเป็นคนละชุดกันชัดๆ เลย เข้าแล้วออก เข้าแล้วออก
ไม่ได้เป็นชุดเดียวกันแม้แต่ระลอกเดียวตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่มีระลอกไหนซ้ำกันเลย
หรือแม้แต่ความสุข ความทุกข์ที่มันเกิดขึ้นมา
สุขยาวแค่ไหน สุขสั้นแค่ไหน มันก็เป็นคนละสุขกัน คนละตัวกันแล้ว
พอมันเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง กลายเป็นรู้สึกเฉยๆ หรือรู้สึกเป็นทุกข์ เป็นกังวล
แค่นี้มันเป็นธรรมชาติที่คนละตัวกันแล้ว
เป็นนามธรรมคนละกลุ่มกันแล้ว คนละก้อนกันแล้ว
ถ้าหากว่าเราไปถึงความรู้สึกว่านั่นเป็นคนละตัวกัน
นั่นแหละเรียกว่าการเห็นตามจริง
การเห็นตามจริงนั่นแหละ คือนิยามของวิปัสสนา
ทีนี้คำถามที่เป็นแก่นเลยคือว่า วิปัสสนาจริงๆ เกิดขึ้นตอนไหน
ก็มีการนิยามกัน ในชั้นหลังๆ ก็บอกว่าต้องเห็นอย่างนั้น เห็นอย่างนี้
คือไประบุตายตัว ไปผูกเงื่อนตายไว้ว่าจะต้องเกิดญาณขั้นนั้นขั้นนี้
ซึ่งถ้าหากว่าสืบไปในสมัยพุทธกาล ไม่มีการผูกเงื่อนตายกันแบบนั้นนะ
แต่พระพุทธเจ้าจะพูดถึงสัมมาสติ สัมมาสมาธิ
คือมีสติชอบ เห็นกาย เวทนา จิต ธรรม โดยความเป็นของไม่เที่ยง
แล้วก็มีสมาธิ คือไม่ใช่เห็นวอบๆ แวบๆ
แต่ว่ามีความตั้งมั่นเป็นปกติในการเห็นเช่นนั้น
พูดง่ายๆ คือว่าถ้าใจเราสบายๆ ไม่มีอาการบังคับ ไม่มีอาการฝืน
แล้วมีความรู้สึกว่ามันตั้งมั่นอยู่ในอาการรู้ ตั้งมั่นอยู่ในอาการเห็น
สิ่งใดสิ่งหนึ่งภายในขอบเขตของกายใจ โดยความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ดูว่ามันไม่เที่ยง รู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวตน นั่นถือว่าเป็นวิปัสสนาทั้งนั้นแหละ
นับเริ่มตั้งแต่ไหน เอาดูที่สติปัฏฐาน ๔ พระพุทธเจ้าให้แค่ดูลมหายใจนี่นะ
แล้วเห็นว่าลมหายใจเดี๋ยวก็เข้าเดี๋ยวก็ออก เดี๋ยวก็ยาวเดี๋ยวก็สั้น
แล้วจิตแยกออกมาเป็นผู้รู้ผู้ดู กองลมทั้งปวง
ท่านตรัสไว้เป็นนัยว่าเราจักเป็นผู้รู้ผู้ดูกองลมทั้งปวง แสดงความไม่เที่ยงอยู่
ตัวผู้รู้ผู้ดู เห็นว่ากองลมไม่เที่ยงนั่นน่ะ ตัวนั้นแหละที่มันเป็นจิตที่เป็นสมาธิ
ประกอบด้วยปัญญา ประกอบด้วยการรู้อยู่เห็นอยู่ มีสติ มีสัมปชัญญะ
ทราบอยู่ว่านั่นไม่ใช่ลมหายใจของเรา เป็นแค่ธาตุลมพัดเข้าพัดออก
แล้วพอเราสามารถที่จะเห็นลมหายใจโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวเราได้
จิตแยกออกมาเป็นผู้รู้ ผู้ดูเฉยๆ
จิตนั้นมันก็สามารถที่จะเห็นสิ่งอื่นๆ
ไม่ว่าจะเป็นสุขทุกข์ ความรู้สึกอึดอัด ความรู้สึกสบาย
หรือว่าอาการของใจเองนะที่เดี๋ยวมันก็ฟุ้งซ่าน เดี๋ยวมันก็สงบได้
เห็นไม่ต่างกับลมหายใจ เห็นว่ามันเป็นของที่แสดงตัวเองอยู่ตลอดเวลา
ตลอด ๒๔ ชั่วโมงว่า นี่ไม่ใช่ของที่เที่ยง
นี่ไม่ใช่ของที่เป็นบุคคล ไม่ใช่เป็นตัวตน ไม่ใช่เป็นเราเขา
จิตมันจะเป็นอิสระ จิตมันจะมีความรู้สึกว่าไม่มีอุปาทานอยู่
มีแต่สภาพการรู้ มีแต่สภาพการเห็นที่บริสุทธิ์
แต่ประเด็นคือพอช่วงแรกๆ ผู้ที่เจริญสติมักจะสับสน
คือมีความรู้สึกว่าเราเห็นปรากฏการณ์บางอย่างที่มันพิเศษ ที่มันผิดแปลกจากธรรมดา
แล้วก็ไปยึดมั่นถือมั่นว่าอาการอย่างนั้นเท่านั้นที่เรียกว่าวิปัสสนา
ปัญหาเกิดขึ้นตรงนี้แหละ พอเรายึดมั่นถือมั่นว่านั่นเรียกวิปัสสนา
จะเกิดอาการเลียนแบบขึ้นมาทันที
คือผูกเงื่อนตายไว้ว่าวิปัสสนาต้องเห็นแบบนั้นเท่านั้น
อย่างเช่นกรณีนี้ บอกว่าเห็นอะไรอย่างหนึ่งมันหายไปต่อหน้าต่อตา ดับวูบไป
แล้วก็รู้สึกว่าเป็นคนละตัวกัน จริงๆ แล้วมันเป็นอาการที่
ในช่วงเริ่มๆ นะ มันเป็นอาการที่ตกภวังค์ไปนิดหนึ่ง
แต่ว่าสติที่เกิดขึ้นตามหลังภวังค์นั้นมา เป็นสติที่ประกอบอยู่ด้วยปัญญา
รู้ว่าสิ่งที่ดับหายไปนี่ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เป็นคนละตัวกันกับภาวะปัจจุบัน
ทีนี้ถ้าเป็นสัมมาสมาธิจริงๆ
มันจะเห็นต่อเนื่องเลย มันจะสว่างโพลงอยู่อย่างนั้นน่ะ
มันจะมีความว่าง มันจะมีความปลอดโปร่งอยู่อย่างนั้นนะ
แล้วเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มันกำลังปรากฏ
ไม่ว่าจะเป็นลมหายใจ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกว่านี่กำลังสุขอยู่
นี่กำลังอยู่ในอิริยาบถนั่ง อิริยาบถนอนอยู่
จิตมันจะสว่างโพลงของมัน
รู้ของมันอยู่อย่างนั้นว่าที่กำลังเห็นอยู่ มันคนละตัวกันไปเรื่อยๆ
มันเป็นคนละตัวไปเรื่อยๆ ไม่มีอาการดับวูบไป ไม่มีอาการหายไป
มันมีแต่อาการรู้ที่ตั้งมั่น มีความรู้ที่คงเส้นคงวา
มีความสว่างที่ไม่แคบลงมาเร็วนัก ไม่กว้างขึ้นเร็วนัก
มันจะมีประมาณรัศมีความสว่างประมาณเดิมอยู่
อย่างน้อยชั่วขณะหนึ่ง ชั่วขณะใหญ่ๆ
เรียกว่าเป็นอาการรู้ เป็นอาการเห็น เห็นก่อนที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น
แล้วพอสิ่งนั้นเกิดขึ้นก็รู้อยู่ว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้น พอสิ่งนั้นดับไปก็ยังรู้อยู่ตามเดิมเท่าเดิม
ตัวนี้แหละที่เริ่มเป็นวิปัสสนาจริงๆ
อย่างเช่นลมหายใจ ถ้าเรารู้อยู่ก่อนที่ลมหายใจจะลากเข้ามา
ขณะที่ลมหายใจลากเข้ามาก็เห็นอยู่ เห็นชัดๆ เลย เป็นสายเลย
แล้วพอลมหายใจมันระบายออกไป แล่นออกไปจากโพรงจมูก เราก็ยังเห็นอีก รู้อยู่อีก
นี่ตัวนี้นะ คือจิตที่มันเห็นอยู่ว่าสักแต่เป็นธาตุลมพัดเข้า สักแต่เป็นธาตุลมพัดออก
จากอิริยาบถนั่งอิริยาบถนอนนี้
นี่แหละตัวนี้แหละที่เรียกว่าเป็นจิตที่รู้ จิตที่เห็นจริงนะครับ
| < Prev | Next > |
|---|








